Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:03

ตอนที่ 1, 2 , 3.1 , 3.2

http://dmbjth.thai-forum.net/t292-topic

http://dmbjth.thai-forum.net/t336-topic

http://dmbjth.thai-forum.net/t407-topic

http://dmbjth.thai-forum.net/t486-topic

===========================================
แพร์ริ่ง : ผิงเสีย
Rate : (แยกไม่ออก ฮือๆ....)
หมายเหตุ : โปรดทำใจก่อนอ่าน แนะนำได้ว่าเลือกที่จะมองข้ามก็ได้ เพราะมันยาวมากคะ
55 หน้า แนะ ตามจริงจะแต่งไว้อ่านเอง แต่ปรากฎว่างานชุกตัว ปั่นตอนที่จะเอาลงบอร์ดได้ไม่ทัน
สุดท้ายขอเปิดการ์ดเซ่นสังเวย ตอนนี้ให้อ่าน ต้องขออภัยจริงๆคะ ที่มาลงช้าไป

===========================================
ระเบิดมู้องค์ที่ 4

ดอกท้อผลิบาน โชยกลิ่นหอมมาตามลม นายน้อยสามอู๋เสียอย่างผมกำลังนั่งแทะผลท้ออย่างสุขสบาย มือหนึ่งถือพัดโบกไปมาให้เกิดลมบนโลกมนุษย์ มือหนึ่งถือลูกท้อ รอบข้างรายล้อมด้วยเหล่ากระต่ายสีขาวที่กำลังวิ่งไปมารวมถึงกลิ้งตัวเป็นก้อนกลมๆสีขาวท่ามกลางบรรยากาศดีๆ

ก็อยากจะพูดอย่างนั้นอยู่หรอกนะ แต่รอบนี้ผมก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอีกแล้ว…

อาสามที่นานๆจะกลับขึ้นสวรรค์มาสักหนกำลังยืนหน้าทะมึนพร้อมกองกระดาษในมือ จ้องหน้าผมอย่างเคร่งขรึม ผมอยากจะบอกอาสามเหลือเกินไม่ต้องทำหน้าเข้มก็ได้ อาสามโดนอารองเล่นงานอีกแล้วใช่ไหม ไม่ต้องมาทำเครียดจริงจัง ผมรู้หรอกนะ เรื่องอาสามแอบพาอาเซี่ยไปหลี่สาวที่ถ้ำบุปผานะ

แต่ผมก็หวังดีนะที่ไม่พูดออกไป ไม่งั้นมันคงจะแทงใจอาสามจนต้องหยิบดาบมาฟันคอผมขาดแน่ๆ

“อู๋เสียนี้เรื่องสำคัญ” ผมนิ่งฟัง “จดหมายเวียนนี้นายต้องส่งให้ถึงทุกคน ตกหล่นไม่ได้แม้แต่คนเดียว ไม่งั้นเจ้ารองเอาฉัน… เอาแกตายแน่ๆ ฉันหวังดีถึงพูดย้ำหรอกนะ ลำบากแกแล้วเจ้ารองไม่หน้าทำแบบนี้เลย เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ไม่ลำบากขนาดนั้นแท้ๆ ต้องมาไหว้วานลูกหลานตัวเอง หน้าละอายจริงๆ” แล้วก็ทำหน้าสำนึกเสียใจ แบบเสแสร้งสุดๆ

ผมเข้าใจครับอาสาม มันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆจริงๆ แม่ม… นี้ผมไม่ได้พูดออกไปหรอกนะ

“แล้วอาสามจะให้ผมไปส่งให้ใครละ ผมจำได้ว่าเมื่อ 3 วันก่อน จดหมายเวียนเรื่อง ‘ผลผลิตไม่ได้ปริมาณที่ต้องการ’ ของคณะกสิกรรมพึ่งเวียนไปเอง” ผมทักเขาเพราะจำได้ว่าเมื่อ 3 วันก่อนอาหนิงเอามายื่นให้ผมปั้มตราประทับลงไป ดวงหน้างามขมวดมุ่นพร่ำบ่นถึงผลผลิตที่ไม่ได้ตามเป้า ดูเหมือนเดือนนี้ข้าวในนาของพวกมนุษย์คงจะลดปริมาณลงไปโข

“บ๊ะ! แกนี้ก็ถามซอกแซ๊กไม่เข้าท่า รอบนี้เขาเวียนกันเรื่อง ‘นรกขาดแคลนคนทำงาน’ กันต่างหาก ปัญหาวุ่นวายใหญ่โตแทบตาย บ้าชิบ! ถ้าเอาไอพวกที่มันไปล่าวิญญาณที่โลกมนุษย์กลับมาสักครึ่งหนึ่งก็มีคนทำงานพอแล้วแท้ๆ ทำเรื่องใหญ่โตเสียเวลาข้า… แกชิบเป๋ง”

ถ้าทำแบบนั้นคนเก็บวิญญาณก็ไม่พอแทนนะสิ…

แล้วผมก็นั่งฟังอาสามบ่นยาวไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่แอบพาอาเซี่ยเหลียนหวนกลับมาในสภาพที่เจ้าตัวเมาแอ๋ ตัวแทบจะกลิ้งไปกับแผ่นหิน ร้องไห้บ้าง หัวเราะบ้าง พออารองมาเห็นอาเซี่ยในสภาพนั้นก็ตาเขียวมองอาสามเขม็งและสั่งให้อาสามไปสำนึกผิดในห้องเก็บฟืน งดข้าว 4 วัน เป็นการลงโทษ ส่วนอาเซี่ยเหลียนหวน เหมือนผมจะได้ข่าวแว่วๆว่าอารองแบกกลับไปส่งเองถึงบ้านเลยต่างหาก

น่าสงสารอาสามผู้ถูกลงโทษ แม้ในใจผมจะสมน้ำหน้าก็ตาม นี้ไม่ใช่เพราะเขาเอาภาพวาดสาวงามมาให้ผมชมเล่นหรอกนะ สุดท้ายผมเลยเอาลูกท้อไปให้เขากินบ้างเป็นบางครั้ง…

ความจริง… ผมแอบเอาลูกท้อไปให้อาสามกินรองท้องทุกวันเลยต่างหาก ผมสารภาพก็ได้

พอได้ออกมาคงจะไม่หนำใจ อาสามก็ชอบหนีเที่ยวไปแดนเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว อารองรอบนี้คงตั้งใจลงโทษเล็กๆน้อยๆจริงๆ แต่เขาคงไม่ได้ลืมไปใช่ไหมว่าคนอย่างอาสามชอบหลบๆหลีกๆอยู่เสมอๆ

ขณะที่ผมกำลังจะไปที่สวนท้อโบกลมโรคระบาดให้ไหลไปทางอื่นเพราะมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาว่าสายลมของผมพัดอยู่แต่พื้นที่ตะวันออกมากเกินไป อยากให้ไปแถวตะวันตกบ้าง เหตุเพราะตอนนี้เริ่มมีการเจ็บป่วยของมนุษย์ จากอากาศไม่ถ่ายเทเล็กๆน้อยๆบ้างแล้ว กำลังจะก้าวพ้นประตูอาสามก็โผล่มาพอดี โยนงานเวียนหนังสือให้ผมอย่างไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น

แล้วผมก็ฟังเขาพูดบ่นโน้นบ่นนี้ ก่อนจะจบประโยคด้วยการบอกว่าตัวเองมีธุระต้องจัดการ ทำให้ไม่มีเวลาไปแจกหนังสือเวียน อารองเลยฝากให้ผมมาทำแทน จากที่ฟังๆทั้งหมด

แถไม่รอดชัดๆ…

“ยังไงก็ต้องฝากนายแล้วไอหลานชาย เดี๋ยวกลับมาจะเอาของมาฝาก” ทำหน้าขรึมจริงจัง ต่างกับผมที่มองหน้าเขาแบบสุดบรรยาย หลังจบคำกองเอกสารเวียนทั้งหมดก็ถูกยัดเยียดใส่มือผม พอๆกับที่เจ้าตัววิ่งริ่วไปไกลแล้ว

“ฝากด้วยนะ ไอหลานชาย…….”

กลายเป็นว่าตอนนี้ผมต้องทำงานเพิ่มมาอีกอย่าง นอกจากจะจัดการเรื่องลมโรคระบาดแล้วผมต้องมานั่งแจกหนังสือเวียนอีก รึผมจะใช้หวังเหมิงไปแจกแทน แต่คิดไปคิดมานั้นคงจะไม่ดี หวังเหมิงต้องไปปีนเขาที่เขตเหนือตลอดเพื่อเก็บชาให้ผมดื่ม แน่นอนว่าใครบางคนที่ไม่ชมชอบในเรื่องนี้ ก็ยังไงไม่รู้ตัวอยู่เหมือนเดิมว่าชาที่ผมดื่มก่อนนอนช่วยในเรื่องความจำ คิดแล้วก็หน้าภูมิใจพิลึก

แต่ผมไม่เพิ่มเงินเดือนให้หวังเหมิงหรอกนะ!!!

ดูเหมือนเดือนนี้อารองจะบ่นยาวเกี่ยวกับรายได้ของบ้านที่ใกล้ติดตัวแดงเต็มที ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน หรือว่ามันเป็นเพราะบรรดาหมาๆที่ปู่อู๋เลี้ยงไว้รึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ลูกท้อในคลังทิพย์โดนเอาไปเคี่ยวตุ๋นเป็นยาเซียนขายจนเรียบไม่เหลือสักผล คงจะได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำอยู่พอสมควร

ผมคงต้องเร่งเก็บลูกท้อ งวดนี้เพิ่มปุ๋ยหน้าจะดี แต่ผมคงไม่มีเวลาไปพรวนดิน งั้นเดือนนี้ผมคงต้องเจียดเหรียญทองๆไปจ่ายให้คณะกสิกรรมแลกกับผักผลไม้ให้น้องกระต่ายเป็นค่าพรวนดิน

กองหนังสือเวียนค่อยๆถูกผมยกออกนอกประตูบ้าน เดินไปที่สวนท้อและค่อยๆแยกออกมาทีละนิดว่าเล่มนี้ต้องไปส่งให้ที่ส่วนไหนบ้าง ตามจริงผมหน้าจะเสนอให้บรรดาหมาของปู่ไปทำหน้าที่ในนรกแทน บ้านเราจะได้มีรายได้เพิ่ม ไม่สิ! มันดีมากเลยต่างหาก! ผมตัดสินใจแล้ว เอกสารเรื่อง ‘นรกขาดแคลนคนทำงาน’ ผมจะแก้ไขให้เป็น ‘นรกขาดแคลนหมาทำงาน’ ทีนี้ก็แก้ได้ทั้ง 2 ทาง คือ บ้านผมมีเงินเข้าบ้านให้อารองยิ้มสดใสกับนรกยิ้มแย้มมีหมาช่วยงานเพิ่ม

สวนท้อสวรรค์เงียบสงบช่วยให้การคัดแยกเอกสารไปได้ด้วยดี ดูเหมือนจะมีทั้งหมด 9 สำนัก หรือตำหนักสวรรค์ทั้ง 9 ที่รวมตำหนักของปู่เข้าไปด้วย กับอีก 7 สำนักย่อย ที่อาจจะลำบากหน่อยเพราะอยู่ไกลจากที่นี้พอสมควร

แน่นอนว่าตำหนักจางส่งทีหลังสุด

เดินไปหยิบพัดขนนกที่พวกกระต่ายขาว 2 ตัว กำลังต่อตัวกันโบกลมพัดให้โลกมนุษย์จนตัวคลอน มาห้อยไว้ที่หว่างเอว ลูบหัวปุยๆของพวกมัน 2 ที พร้อมกับเกาหลังคอแถมให้เป็นรางวัล หลังจากให้รางวัลกับพวกมันผมก็ก้มหน้ามองลงไปในสายธารของสวนท้อ เห็นทุกตารางของดินแดนมนุษย์ ทั้งดีเลวต่ำช้าและสูงส่ง ผมเห็นเจนจัดชัดเจน ด้วยดวงตาทั้ง 2 ข้าง ถึงแม้มันจะสู้แสงได้ไม่ค่อยดีนักก็ตาม

ดูเหมือนในอนาคตนรกต้องส่งเรื่องมาขอเนื้อที่เพิ่มสำหรับก่อสร้าง เพราะมีที่ดินรองรับคนบาปไม่เพียงพอแน่ๆ

ลมเย็นสบายหอบเอาอากาศบริสุทธิชวนให้หายใจคล่องวนรอบตัว อยากจะทิ้งตัวนอนลงบนผืนหญ้าดูบ้างเหมือนกัน แต่งานมีก็ต้องทำผมได้แต่ทำใจอุ้มเอกสารขึ้นมาแล้วเอาไปส่ง แน่นอนว่าอันดับหนึ่งต้องเป็นสกุลเซี่ย!

ผ่านทางออกเจอเจ้าจิ้งจอกขาวกำลังนั่งงับลมเล่น ผมเห็นท่าทางมันว่างดีเลยจัดการแยกเอกสารของ 7 สำนักย่อยให้มันไปส่ง มันทำหน้าเศร้าผมเลยตบหัวมันไปทีหนึ่งแล้วบอกว่า ‘เอาไปส่ง’ มันเลยได้แต่เอาเอกสารทูนหัวขาวๆเดินย้ำต๊อก ก่อนจะบินหายไป ไม่ใช่ว่าผมรังแกสัตว์หรอกนะ แต่ช่วยกันมันดีกว่า ผมรักเจ้าเสี่ยวไป๋จะตายไป หมาทุกตัวในบ้าน มีแต่เจ้านี้ได้นอนบนที่นอนด้วยซ้ำ ต่างจากหมาของปู่ที่นอนบนพื้น เห็นไหมว่าผมตามใจมันมากที่สุดแล้ว ไม่นับขนปุยๆของมันที่ช่วงหน้าหนาวจะอุ่นสบายมากอีก

สุดท้ายผมได้แต่เดินไปที่ตำหนักของสกุลเซี่ย นับว่าไม่ไกลเท่าไหร่จากตำหนักสกุลอู๋ เทพเฝ้าทวารบาลเห็นผมก็ค้อมหัวลงพื้นคำนับคาวรวะ รีบเปิดประตูให้ทันทีอย่างไม่ต้องให้บอก ยิ้มขอบคุณก้าวขาเข้าไปในตำหนัก หอมดอกเหมยโชยลมมาตามกลิ่นสวนด้านใน สาวใช้ในตำหนักมาช่วยผมถือเอกสารบางส่วนแต่ผมปฏิเสธไป พวกนางพาผมมานั่งที่ห้องโถง ดูเหมือนอาเซี่ยเหลียนหวนจะสลบคาห้องไม่ยอมตื่น แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาทำงานหนักเหลือเกินในบางที สาวใช้ยกชามาให้ผม ก่อนที่ผมจะถามหาถึงเสี่ยวฮัว พวกเธอทำหน้าฉงน แต่ก็ตอบออกมา

“คุณชายเก้าออกเดินทางไปบ้านสกุลฉีตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วเจ้าคะ”

เป็นอันว่าผมมาเสียเที่ยว

ผมนั่งฟังพวกเธอพูดถึงความรีบร้อนของเสี่ยวฮัวที่แต่งตัวเต็มยศเดินทางตั้งแต่รุ่งเช้า เกณฑ์คนใช้ไป 20 คน ติดตามไปด้วย ผมก็ได้แต่แปลกใจ พวกเขาจะไปบ้านสกุลฉี แต่ต้องเกณฑ์คนไปเยอะแยะเพื่ออะไร สุดท้ายผมได้แต่ขอบคุณพวกเธอ ล้วงผลท้อในแขนเสื้อออกมา 3 ผล ให้พวกเธอไปทานเล่น

ผลท้อสวรรค์แม้ไม่ดีเลิศเท่าลูกท้อผานถาวของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ เป็นรองอยู่หนึ่งขั้น แต่นับว่ามีคุณค่าโอชาที่สุด ผมโบกมือให้พวกเธอที่ตั้งท่าจะลงไปกราบคารวะ รีบขอตัวจากมาทันทีโดยมีสาวใช้บางคนเดินไปส่งให้ถึงหน้าประตู และมีคนใช้ชายยกเกี้ยวมาให้ผมนั่งเป็นการขอบคุณ

เกี้ยวสกุลเซี่ยสำหรับรับส่งแขกก็ยังนับว่าใหญ่กว่า 7 สกุล อยู่ 2 ส่วน ซึ่งผมไม่ขอนับของสกุลเออร์ลงไปด้วย นั้นไม่เรียกว่าเกี้ยวแล้ว ของสกุลเออร์ต้องเรียกว่าตำหนักเคลื่อนที่ เกี้ยวของสกุลเซี่ยยามยกต้องให้คนแบก 12 คน ต่างจากเกี้ยวสกุลอื่นๆที่ใช้คนแบกแค่ 8 คน

แน่นอนว่าต้องเห็นเกี้ยวเฉพาะของเสี่ยวฮัวก่อน ผมจะบอกให้ว่าอลังการที่สุดแล้ว

เทพรับใช้ชายพาผมมาส่งถึงตำหนักของท่านฉีเถี่ยจุ่ย ยังไม่ทันจะเอ่ยปากพูดถามถึง เทพรับใช้ประจำตำหนักฉีก็สั่งให้สาวใช้ยกตราประทับออกมาให้ผม ตราหยกเขียวสลักภาพหมู่ดาวเคลื่อนบนเบาะผ้าแดงถูกเอามาให้ตรงหน้าและกล่าวว่า

“นายท่านฉีทราบแล้วว่าท่านจะมาจึงได้ให้พวกดิฉันเตรียมการไว้ ขอให้นายท่านสามอู๋เสียโปรดรับตรานี้ไปเจ้าคะ”

พวกนางคำนับก้มหัวทูนตราให้ผมอย่างนอบน้อม ดูเหมือนว่าบ้านฉีก็จะไม่อยู่เหมือนบ้านเซี่ย แต่เพราะเป็นฉีหรือยังไงถึงได้รู้ล่วงหน้าตลอดเวลา

ตราประทับถูกหยิบ ผมยกมันประทับลงไปบนเอกสารของสกุลฉีที่ต้องอ่านและยกเอกสารเวียนทั้งหมดเฉพาะของท่านฉีเถี่ยจุ่ยให้พวกเขาไปเก็บไว้ เกี้ยวของสกุลเซี่ยยังตั้งรออยู่ ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปนั่ง หญิงสาวนางหนึ่งก็เดินมาหาผมก่อนและพูดว่า

“ยามเช้า ไก่ขัน ท่านฉีเถี่ยจุ่ยเดินทางไปพร้อมท่านชายสกุลเซี่ย ไปยังตำหนักสกุลฮัวของท่านมหาเทพฮัวเชียนกู่เจ้าคะ นายท่านฉีเถี่ยจุ่ยยังกล่าวว่า ‘หากนายน้อยสกุลอู๋มาให้บอกว่า พบกันที่บ้านจาง’ เจ้าคะ”

ผมฟังนางบอกก็พยักหน้า แม้หัวจะมึนงงก็ตามจากมาด้วยข้อสงสัย ว่าเซี่ย ฉี และจางจะทำอะไร แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ เพราะผมแค่มาส่งหนังสือเวียนเฉยๆ พวกเขาจะเปิดประชุมอะไรก็ตามขอแค่ไม่เป็นเรื่องใหญ่ผมก็ปิดหูปิดตาไปได้เหมือนกัน

ว่าแต่ เมื่อช่วงเช้าปู่ก็รีบร้อนออกไปจากบ้านเหมือนกัน หรือว่าจะมีอะไร

ผมประสานมือรองใต้คาง ข้างๆวางเอกสารไว้เต็ม นอกจากฉีที่รับฝากไว้ได้ ที่เหลือทั้งหมดยังไงก็ต้องส่งให้ถึงมือด้วยตัวเองเท่านั้น ผมขมวดคิ้วมุ่นนั่งเกี้ยวมาเรื่อยๆ บรรยากาศด้านนอกไม่ได้ดึงดูดความสนใจผมเลย หวังแต่บ้านฮัวจะมีคนอยู่เท่านั้นก็พอ

สุดท้ายแม้จะเป็นไปตามที่คาด คือ สกุลฮัวไร้เจ้าบ้าน แต่ยังคงมีคนอยู่ ยัยหนูซิ่วซิ่วผู้น่ารักยืนยิ้มแก้มชมพูรอผมอยู่ที่หน้าประตู

“ย่าใหญ่ให้มารอพี่ชายอู๋ หวังว่าจะไม่คลาดกัน ตอนนี้เจอแล้ว ซิ่วซิ่วก็จะได้ไปตำหนักจางตามย่าฮัว พี่ชายอู๋จะตามซิ่วซิ่วมาด้วยไหมคะ?” เธอยิ้มแก้มปริมองผมอย่างคาดหวัง

“ซิ่วซิ่ว ที่ตำหนักจางมีอะไรกันหรือ?” ผมอดใจถามไม่อยู่ ซิ่วซิ่วเลิกคิ้วตอบกลับมา

“วันนี้มีงานแข่งขันของสวรรค์ไงคะ ปีนี้ตระกูลจางเป็นเจ้าภาพจัดงาน มีแข่งเยอะพอสมควร ย่าฮัวเห็นว่าหน้าสนุกจึงตามไปคะ”

ผมถึงกับหลุดเสียงร้องออกมา นี้เขาเล่นอะไรกันจริงๆด้วยสินะ ว่าแต่งานอะไรนะ? ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลย ซิ่วซิ่วเห็นผมไม่ตอบก็กระตุกแขนเสื้อ ซาราเปาบนหัวสองลูกที่ประดับปุยผ้าขาวๆยาวสะบัดไปตามศีรษะที่เอียงโคลง เร่งเร้าให้ผมตอบเหมือนจะคาดหวังว่าจะได้ไปด้วยกัน เพียงแต่ผมปฏิเสธไปเท่านั้น เพราะผมยังต้องไปอีก 5 ตำหนักที่เหลือ พอฟังผมบอกปัด ยัยหนูก็หน้ามุ่ยฮึดฮัดเล็กน้อยแต่ก็ยอมจากไปโดยดี ตราประทับสกุลฮัวแนบเอกสาร เป็นอันว่าเสร็จการเวียนหนังสือไปอีกหนึ่งสกุล

เห็นยัยหนูไปอีกทางผมก็ยิ้มมุ่งหน้าไปอีกตำหนัก ยังไงตำหนักจางผมก็ต้องไปอยู่ดี ถึงแม้จะเป็นที่สุดท้ายก็ตาม ตำหนักของท่านมหาเทพเฉินผีอาซื่อ อยู่ค่อนไปไกลพอสมควร ออกจะเลี้ยวเบนไปทาง 3 ตำหนักใหญ่ของ จาง เออร์ และ หลี่

ซืออากงเป็นคนอยู่ติดที่ไม่ค่อยออกไปไหนไกลๆ แต่คราวนี้นับว่าผิดความคาดหมาย

“ยามตะวันขี้นฟ้าได้ 4 ก้านธูป นายท่านใหญ่เฉินเดินทางมุ่งหน้าไปสกุลจางก่อนแล้วขอรับ”

ผมทำหน้ามึนๆ จางอีกแล้ว ตำหนักนี้ก็ไปที่จางอีกหลัง นี้ผมพลาดข่าวอะไรไปหรือเปล่า ที่สุดแล้วผมก็ต้องแบกเอกสารไปด้วย หรือผมจะไปที่สกุลจางเลยดี? อาจจะไม่ดีแน่ เพราะตำหนักอื่นๆอาจจะมีคนมารับให้แทนเหมือนสกุลฮัวกับสกุลฉี สุดท้ายผมก็เก็บความสงสัยที่อยู่ในใจลงไปอีกหนึ่งก้อน ตัวเกี้ยวสีชมพูถูกยกขึ้นอีกครั้ง ผมนั่งนิ่งใจนึกเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า

สุดท้ายผมก็ไปถึงบ้านท่านลุงเฮยเป้ยเหล่าลิ่ว อาหญิงคนงามเดินมาลูบหน้าลูบตาผม ดูเหมือนว่านางจะรออยู่ก่อนแล้ว มือนุ่มเนียนของนางจูงผมเข้ามาตำหนักสกุลเฮย ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าตำหนักได้หรือไม่ เพราะที่นี้มีเพียงบ้านน้อยหลังหนึ่ง ที่มีแมกไม้สีเขียวสดชื่นครอบคลุม มีนกร้องเพลงและมีสัตว์สวรรค์หลายๆอย่างเดินไปมาให้ดูสดใสสบายตาบนพื้นหญ้าสีเขียว ไม่ไกลมีสระน้ำกับนกกระเรียน 2 ตัวกำลังกระโดดไปมา

หากนับว่า 8 สกุลอยู่ตำหนัก แต่กลับไร้ชีวิตชีวา คงต้องพูดว่าตำหนักเฮยมากกว่า ที่สมควรมีชีวิตชีวาที่สุด บ้านทั้งหลังท่านลุงเฮยสร้างไว้เพื่อสตรีนางเดียวเท่านั้น ไม่ต้องการความยิ่งใหญ่โอบล้อมมีผู้คนรอบหน้าหลัง มีเพียงลุงแก่ๆกับภรรยาสาวค่อนอายุอยู่กันเพียง 2 คน กับคนรับใช้ไม่กี่คนเท่านั้น

“อู๋เสีย ผมเจ้าเริ่มยาวแล้วไม่คิดจะตัดบ้างหรือ? ไหนให้ป้าดูสิ” ศีรษะผมถูกจับบิดไปมา มองหญิงสาวตรงหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข จ้องตากัน 2 คน

“ท่านป้า เส้นผมแค่นี้ท่านป้าว่ามันยาวไปหรือ?” ผมหัวเราะให้ มองดูท่านป้าเฮยเดินไปหยิบกรรไกรมาเตรียมตัดผม

“หลานชายของป้านานๆจะมาทั้งที ลุงเจ้าเงียบหยังกับป่าช้า คุยกับเจ้านานๆก็ดีเหมือนกัน ไหนๆ นั่งตรงๆสิ ให้ป้าดูหน่อย”

ท่านป้าคนสวยเริ่มลงมือเล็มเส้นผมออกที่ละนิดละหน่อย ฝีมือไม่เลวเลย นอกจากท่านแม่คงมีแต่ท่านป้าเฮยที่สมัยก่อนชอบจับผมมาตัดผมให้แถมพาอุ้มไปไหนมาไหนด้วยเสมอ อ้อนได้ก็ต้องอ้อน

หัวเราะกัน 2 คน สักพักก็เสร็จ เส้นผมสีน้ำตาลดำของผมถูกตัดซอยได้ทรงก่อนจะถูกยีด้วยความหมันเขี้ยว นางหัวเราะเสียงใสต่างจากผมที่หน้ามุ่ย อมยิ้มให้

“ถ้าแม่เจ้ามีลูก 2 คน ป้าคงขอมาเจ้ามาเลี้ยงแล้ว ทำไมเจ้าไม่เป็นผู้หญิงนะ ป้าชอบเด็กผู้หญิงที่สุด” ผมหัวเราะลั่น น่าเสียดายที่เป็นผู้ชาย เพราะท่านป้าเลยอดจับผมแต่งชุดเด็กผู้หญิง

คุยกันไปได้ก็รู้ว่าท่านลุงเฮยเดินทางไปพร้อมๆกับซืออากงที่มาพาไปด้วยกัน ขบวนต้อนรับยิ่งใหญ่มีเพียงท่านเฮยที่แต่งตัวปอนๆนุ่งกางเกงขายาวสะพายดาบยาวโง้ง ตามไป ได้ข่าวว่าไปสมทบกับท่านมหาเทพเออร์เย่วหง

“ป้าอยากจะตีเขาเหลือเกิน อะไรกันเจ้าลองคิดดู จะไปงานใหญ่กลับแต่งตัวอะไรกัน”

ผมหัวเราะหึหึ ให้นางก่อนจะแยกเอกสารของตำหนักเฮยให้ไป ตราประทับแดงชาดแนบลงมาพร้อมๆกับเอกสารแลก ได้ยินเสียงนางอุทธรณ์เบาๆว่า รอบนี้จะให้หมาไปทำงานงั้นหรือนี้ ก็ดีเหมือนกัน ท่านอู๋ผู้บ้าหมาจะได้รู้จักส่งหมาไปลำบากบ้างก็ดีแล้ว
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:04

แล้วผมก็จากมาพร้อมเส้นผมที่สั้นลงกว่าเดิม เบาหัวไปเยอะ

แล้วก็ถึงบ้านที่หน้ากลัวที่สุดในโลกหล้า บ้านลุงป้านเจี๋ยหลี่ ถึงแม้ตอนเขาเห็นผมจะไม่ทำอะไรก็เถอะ แต่บรรยากาศที่กดดันรอบตัวต่างหากที่ทำให้ผมกลัว ท่านลุงมีลูกชายอยู่ แต่ผมกับเขาไม่เคยเจอหน้ากันเลย ได้ข่าวว่าโดนถีบส่งลงไปฝึกวิชาใต้ดินหากปีนขึ้นมาไม่ได้ก็ให้ตายอยู่ในนั้นไปเลย

หวังว่าคงไม่ตายไปจริงๆหรอกนะ

ท่านป้านเจี๋ยหลี่มีภรรยาสาวคนสวยอยู่คนหนึ่งได้ข่าวว่ากว่าจะได้มาอยู่ด้วยกันลำบากไม่น้อย เกี้ยวถูกวางลง ผมกล่าวไปตามธรรมเนียมกับคนเฝ้าประตูก่อนจะทำหน้ามึนงง

“ท่านป้านทั้ง 2 ไม่อยู่ที่ตำหนักขอรับท่านชาย พวกเราต้องขออภัยด้วยจริงๆ”

“พวกเขาไปไหนงั้นหรือ พอบอกได้ไหม?” ผมเปรยถาม ในใจมีคำตอบอยู่แล้ว

“สกุลจางขอรับ”

อีกละ แม่ม…

ผมหน้าบึ้งเล็กน้อยบอกขอบคุณเขาไป จางอีกแล้ว จางอีกแล้ว จางอีกแล้ว วันนี้มันวันของจางหรือไง บ้าจริง จางไปจนไม่ให้เห็นเลยนะ ไอพวกสกุลจาง!

ผมฉุนเฉียวนิดหน่อยก้าวขึ้นเกี้ยวไป คราวนี้เหลือแต่บ้านท่านเออร์ แต่คงไม่ต้องไปแล้ว ผมตัดสินใจแล้ว มุ่งตรงไปที่ตำหนักสกุลจางเลยก็แล้วกัน!!!


เกี้ยวถูกพามาได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายมากมาย รวมถึงเสียงเชียร์ลั่นไปหมด ผมลงเกี้ยวสั่งให้พวกเขากลับไปยังสกุลเซี่ยทั้งหมด เดินหลบเลี่ยงเข้าไปในงาน สรุปวันนี้มีการจัดงานกันตามที่ยัยหนูซิ่วซิ่วบอกจริงๆด้วย

แสงสะท้อนมากมายจนตราพร่า รู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงนัยน์ตาจนต้องเอาผ้าดำมาผูกไว้ บางทีผมว่าควรไปขอผ้าคาดตาพวกนี้จากเฮยเสียจื่อมาอีกเยอะๆ ถ้าไม่ติดว่าขอแต่ละทีเขาจะให้ผมตอบปัญหา 1 ครั้ง ผมคงวิ่งไปขอจากเขาอีกหลายกระบุงมาเก็บไว้ในบ้าน

งานยิ่งใหญ่มีเทพมากมายมารวมตัว แต่ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องนี้นับว่าแปลกพิกล ดูจากสภาพกาลคงเป็นงานประลองยุทธ์และเชาว์ปัญญาบนสวรรค์ ผมที่ไม่มีบัตรเชิญก็เนียนตีมึนเข้าไป แอบสงสัยว่าเรื่องสนุกแบบนี้ทำไมปู่ไม่ชวนผมมาด้วย เอกสารเวียนในมือยังเหลืออีก 5 สกุล ไม่นับของสกุลอู๋ เอกสารหนักอึ้งแม้ไม่เท่าตอนแรกค่อยๆแบกไปตามทาง มีบ้างที่เจอเทพทวารบาลของตำหนักจางตั้งท่าจะเข้ามาขอตรวจค้น แต่พอเห็นว่าเป็นผมก็รีบถอยไป ให้ผ่านแต่โดยดี

ผมเดินวนไปมาในบ้านหลังใหญ่สักพักกลับเห็นเจ้าจิ้งจอกขาวเดินมา ผมฉงนมองมัน เอกสารไม่มีแล้ว ดูท่าทางมันคงส่งให้ 7 สำนักย่อยจนครบ ว่าแต่ทำไมมันมาอยู่ที่นี้กันละ

“เสี่ยวไป๋ ผู้นำทั้ง 7 อยู่ในงานนี้ใช่หรือไม่?” ผมจี้ถามมันที่ทำหน้าเลิกๆเอียงหัวก่อนจะพยักศีรษะครางหงิงๆยอมรับว่าใช่

เป็นอันตกลงว่าผมโดนตัดหางไม่รู้อยู่คนเดียวว่ามีงานนี้ ไม่ยุติธรรมเลย ผมที่ได้แต่ยืนเสียใจเลยจัดการทุ่มเอกสารทั้งหมดให้เจ้าจิ้งจอกดังโคร้ม!

“แก! เอาไปแจก!” ผมชี้นิ้ว ฟังเสียงมันร้อง เอ๋ง! เอาเท้าหน้ายกขึ้นเหมือนตกใจ หลังจากผมพูดจบ

เจ้าจิ้งจอกขาว 9 หางของผมหมอบตัวครางหงิง ยกเท้าหน้าปัดป่ายหน้าที่แต้มชาดแดงตรงขอบตาเล็กเท่าเม็ดก๋วยจี้ของมัน ร้องคราง โอร๋วๆ เหมือนเสียงคนร้องไห้ก็ไม่ป่าน แต่ผมไม่สนใจสะบัดหน้าด้วยความฉุนเฉียวจากไปพร้อมๆกับเจ้าจิ้งจอกที่ครางโอร๋วๆ ร้องไห้ไปตามลมดั่งประท้วงถึงความอยุติธรรมที่มันได้รับมา

ผมเดินเรื่อยไปตามทางชมการกล่าวต่อกลอนที่หน้าเรือนด้านหน้า ผู้แข่งขันเป็นเทพใส่หมวกทรงสูงทั้งคู่

‘บุปผาแย้ม สาวงามจรจากไร้เยื่อไย สิ้นแล้วเยื่อไยจึงจากจร’

อีกคนก็ต่อกลอนว่า

‘มิใช่ไร้เยื่อไยจึงจรจาก จากจรย่อมพบพา ขอเพียงไม่ไร้เยื่อไยย่อมพบเจอ’

ผมฟังเทพชาย 2 คนกล่าวต่อกลอนถึงเรื่อง มนุษย์ชายหญิงที่หลงใหลในความรัก แต่มันเหมือนผู้ชาย 2 คนกำลังบอกรักตัดพ้อกันยังไงก็ไม่รู้ ผมก็เลยเดินเลี่ยงๆไปดูอย่างอื่นให้หายสยอง เจอแข่งการถอดกลเก้าห่วง เสียดายที่ท่านอาเซี่ยเหมือนจะปวดเอวจากคำบอกเล่า ทำให้โชว์แก้กลเก้าห่วงไม่ค่อยรื่นเริงเท่าไรเพราะอาเซี่ยไม่ได้มา แต่ก็นับได้ว่าสนุกไม่เลว ผมเห็นยัยหนูวิญญาณต้นบ๊วยถอดกลเข้าออกในเวลาไม่กี่วินาทีก็อดชื่นชมไม่ได้ให้กับเวลาแก้กลเก้าหวงของนาง

งานประลองปัญญาก็นับว่าดี ยิ่งใหญ่ขนาดเทพทั่วดินแดนยังมาเยือน ผมเห็นวิญญาณมนุษย์บางคนที่ฝึกญาณจนกลายเป็นร่างสมุติเทพของมนุษย์กำลังนั่งฟังการถกปัญหาธรรมะบ้างเป็นครั้งคราว นางบางคนเห็นผมก็แย้มยิ้มก้มคารวะ ผมพยักหน้าเดินผ่านไป เทพตาเสมือนบอดอย่างผมคงไม่ค่อยมีคนสนใจมาก นอกจากงานถกปัญหาก็ยังมีกาพย์กลอน วาดภาพ เขียนอักษร ดีดพิณ ผมมองจนเพลินตา ดูเหมือนนอกจากเขียนอักษรกับดนตรีที่ผมสนใจเป็นพิเศษเพราะพอเล่นเป็น ที่เหลือผมก็ชมผ่านๆไป

เดินไปสักพักก็เจอส่วนที่แข่งกันด้านการต่อสู้ พลังวัตรพุ่งมากมายหลากสีสัน ผมเบียดเข้าไปดูอย่างฮึกเฮิม ทีแท้ตรงมุมนี้คนเยอะไม่ใช่เพราะอะไร ท่านจางกับท่านเออร์กำลังซัดกันนัวอยู่บนเวที มีภรรยาท่านเออร์เชียร์อยู่ด้านหลังพร้อมกับเสี่ยวฮัวที่ทำหน้าเหมือนคนบ้าคลั่งชี้นิ้วขึ้นฟ้าแหกปากดังสนั่น

โอย…. เมามันเหลือเกิน

ผมมองท่านเออร์ที่คงหาจังหวะต่อยกับท่านจางมานานแล้ว อย่างสนุกสนาน ก่อนจะเห็นการนั่งอย่างแบ่งฝ่ายชัดเจนของแต่ละสกุล แหม… ไม่ดูไม่รู้เลยนะว่าถือหางใคร ท่านย่าฮัวจิบชามีซิ่วซิ่วคอยนวดอยู่ด้านหลัง ก่อนผมจะไล่สายตาไปเจอปู่ตัวเองที่กำลังนั่งเล่นไพ่นกกระจอกกับท่านเฉิน ท่านป้าน ท่านเฮยและก็ท่านเซี่ย

ดูเหมือนโต๊ะนี้ท่านเซี่ยจิ่วเย๋จะฟาดเรียบอยู่คนเดียว

ก้านธูปสูง 1 จ้าง ค่อยๆมอดไหม้ ท่านเออร์เป็นเทพที่มีกำลังภายในสูงที่สุด เป็นคนคล่องแคล้วว่องไวเป็นทุนเดิมทำให้หลบหลีกได้ตลอด แต่หากว่าท่านเออร์เป็นคนคล่องแคล้วคงต้องต่างกับท่านจางที่โจมตีหนักหน่วงและแข็งแกร่ง พลังภายในกับทางเดินลมปราณทำให้ทนได้มากกว่า ก็ไม่ทราบว่าใครจะชนะใคร สุดท้ายก้านธูปหมดดอก ท่านเออร์เยว่หงที่ยังคงตัวผ่องใสไร้ริ้วรอยพอๆกับท่านจางที่ไม่มีเขม่าฝุ่นสักนิดก้าวลงจากเวที ต่างจากลานประลองที่เละไม่เหลือซากเดิม ต้องเร่งกู้สภาพกันใหญ่เพื่อรับแขกรอบต่อไป
นับว่าเหนือชั้นจริงๆ…

แน่นอนว่างวดนี้ผมได้ยินเสียงท่านปู่กรีดร้องว่าโดนกินอีกแล้ว ทำไมไม่ผ่องบ้าง เฉ่าบ้าง คงต้องฟ้องอารองให้งดค่าอาหารหมาของปู่เป็นการตักเตือน

เสี่ยวฮัวที่สังเกตเห็นผมก็โบกมือยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หลังเวทีซ่อมเสร็จเจ้าตัวก็ทะยานพุ่งไปบนเวที หน้าอิจฉาเหลือเกินที่พลังฟ้าดินล้นปรี่ขนาดเอามาใช้ทิ้งใช้ขว้างได้แบบนี้ มันดีขนาดไหน ผมที่พลังพร่องจนต้องหาอุปกรณ์มาเสริมอย่างพัดเป่าเมฆาเทียบกับพวกเขาแล้วเหมือนเศษไม้ฟืนจริงๆ

คู่ต่อสู้เสี่ยวฮัวเป็นสตรีร่างเล็กบอบบางหลังก้านธูปถูกตั้ง ไฟถูกจุด ก็เป็นอันเริ่ม เสี่ยวฮัวคล่องแคล้วเหมือนท่านเออร์แต่ดูยังห่างชั้นพอสมควร ผมจะพยายามไม่เทียบกับตัวเองนะ เพราะถ้าเอาเขามาเทียบกับผมคงต้องบอกว่ามันคงจะห่างชั้นกับเป็นลี้เป็นโยชน์เลยทีเดียว

แต่เทพสตรีเป็นคนหัวไว รู้จักโอนอ่อนไปตามแรง ดูจากสภาพและเสื้อผ้าที่สวมคงจะเป็นเทพต้นหลิวที่ซานตง

แต่สุดท้ายมีหรือจะสู้ได้ ผมเห็นเสี่ยวฮัวระเบิดพลังกระบองจนนางกระเด็นตกเวทีไปเป็นการปิดฉาก ตบมือชื่นชมให้เสี่ยวฮัวที่เจ้าตัวเหมือนจะยิ้มลอยไปแล้วก็ตามหลังผมตะโกนชื่นชมเขา

“เสี่ยวฮัวเก่งมากเลย!! เสี่ยวฮัวเก่งที่สุด” ผมโบกมือเชียร์ มองเสี่ยวฮัวที่ยิ้มหน้าบานดั่งทุ่งดอกไม้ก้าวลงจากเวทีไป

ผมพูดแค่นี้เอง หลังจากนั้นผมก็ปลีกตัวไปตามทางว่าจะไปหาอย่างอื่น ผมว่าไปแข่งเขียนอักษรดีกว่า คงจะดีไม่น้อย ขณะที่ตั้งใจจะเดินไปก็เจอกับเจ้าจิ้งจอก คราวนี้บนหัวมันเทินเอกสารอยู่ชุดเดียว หนาแค่ข้อนิ้วก้อย 1 ข้อ

เอกสารของสกุลจาง

“ท่านจางฉี่ซานไม่รับหรือไง เสี่ยวไป๋” ผมยกมาดูลูบหัวมันเบาๆ ก่อนจะหยิบยกมาดู

ที่แท้เป็นเอกสารเฉพาะ ผมพลาดไปได้ยังไง อันนี้เป็นของจางฉี่หลิง ดูท่าทางจดหมายเวียนจะส่งครบแล้ว ไว้ผมจะยกลูกท้อ 3 กระบุงให้มันเป็นการขอบคุณ ว่าแต่ จางฉี่หลิงไม่อยู่อย่างนั้นรึไง เจ้าขาวถึงส่งไม่ได้
ผมที่กำลังงุนงง ค่อยๆฟื้นความจำตัวเองที่ละนิด เดินไปตามทางซับซ้อนของตำหนักจาง เสี่ยวไป๋ที่เห็นผมเดินก็ตามมา มีบางครั้งที่มันกัดชายเสื้อคลุมด้านล่างเหมือนกึ่งให้ไปกึ่งไม่ให้ไป ผมก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่เร่งเท้าเดินไปยังห้องของจางฉี่หลิง

ระหว่างที่จะเลี้ยวไปตำหนักด้านหลังก็เจอเทพทวารบาล 2 คนขวางประตูอยู่

“ที่ตรงนี้เป็นต้นไป ห้ามเข้า!!!” พวกเขา 2 คน กล่าวพร้อมกัน ผมหน้างง ที่ตรงนี้ผมเคยก้าวเข้าไปได้นะ เพราะผมเป็น 1 ใน 9 สกุลใหญ่

“ท่านจางฉี่หลิงอยู่หรือไม่? ข้ามีธุระสำคัญ หรือพวกเจ้าจะรับฝากไปให้ก็ได้” ผมบอก แต่เทพทั้ง 2 ก็พูดแต่คำเดิมๆ ห้ามเข้าๆ จนผมเริ่มหงุดหงิด เจ้าจิ้งจอกงับชายผ้า ลากผมกลับไป

อารมณ์เริ่มขุ่นมัว ผมถือเอกสารหน้ามุ่ยๆ กลีบท้อยังโปรยปลิว ท้อชนิดเดียวกับที่สวนท้อของผมที่ถูกมอบให้หลังจากผม ที่เป็นจอมเอาแต่ใจสมัยเด็กตะโกนลั่นว่าจะเอาให้ได้ แน่นอนว่าท่านปู่ถึงกับเงียบไป บอกว่าจะเอามาให้ แต่ต้องไม่ใช้ท้อเซียนของสกุลจาง

แต่สุดท้ายคนที่มอบให้ไม่ใช่ท่านจางฉี่ซานแต่เป็นจางฉี่หลิง ผมก็ไม่ทราบว่าต้นท้อนี้สำคัญขนาดไหน แต่รู้ว่ามีค่าขนาดเป็นรองลูกท้อผานถาวของเจ้าแม่ซีหวังหมู่อยู่อย่างเดียว ต้นกล้าถูกขนมาให้สกุลอู๋ โดยอ้างว่าเป็นการขอขมา แต่ไม่รู้ทำไมตอนนั้นอารองที่เห็นถึงกับโมโหฉุนขาดแทบจะสั่งให้ส่งกลับไป มีแต่ท่านพ่อที่บอกว่าให้รับไว้ก่อน ยังไงก็มีโอกาสปฏิเสธได้อยู่ ชั่วระยะนี้ปลูกไปก่อนไม่ให้ไปหักหน้ากัน ผลท้อออกมาสิดีจะได้เก็บไปขาย

สุดท้ายอารองก็ยอมให้ผมปลูกจนได้ และดูเหมือนจะขึ้นดีจนเกินไปถึงได้แตกต้นออกไปยาวหลายลี้เลยทีเดียว นับว่าสวนท้อสกุลอู๋ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

เจ้าจิ้งจอกขาวหยุดเดินเหมือนจะชั่งใจให้ผมไปหรือไม่ไปดี ผมขมวดคิ้วมองมัน ก่อนที่มันจะตัดสินใจเดินนำผมไปอีกทาง แน่นอนว่าเป็นทางไปตำหนักของจางฉี่หลิงเหมือนกันเพียงแต่… ลำบากกว่าหน่อย เพราะเป็นทางในส่วนที่ถูกปิด

ตำหนักจางในส่วนนี้ มีไม้รกครึ้ม ผมปัดไม้ไปให้พ้นทาง อิฐสีขาวกระดำกระด่าง ประตูแดงสีซีดถูกผมงับปิด นี้แค่ส่งหนังสือต้องลำบากขนาดนี้เลยรึไง ผมรู้สึกท้อใจตั้งท่าจะหันหลังกลับ แต่ถูกเจ้าจิ้งจอกขาวที่เหมือนต้องการให้ผมไปให้ได้

รึจางฉี่หลิงมีอะไร?

ผมสงสัยเพราะถึงขนาดมีเทพเฝ้าประตูกั้นทางก็หน้าคิด แต่ในอีกแง่ เขาอาจจะกันไม่ให้แขกหลงเข้าไปด้านในก็เป็นได้ แต่เจ้าจิ้งจอกก็ลากผมถูลู่ถูกังไปจนผมยอมตาม วนไปมาหลายรอบจนชักจะมึนก่อนจะทะลุถึงสวนท้อของจางฉี่หลิงได้ ผมก็พึ่งรู้นี้แหละว่าทางวกไปวนมาของที่นี้เชื่อมถึงกันหมด ว่าแต่เจ้าจิ้งจอกมันเก่งขนาดนั้นเลยเชียว อันนี้ก็หน้าทึ่งเหมือนกัน

จะมีความเป็นไปได้ไหมว่ามันรู้ทางทั้งหมดทั่วทั้งสวรรค์?

ดอกท้อปลิวไสวต้องใบหน้า มันไม่เคยร่วงโรย ใช่! เหมือนที่สกุลอู๋ ผมไม่เคยเห็นพวกมันโล้นโกร๋นเหลือแต่กิ่งก้าน เจ้าจิ้งจอกหยุดเดินคล้ายกับจะหันหลังกลับ แต่ก็ไม่หันหลังกลับ เดินวนไปมาอยู่ 2 รอบจนผมกรุ่นๆ

“เสี่ยวไป๋ รอตรงนี้ เดี๋ยวฉันเข้าไปเอง” ผมนิ่วหน้า ตะโกนบอกพร้อมๆกับที่เจ้าจิ้งจอกดูลุกลี้ลุกลน

สุดท้ายมันก็งับชายเสื้อเบาๆ แต่ผมไม่สนใจเดินเข้าไปตามทาง ปล่อยให้มันยืนรอ เดินไปไม่นานก็ใกล้เข้าบ้านของจางฉี่หลิง แต่ก่อนที่จะถึงตัวบ้านของจางฉี่หลิงผมก็ได้ยินเสียงอิอ๊ะ บางอย่างชวนให้หูตาร้อนเล่น

ผมยืนฟังเสียงจิจ๊ะคิ้วขมวด หายใจเข้าออกอยู่นาน หัวคิ้วขมวด ขบคิดจนหัวหมุนติ้ว

อืม…… อืม……… เอาไงดี

อืม……………………………………………………

ผมยืนหน้าแดงก่ำไปถึงหูรู้สึกอายๆ ฟังเสียงเล่นหูเล่นตาอย่างอับจน จะกระแอมไอบอกว่า ‘เฮ้! จางฉี่หลิง หยุดกิจกรรมเสียวสัญจรก่อนสักครู่ ออกมารับเอกสารก่อนได้ไหม?’ ก็คงจะไม่ดี เพราะเขาถึงขนาดให้เทพรับใช้มาเฝ้าประตูเอาไว้จะให้ผมตะโกนไปก็ไม่ดี

แม้แต่ความรู้สึกโกรธเล็กๆนี้ก็ต้องเก็บให้อยู่ด้วยเช่นกัน

แล้วเสียงพวกนั้นก็หยุด ได้ยินเสียงสตรีบ่นกระเหง้ากระหงอดตัดพ้อพร้อมๆกับที่ผมหันหลังวิ่งสุดฝีเท้าทันที เหมือนจะได้ยินเสียงเปิดประตูออกมาไล่หลัง

อ๊ากกกกก!! อย่าตามมานะโว๊ย! ผมผิดเองละที่แอบเข้าไป ต่อไปนี้จะไม่แอบเข้าบ้านใครแล้ว!!!

ผมวิ่งหน้าตื่นมาเจอเจ้าจิ้งจอก มันสะบัดหางทั้ง 9 ดูลุกลี้ลุกลน เลยพร้อมใจกันวิ่งโกยอ้าวไม่เห็นฝุ่นทั้งคู่ ชนิดที่เรียกว่า ขาเข้ามาใช้เวลา 1 ชั่วโมง ขาออกไปใช้เวลา 1 นาที จริงๆ

พูดเวอร์ไปงั้นแหละ! แต่ก็ออกมาเร็วกว่าเดิมโขเลย ฮะฮะ

ผมวิ่งปนหอบออกมาตามทางเปิดประตูสีแดงซีดนั้นออกมา เจ้าจิ้งจอกหางตกตามผมหยอยๆ สรุปที่มันเหมือนจะอยากและไม่อยากให้ผมเข้าไปเพราะเหตุนี้สินะ ผมเข้าใจละ ผ้าดำบนตาค่อยๆแก้ออกมา สรุปว่าเอกสารนั้นก็ยังไม่ได้ส่งและผมก็เสียเวลา วิ่งหน้าตื่นเหงื่อท่วมตัว ท่วมหน้า และท่วมตาไปด้วย…

“สุดยอดไปเลยเสี่ยวไป๋” ผมบอกมัน ที่เดินคลอเคลีย “ไว้ไปเที่ยวกับอาสามบ้าง คงจะดี”

รู้สึกแน่นหน้าอกมากๆ คงเพราะตอนวิ่งใช้พลังปราณเข้าไปอย่างสิ้นเปลือง เจ้าจิ้งจอกดันให้ผมลงไปนั่งบนหลังมันก่อนมันจะพาขี่ออกมา แต่ถ้าออกไปในสภาพที่ผมไม่หน้าดูแบบนี้ พวกเขาต้องสงสัยแน่ๆ ผมควรจะออกไปอย่างปกติสินะ ผมค่อยๆยกแขนเสื้อมาเช็ดหน้าตาตัวเองให้ปราศจากคราบเหงื่อที่ยังไหลลงมาเรื่อยๆ เจ้าจิ้งจอกหยุดเดินร้องครางหงิง ยาวๆ ผมเลยบิดหูปุยๆของมันไปทีหนึ่ง หัวเราะในคอสั่งให้มันเดินไป มันไม่โกรธกลับพยายามทำตัวโลดเต้นให้ผมสบายใจ คราบเหงื่อถูกเช็ดจนสะอาดผมยืดหน้าตรงกลับเข้างาน

ผมตั้งเป้าตามเดิมว่าจะไปแข่งเขียนอักษรสักหน่อย แต่ดูคนจะมากเกินไป ว่าแต่มนุษย์คนนั้นเขียนอักษรได้สวยไม่เลวเหมือนกัน อืมๆ… ผมเห็นแล้วก็อยากลองแต่คนเยอะขนาดนี้คงไม่ดี สุดท้ายเลยได้แต่วกกลับไปมาท่านปู่ เดินเชียร์คนไปบ้างเป็นครั้งคราว ก่อนที่จะเห็นจางฉี่หลิงเดินมาในทางตรงกันข้าม ส่ายหน้ามองหาอะไรบางอย่าง

นับว่าไม่ดีเท่าไหร่หากจะเจอกัน ผมเดินตาร้อนเลี่ยงๆออกไป แน่นในหน้าอกหายใจไม่ออก
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:05

โอย….. ไม่ต้องตามมาก็ได้… ผมไม่ถือ… นายเป็นผู้ชาย ไม่แปลกหรอก ไอแปลกนะฉันที่ไปยืนฟัง

ผมเหงื่อตกพยายามหลบเนียนๆออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่เห็นผม คิดในอีกแง่ เขาอาจจะไม่รู้ว่าเป็นผมก็ได้ แต่กันไว้ก่อนก็ดีเหมือนกัน ผมเดินวนไปหวังจะเข้าลานประลองไปคารวะท่านปู่ทั้งหลาย ถ้าผมเนียนๆคุยยาวๆสักหน่อยแล้วหนีกลับ จางฉี่หลิงคงจะไม่รู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าการวัดดวงนี้ ผมหน้าจะรอด

ผมพยายามแอบๆเข้าไป แสงจากที่ต่างๆส่องกระทบนัยน์ตาสุดท้ายผมก็ยกเอาผ้าดำมาพันดวงตาตัวเองอีกรอบ ความแสบร้อนที่เปลือกตาพอพันมันลงไปเหมือนจะยิ่งแสบมากขึ้น เหงื่อที่ออกมาจากดวงตานี้แสบเหลือเกิน คงต้องอดทนเท่านั้น

ผมเดินหลบๆหลีกๆ ยังไม่ทันจะหลุดไปถึงลานประลองตัวเองก็ถูกดันกระเด็นกลิ้งลงไปในลานประลองดนตรีซะก่อนจากเทพร่างบึ้กคนหนึ่ง แน่นอนว่าจู่ๆมีเทพตาบอดจอมเป๋อเหลอ กระเด็นเข้ามาย่อมเป็นที่ขบขันไม่น้อย เจ้าจิ้งจอกขู่ฮือใส่บรรดาพวกที่หัวเราะ ผมตบหลังมัน เดินไปที่ลานแข่งดนตรีเพื่อไม่ให้เสียหน้า

เอาไงเอากันงานนี้!

ลานลนตรีมักเป็นที่ชุมนุมของเทพแห่งดนตรีกาลและผู้หลงใหลในเสียงเพลง แน่นอนการเล่นย่อมต้องใช้พลังปอดสูงมากในเครื่องดนตรีเป่า และความมั่นคงของแรงในเครื่องดนตรีประเภทดีด ผมที่ยืนหน้ามึนหันหน้าไปบนลานยิ้มเก้อๆ ไม่ไกลผมเหมือนจะเห็นแม่ของผมยกผ้าเช็ดหน้าปิดปากนั่งคู่กับท่านป้าคนสวยแม่ของเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่ง ที่ผมจำชื่อมันไม่ได้แล้ว

แม่ผมเคยอยู่ฝ่ายดนตรีมาก่อน แน่นอนเรื่องดนตรีผมก็ได้แม่ผมสอนมาจนเกลี้ยง แต่ที่เก่งจริงๆคงเป็นผีผา ไม่ต้องกลัวเจ็บนิ้วมากมาย เพราะผมใช้เล็บปลอมตลอด เวลาดีด

เห้อ… ทำไมทุกคนมากันหมด แต่ทำไมผมไม่ได้รับเชิญมาด้วยละเนี้ย

ผมนั่งขัดขาบนเก้าอี้ที่ถูกหยิบขึ้นมามอบให้ เทพสตรีผู้หนึ่งที่เห็นผมเงอะๆงะๆก็หวังจะได้หน้าข่มผม เลยเหาะทะยานขึ้นมาบรรเลงแข่งด้วย ผมยิ้มน้อยๆถ่อมตน บอกเรียกผีผา แน่นอน แม่ผมยกมาให้ตัวเอง

“ทำไมไม่มากับอาสาม แม่สั่งให้เขาพาลูกมาส่งตั้งแต่เช้าแล้วนะ” ผมยังยิ้ม แต่ใจตะโกนด่าอาสามไปยาวเหยียด นี้เองสินะที่ทำให้ผมไม่รู้อะไรเลย

ผีผาตั้งตรงบนหน้าตัก สีขาวสะท้อนลงดอกไม้สีฟ้า เป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีของแม่ที่ผมใช้เล่นบ่อยๆยามไม่มีอะไรทำ ผมลองดีดมันเบาๆ แตะนิ้วไปทีละเส้น เทพสตรีเหมือนยอมอ่อนข้อให้หรือตั้งใจจะข่มผมให้ตายก็ไม่ทราบถึงได้เลือกเอาผีผามาเล่นด้วยเหมือนกัน

ผมยิ้มน้อยๆอย่างโง่งม ฟังนางพูดยกตนพอประมาณแล้วบรรเลงผีผาด้วยท่วงทำนองที่ร่าเริงสดใสของสาวเขตเหนือ ผมฟังแล้วขมวดคิ้วหน้ามู่

ฝีมือยังนับว่าอ่อนหัดกว่าเสี่ยวฮัวอีก ผู้หญิงคนนี้

ท่วงทำนองร่าเริงแฝงความลำพองตน ผมยังยิ้มโง่งมเหมือนเดิม เสียงผู้คนชื่นชมไม่ขาดสาย ผมพยักหน้าให้ตัวเองก่อนจะดีดแทรกเข้าไปอย่างไม่ไว้หน้า ท่วงทำนองดุดันแต่ไว้เกียรติจังหวะเร็วแต่ต้องมีการเว้นช่วงสาย ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เรื่องเลย สงสารผีผาที่นางเล่น ดีเสียเปล่าแต่คนเล่นไม่รู้จักใช้ สักแต่เล่นอย่างเดียว

แม่ฟังผมดีดก็ตบมือหัวเราะชอบใจ ผมยิ้มให้หญิงสาวตรงหน้าที่เริ่มหน้าซีดพยายามจะดีดทับ แต่คนที่เล่นดนตรีมานานปลายนิ้วจะแข็ง ทำให้กดเครื่องสายได้มั่นคงกว่า เสียงจะคมและนุ่มกว่า แน่นอนผมเป็นผู้ชายยอมกินขาดไปส่วนหนึ่ง ถ้านางพยายามเปลี่ยนทางไปเป็นอ่อนโยนไม่มุ่งดุดันตามผมก็คงจะเฉือนๆกันไปได้

โง่จริงๆ

นั่งดีดผีผามองเทพสาวตรงหน้าที่นิ้วแข็งไปแล้ว พร้อมๆกับเสียงรอบตัวที่เซ็งแซ่ เทพตาบอดไร้นามผู้เชี่ยวชาญดนตรี เชี่ยวพ่อง! ดีดมันทุกวันก็ได้เองแหละ

จบเพลงด้วยความลุ่มลึก แน่นอนเสียงตบมือไปทั่ว เทพสตรีก้มหน้าขอขมาและจากไปอย่างเอียงอาย ผมยิ้มพยักหน้ายอมรับคำขอโทษปล่อยนางไป กำลังจะลุกจากไปจู่ๆก็มีคนมาท้าแข่งดังขึ้นมา เสียงฮือฮารอบด้าน แน่นอนผมนิ่งค้างไปแล้ว พอเห็นคนท้าแข่ง นี้นายจะจองเวรจองกรรมอะไรขนาดนั้น!!พ่อคุณ!

จางฉี่หลิงก้าวขึ้นมาบนลานมองผมนิ่ง ผมตั้งท่าจะประกาศยอมแพ้ แต่เขากลับชิงพูดเหมือนรู้ทันไม่ให้ผมหนี

“ขลุ่ยฉวีตี๋” ผู้คุมงานยกขลุ่ยมามอบให้จางฉี่หลิง ผมเปลี่ยนจากผีผาไปเป็นขลุ่ยปางตี๋แทน เพื่อไม่ให้โดนเขาเกทับ รอบนี้เป็นการแข่งเป่าขลุ่ยแทน

ผมนั่งเหงื่อไหลมองความบัดซบตั้งแต่ต้นจนจบ ผมตั้งใจแล้วว่าจะไม่คุยกับอาสามไป 1,000 ปี หรือจะโทษผมดีที่แอบเข้าบ้านจางฉี่หลิงไปฟังเสียงอิ๊อ๊ะ ให้ตัวเองหูร้อนแทนจนทำตัวไม่ถูก แต่ที่แน่ๆ ผมเริ่มคุมลมหายใจตัวเองไม่ค่อยได้เท่าไรแล้ว

ผมเป่าขลุ่ยคนแรก ทำนองรวดเร็ว ขลุ่ยปางตี๋ เป็นขลุ่ยสั้นเสียงจะแหลม เหมาะแก่การเป่าแบบรวดเร็ว ขลุ่ยนี้ผมชอบเป่าให้เสี่ยวฮัวเล่นร้องงิ้วบ่อยๆ ทำนองสดใสแต่เสียงสั่นเครือเหลือเกิน แม่ผมส่ายหน้าเล็กน้อย คงเป่าได้ด้อยกว่ามาตรฐานตอนอยู่บ้านไปเยอะ

ว่ากันว่าเครื่องดนตรีไม่โกหกความรู้สึกผู้เล่น

ผมมองจางฉี่หลิงที่จ้องเขม็งฟังผมเป่าก่อนจะแนบริมฝีปากลงบนขลุ่ยฉวีตี๋ ที่ตัวลำยาวกว่า ให้เสียงนุ่มละมุ่นต่างจากเสียงแหลมร่าเริงของปางตี๋ ผมนั่งฟังขมวดคิ้ว เสียงขลุ่ยฟังเศร้าสร้อยเหมือนกำลังง้อคนรักคนหนึ่ง ผมขมวดคิ้วฟังเขาบรรเลง รู้สึกความโกรธพุ่งในใจพิกลยามเห็นหน้าเขา แต่นั้นคงเป็นความไร้เหตุผลสิ้นดี

เสียงขลุ่ยง้องอนสำนึกผิดที่คนฟังทำนองเป็นต้องหยุดนิ่ง แต่มันฟังแล้วชวนให้ผมโกรธขึ้นไปอีก ผมเลยแทรกลงไปด้วยทำนองรวดเร็ว เหมือนตัดพ้อต่อว่า

แม่ผมนิ่งฟังยังขมวดคิ้วตาม ยกมือมาจิ้มๆคิ้วตัวเองแต่ไม่กล่าวอะไร ทำนองอ่อนละมุนยังคงเคียงคลอถ้าไม่ติดว่าอยู่ในงานผมปาใส่หน้าจางฉี่หลิงไปแล้ว ว่าแต่ เขาจะมาง้อผมทำไม?

หรือเขารู้ว่าคนแอบฟังเป็นผมจริงๆ นับว่าแย่แน่ๆ งวดนี้ผมจะปิดประตูบ้านไม่รับแขกดีกว่า ไม่ได้หลบความผิดหรอกนะ!

ดูเหมือนจะกินกันไม่ลง ต้องหยุดบรรเลง เสียงตบมือให้จางฉี่หลิงที่บรรเลงทำนองเนิบช้าเศร้าสร้อยได้ดีกว่าอย่างท้วมท้น แต่คนฟังเป็นกลับกล่าวออกมาว่า ‘ไม่ใช่ขลุ่ยฉวีตี๋หรอกที่ชนะ แต่ขลุ่ยปางตี๋ต่างหากที่ชนะขาด เห้อ! ความรัก!’

ผมก้มประสานมือคารวะ มองหน้าเขาเหมือนเหงื่อจะไหลออกมาอีกแล้ว วันนี้อากาศร้อนเกินไปจริงๆ ผมรีบวิ่งไปหาเจ้าจิ้งจอกบังคับให้มันไปหาท่านฉีเถี่ยจุ่ย เพราะเขาคงอยากเจอผมอยู่ไม่น้อยจากคำบอกของสาวใช้

“ไปเร็วๆ เสี่ยวไป๋อย่าช้า” ผมบอกเสียงเครือ หายใจไม่ออกแทบตาย ผมจะไม่ใช้พลังสวรรค์พร่ำเพรื่อเหมือนคราวนี้อีกแล้ว

รอบนี้เสี่ยวไป๋พาพุ่งขึ้นท้องฟ้าไม่เสียเวลามาวิ่งบนพื้นอีกต่อไป พาไปที่ส่วนประลอง

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆนั่งตรงบนหลังเจ้าจิ้งจอก สั่งให้มันเดินไปหาท่านปู่ที่…

“เจ้าเซี่ย! เจ้าโกงข้าแน่ๆ!” ท่านปู่ชี้นิ้วด่าปู่เซี่ยจิ่วเย่ ที่ยังคงโยนตังในมือเล่น พอๆกับท่านป้านที่ถอดเสื้อโยนให้ไปแทนเงินตรา

ยังเล่นไพ่นกกระจอกไม่เลิก

ผมเรียกปู่เสียงเบาหวิวอยู่ใกล้ขนาดนี้แต่ไม่ได้รับความสนใจเลย ท่านปู๋อู๋เหล่าโกวของผมยังเคาะไพ่นกกระจอกลงบนโต๊ะไม่เสื่อมคลาย ผมที่นั่งปลงบนหลังจิ้งจอกขาวเริ่มบรรลุญาณขั้นใหม่ ว่าจะหันหลังกลับไปก็เจอท่านฉีเถี่ยจุ่ยพอดี

ผมยิ้มให้เขาด้วยสีหน้าที่ซีดจางกว่าเดิม เห็นเขาผยักหน้ารับคำทักทาย ท่านมหาเทพฉีเถี่ยจุ่ยเดินมานำผมไปอีกทางที่ไร้ผู้คนพร้อมถ้วยชาแก้วใหญ่ส่งควันฉุย

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้น เจอมาสินะ มาหาข้าก็จบแล้ว” ผมฟังเขาพูด ก็จริง ถ้าผมมาเจอเขาตั้งแต่ต้นก็ไม่ต้องไปเจอฉากอร๊าง! สยิวใจจริงๆ ว่าแต่เขารู้ได้ไงหว่า? สงสัยเพราะเป็นท่านฉีเถี่ยจุ่ย

ชาในมือของท่านฉีประคองลงในมือผมให้ยกดื่ม ผมจ้องนิ่งๆ

“กินมันลงไป ฐานพลังเจ้าไม่ใช่ของสวรรค์แล้ว คนตายอย่างเจ้าถ้าไม่ได้รับเสริมจากภายนอกก็มีแต่พร่องลงไป รู้ทั้งรู้ว่าหัวใจตัวเองไม่ใช่ของตัวเองก็ยังจะเร่งพลังสวรรค์ในร่างมาใช้ โดนจับได้แล้วยังไงกัน”

ท่านฉีต่อว่าผมที่ได้แต่ยิ้มขืน พลังฟ้าดินเป็นของสวรรค์ ถูกเติมเองได้ตลอดเวลา แต่หัวใจของผมที่ถูกย้อมด้วยพลังของเผ่าปีศาจนั้นไม่เรียกว่าเทพแล้วจริงๆ คนรู้เรื่องนี้คงมีแต่ท่านฉีจริงๆ เพราะเขาเป็นคนย้ายหัวใจของผมออกไปเองกับมือ และเอาหัวใจดวงนี้เข้ามาใส่ให้เอง

“ชาบัวหิมะกินแล้วเจ้าคงจะพอมีแรงกลับบ้านไหว จำไว้ต่อให้เจออะไรขวางก็อย่าใช้แรง ไปตามสบาย ไม่งั้นเจ้าจะโชคร้ายเอง”

ผมดื่มลงไปชารสเดียวกับที่ผมสั่งหวังเหมิงชงให้ผมกินทุกคืน มันช่วยสลายผนึกทุกชนิดและเร่งพลังเทพ แน่นอนมันส่งผลให้ผมกลายเป็นมารในแง่ที่ 2 อีกต่างหาก เพราะคุณสมบัติของมันคือเร่งพลัง

ถ้าผมนึกไม่ออกผมก็ยังจะพอเป็นเทพปกติได้อยู่ และจางฉี่หลิงก็คงจะทำตีเนียนบอกว่าผมร่างกายบกพร่องไม่แข็งแรง ตามจริงแล้วเป็นเพราะหัวใจของผมต่างหากที่เป็นปัญหา

ชาถูกกินจนหมด ท่านฉีเก็บถ้วยลงไปในแขนเสื้อ หน้าผมเริ่มขึ้นเลือดฝาดแม้จะไม่ดีเท่าที่ควรยกมือคารวะขอบคุณ ปล่อยให้ท่านฉีจากไป ผมนั่งได้สักพักก็ค่อมตัวลงกับแพงคอเจ้าจิ้งจอก

หัวใจของผู้นับทัพปีศาจนับว่ามีพลังรุนแรงจริงๆ วังฉางไห่ต้องการให้ผมกลายเป็นมารเพราะเขาจะได้พวกเพิ่มมาอีกคน ยิ่งเป็นหัวใจของราชาปีศาจคนปัจจุบันยิ่งแล้วใหญ่

แต่เรื่องหลังจากนั้นผมยังนึกไม่ออก คงต้องรอเวลา

“ไปกันเถอะเสี่ยวไป๋ กลับบ้านเรากัน อย่าอยู่ที่นี้ให้เสียใจเลย” ผมกอดคอมันแน่น นึกถึงจางฉี่หลิงในห้องด้านในตำหนัก

ร่างอ่อนปวกเปียก 2 พลังตีกันภายในร่างกายทรมานไม่น้อย แต่ผมอยู่ในแดนสวรรค์มีไอฟ้าดินรอบกายทำให้อย่างน้อยยังคงเป็นเทพอยู่ เจ้าจิ้งจอกครางด้วยความเข้าใจ พาผมบินขึ้นฟ้า ผมพยายามบอกว่ามันไม่ผิดหรอก เอกสารต่างหากที่ผิด รวมถึงอาสามด้วย ผมกล่าวโทษคนอื่น แน่นอนไม่เคยโทษตนเอง

ถ้ารู้สภาพของผมตอนนี้วังฉางไห่คงดีใจจนแทบเป็นบ้า

เจ้าเสี่ยวไป๋พาผมขึ้นฟ้าฟังเสียงผมหอบหายใจมันก็ร้อนใจแทน ดูเหมือนคงต้องกินลูกท้อเซียนเข้าไปเยอะๆ จะได้เพิ่มพลังเทพ หายปวดที่หน้าอกเสียที ท้อเซียนช่วยเพิ่มพลังวัตรซึ่งผมมารู้ที่หลังว่ามันยังช่วยข่มพลังของไอหัวใจเฮงซวยนี้ได้อีกต่างหาก ถึงจะไม่มากก็ตาม

สายลมพัดบาดผิวผมกอดเสี่ยวไป๋แน่นด้วยแรงทั้งหมด หัวมึนงงดูเหมือนท่านฉีจะใส่ยาบางอย่างเสริมลงไปด้วย ใกล้หลับเต็มที ถ้าผมหลับไปตื่นมาอาจจะหายเป็นปกติ เพราะในวงฟั่นเฟืองนี้ ท่านฉีเป็น 1 ในฟันเฟืองเสี้ยวเล็กที่คอยขับผมอย่างระมัดระวังที่สุด

เสี่ยวไป๋พาผมรีบเร่งก่อนผมจะรู้สึกได้ถึงบางอย่างไล่ตามมา แล้วผมก็ได้เข้าใจว่าทำไมท่านฉีเถี่ยจุ่ยสั่งให้ผมอย่าใช้แรง

ดาบดำของจางฉี่หลิงวาดผ่านมาสกัดข้างหน้า ผมมองอย่างนิ่งเฉย เสี่ยวไป๋ขู่ฮือไม่หยุด พยายามหลบแต่ก็ถูกดักไว้ทุกทาง ดาบดำจดจ่อก่อนจะหมุนวนไปด้านหลัง เสี่ยวไป๋ตั้งท่า แต่ผมตบหลังออกคำสั่งให้มันไม่ต้องวิ่งแล้ว ดูเหมือนว่าคงจะหนีไม่พ้นจากคนตรงหน้า

ค่อยๆยืดตัวขึ้นมองไปด้านหลัง มือหมายคว้าจับพัดที่ข้างเอว ก่อนจะถอนหายใจยิ้มให้ตัวเอง เมื่อพบแต่อากาศว่างเปล่า

ไม่มีแล้ว คงหล่นไป สงสัยกิ่งไม้เยอะไปหน่อย วันหลังคงต้องไปวางเพลิงแล้ว ไม่สิ เผามันทั้งหลังไปเลยดีกว่า เผาส่วนท้อของสกุลจางด้วยคงจะดี จะได้ไม่มีกิ่งไม้มาเกี่ยวของหล่นหาย

ผมนั่งยิ้มมองไปตรงๆ เห็นจางฉี่หลิงยืนนิ่งอยู่บนอากาศมีดาบดำวาดรอบตัว ผมหลับตาหัวเราะขืนๆจนใจ ในมือจางฉี่หลิงมีพัดขนนกอยู่ในมือที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อย สงสัยคงจับได้ตั้งแต่ต้น

บางทีก่อนวางเพลิงคงต้องเอาของมีค่ามาเก็บไว้ก่อนให้อารองขายเล่น และก็ค่อยวางเพลิงให้หายแค้น ถึงจะไม่ค่อยชอบใจ แต่เขาก็เป็นผู้ชาย ผมไม่ถืออยู่แล้ว แม้จะเคืองในอกก็ตาม แต่หากว่ากันตามตรงทำไมผมต้องโกรธ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เขาจะนอนกับผู้หญิงคนไหนก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องของผม

คนสองคนประจันหน้า มองกันไม่พูดจา มีเพียงคำทักทายเบาๆ

“สวัสดี” ผมทักทาย “อากาศเย็นเนอะ” ผมหัวเราะให้เขาที่ตอบสั้นๆว่า ‘อืม’ อย่างไม่สนใจอะไร

จ้องกันอยู่นานไม่พูดออกมา จางฉี่หลิงขยับเข้ามาใกล้ผม พัดขนนกถูกคืน ผมรับมาแกล้งทำเสียงตื่นเต้น “ขอบใจนายมาก! มันหล่นไปตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้นายฉันแย่แน่ๆเลย” ผมหัวเราะเสียงหลงฝืนตาที่แทบจะปิดของตัวเองตอบเขาไป

จางฉี่หลิงยังเงียบเหมือนเดิมแต่ไม่ได้สนใจ ยิ่งเขาเงียบยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่ดีมากขึ้น ถดกายถอยห่างมา มือขวาแตะเจ้าจิ้งจอกส่งสัญญาณให้เริ่มไปได้แล้ว หันหลังให้ยังไม่ทันไรก็ถูกสวมกอดจากด้านหลัง ผมนิ่งตัวแข็ง กัดฟันกำพัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้น

กล้าดียังไง!!

พลิกตัวสะบัดแขนเขาออก ผมตาวาวชกเขาไปทีหนึ่ง หน้าแปลกที่จางฉี่หลิงไม่ยอมหลบ เขารับหมัดผมไปตรงๆ เห็นรอยช้ำจางๆที่โหนกแก้ม ผมรีบหัวเราะกลบเกลื่อน ทำท่าแปลกใจ

“มีอะไร จางฉี่หลิง เป็นอะไรไปหรอ?” ผมถามตามปกติ ทำเหมือนเรื่องที่ชกเขาเมื่อครู่ไม่ได้เกิดขึ้น เสี่ยวไป๋ร้องฮู้ว… ให้ผมได้ยิน แต่จางฉี่หลิงยังคงไม่พูดอะไรมองผมนิ่งๆด้วยสายตาอับจน

ผมกลืนน้ำลายรู้สึกถึงหัวใจที่ถูกบีบอย่างรุนแรง อย่าหวังว่าผมจะแสดงความอ่อนแอต่อหน้าเขา ไม่มีวัน!

ผมมองมือของจางฉี่หลิงที่ยื่นมาตรงหน้า นิ้วยาวๆทับบนปลายผ้าดำ

ผ้าคาดตาผมถูกแกะออก ค่อยๆไหลลงมาในมือของจางฉี่หลิง ผมยิ้มมองเขาเหมือนไม่มีอะไร นิ้วยาวของจางฉี่หลิงวาดผ่านดวงตาที่แดงช้ำของผม มันแสบร้อนเหลือเกิน แต่ตอนนี้ผมเริ่มจะชินแล้วต่อให้แสบกว่านี้ก็ไม่เท่าไรหรอก!

“ตอนไหน” ผมนิ่งฟัง “เข้ามาตั้งแต่ตอนไหน” ผมมองอย่างเจ็บปวด แต่ใครจะสนใจ

ผมยิ้มเย็น กระซิบเสียงเย้า “แล้วนายว่า… ตอนไหนละ?” ผมยิ้มยั่ว ตวัดตามอง ค่อยๆปัดมือเขาออกก่อนจะสะบัดเต็มแรง พอๆกับจางฉี่หลิงที่เงียบไม่พูดจาทำตัวแปลกไปจากเดิม
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:05

“อย่าให้ฉันต้องใช้วาจาสิทธิ์ นายกลับไปเถอะ งานนี้จัดขึ้นที่สกุลจาง นายก็นับเป็นสกุลจางเหมือนกัน พวกเขาขาดนายไปไม่ได้หรอกรู้ไหม?” ผมแย้มยิ้ม หยิกแก้มเขาไปหนึ่งที ทำอย่างไม่มีอะไร แต่หัวใจเหมือนถูกควักออกมา แต่ผมก็จะเก็บมันลงไปไม่ให้เขารู้ ทำเหมือนไม่มีอะไร

จางฉี่หลิงยืนนิ่งไม่ตอบคำผมหันหลังให้เขา ยืดตัวตรง สั่งให้เสี่ยวไป๋พากลับบ้าน ไม่แยแสสิ่งใด


ผมนั่งอยู่บนหลังเสี่ยวไป๋ที่มันค่อยๆแบกผมมาถึงหน้าประตูห้อง ผมก้าวลงจากหลังเจ้าจิ้งจอก ขาทรุดไปข้างหนึ่งตอนก้าวลงมา แต่ก็ยืดตัวได้ทันที รู้สึกวูบในคอกลั้นเอาไว้รีบเปิดประตูเข้าห้องและคายออกมา หยดโลหิตสีแดงราดรดพื้น หากใจมีความรู้สึกอิจฉา พยาบาท โกรธแค้น เสียใจ และละโมบ ความรู้สึกเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ผมกลายสภาพเร็วขึ้น แค่หัวใจดวงนี้ก็ทำผมแย่แล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่อง
สภาวะอารมณ์เลย นิ่งงันหอบหายใจ เหมือนถูกบีบหัวใจ ขยี้ออกมากองและเหยียบย้ำให้พังทลาย ผมกลั้นหายใจจ้องมองหยดเลือดเหล่านั้น

สีแดงเข้มที่หอมกลิ่นดอกท้อ ดูเหมือนผมใกล้จะได้ไปอยู่กับวังฉางไห่ในอนาคตแล้ว แต่มันคงเร็วไปหน่อย วังฉางไห่เอ๋ย…ขอต่อเวลาอีกนิดนะ

ผมหอบร่างตัวเองที่ซีดสั่นรู้สึกได้ว่าพลังเทพของตัวเองแทบไม่ไหวแล้ว ยิ่งมาเจอเรื่องบัดซบแบบนี้

ได้แต่ข่มใจ บีบนิ้วลงไปกลางอกกัดฟันกระอักเลือดออกมาอีกกอง รู้สึกวันนี้ร้อนอบอ่าวเหลือเกิน ร้อนจนน้ำตาไหลเลยทีเดียว ผมได้แต่ยิ้มขมขื่น หัวเราะให้ตัวเองโง่เง่าเหลือเกิน อู๋เสียผู้โง่เง่า อู๋เสียผู้หน้าสมเพช ออกตัวรับแทนเขาสุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร แต่ก็ยังคงเลือกที่จะรับต่อไป

เสียงพวกหมาของปู่เห่าระงมที่หน้าประตูห้องของผม เสียงวิ่งอย่างตื่นตระหนกของใครสักคนดังอยู่ข้างนอนตรงมาที่ห้องผมและผลักออกเต็มแรง

“อู๋เสีย!!” อารองมองอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นสภาพ มือสองข้างค้ำประตูก้าวเข้ามาก่อนจะปิดสนิท หมาของปู๋ขู่แยกเขี้ยวเมื่อเห็นผมผิดกลิ่นไป

ผมยิ้มให้อารองใกล้หมดสภาพเต็มที หากใครรู้ว่านายน้อยสกุลอู๋จะร่วงหล่นเป็นมาร คงจะเสียหน้าไม่น้อยทีเดียว ผมที่ถูกตัดจนสั้นบัดนี้ยาวเลยมาถึงเตียงนอน เปลือกตาวาดชาดแดงประพรมหยาดเหงื่อ สภาพนี้โชคดีจริงๆที่ประตูมารถูกผนึกไปก่อน ไม่งั้นวังฉางไห่คงรีบแจ่นมายินดี จุดพลุฉลองไปอีก 1,000 กว่าดอกแน่ๆ

ใครบ้างไม่รู้ว่าภพมารเหลือกันอยู่ 3 คน แต่ผมอยากจะบอกว่าไอ 3 คนนั้นเคลื่อนไหวทีแทบจะสั่นสะเทือนทั้งแผ่นดินทั่วพิภพ

อารองกอดผมแน่นส่วนผมได้แต่ก้มหน้าซุกลงไปก่อนจะหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงัน ผมต้องทนให้ได้ ถ้าหากผมกลายเป็นมารไปจริงๆ เรื่องทั้งหมดที่ทำมาจะไร้ค่าไป มองมือของตัวเองที่เล็บยาวออกมาเล็กน้อยขึ้นลวดลายสีแดงแผ่วจาง นิ่งเงียบก่อนจะยอมพูดกับอารอง

“ท้อเซียน… เอาให้ผม” ผมบอกเสียงอ่อน อารองวิ่งไปที่โต๊ะกลางห้องหยิบมาทั้งตะกร้า ผมหยิบมากัดลงไปทีละคำ กลืนมันลงท้อง รู้สึกถึงรสหวานของมัน ลูกแล้วลูกเล่าที่กินลงไป

“กินช้าๆ ที่โรงเก็บยังมีอีกเยอะ ค่อยๆกินลงไป” เขาบอกเสียงหนักใจ

อารองวิ่งออกจากห้องไปหยิบมาให้อีกมากมาย กัดลงไปเท่าไรก็ไม่เพียงพอ หลับตาสะกดอารมณ์หลายๆอย่าง ก่อนจะทำใจได้และเริ่มปล่อยวาง ท้อเซียนลูกสุดท้ายถูกกัดไปเล็กน้อย กลิ้งลงจากมือสุดท้ายผมทนไม่ไหว เหมือนหัวใจจะถูกระเบิด นั่งหัวหมุนตัวแข็ง ชาของท่านฉีเถี่ยจุ่ยออกฤทธิ์ได้ที่จนต้านไม่ไหว ผมก็ล้มพับไป บัดซบจริงๆ


รู้สึกเหมือนหลับไปยาวมาก ระหว่างที่ผมหลับเหมือนได้ยินเสียงคุยมากมาย เสียงเตี่ยทะเลาะกับม๊า และปู่ที่เอาซันติ่งชุนมานอนข้างๆผม ลูบหัวผมและพูดชื่อผมเสียงเครือ ผมฟังเสียงรอบตัวแล้วน้ำตาแทบไหล ไม่ใช่ซึ้งตรึงใจ แต่แม่ม… คนจะนอน…. ถือว่าผมไม่ได้พูดไปแล้วกัน

ได้ยินเสียงอาสามชักมีดดาบตะโกนว่าจะไปฆ่าจางฉี่หลิง โอย…. ผมเหนื่อยใจที่จะตอบแล้ว อาสามไม่รู้ตัวหรือไงว่าต่อให้งัดกี่กระบวนท่าก็สู้เขาไม่ได้ แต่ถ้าอาสามยอมใช้วาจาสิทธิ์มันก็อีกเรื่องนะ ฮะฮะ!

ดูเหมือนหลับแล้วจะอาการดีขึ้นมาก ไม่ปวดหน้าอกด้วย ผมค่อยๆสลึมสลือแต่ไม่ส่งเสียง ได้ยินเสียงอารองบอกจะเขียนรายงานอาการของผมให้จางฉี่ซานทราบเรื่องแต่อาสามกลับไม่พอใจ ตะโกนด่าว่า งี่เง่า! เห็นเรื่องอื่นดีกว่าหลานตัวเอง ผมฟังเสียงทั้งสองคนทะเลาะไปมาแทบจะวางมวย สุดท้ายได้ปู่เข้ามาห้าม ไล่พวกเขาทั้งหมดออกจากห้องไป

“อู๋เสียคงอยากพักมากกว่ามานั่งฟังคนทะเลาะกันนะ พวกเจ้าออกไปเถอะ ข้าจะเฝ้าหลานเอง” เสียงปู่แหบแห้งอ่อนโยน ฟังแล้วสบายใจ ผมยกยิ้มจางๆรู้สึกได้ถึงมือหยาบแข็งของปู่ที่ลูบลงมา
อาสามบ่นพึมพำได้ยินเสียงอารองถอนหายใจและเตี่ยกับม๊าหยุดทะเลาะกันตามด้วยเสียงฝีเท้าทั้งหมดก้าวออกจากห้องไป เสียงเงียบสนิทเหลือกันอยู่ 2 คน ปู่กับหลานและหมาจิ๋ว 1 ตัว ก่อนจะยิ้มให้กัน หรือถ้าจะเรียกให้ถูก แสยะยิ้มใส่กันมากกว่า

“ปู่รู้ได้ไงเนี้ยว่าผมตื่นแล้ว” ผมหัวเราะหึๆ ลืมตามอง เห็นชายกลางคนตรงหน้ายิ้มอย่างเหนือชั้น ก่อนจะยกซันติ่งชุนที่กำลังมุดไปตามตัวผมมาวางไว้ที่หน้าให้มันย้ำหน้าผมเล่น

ตีนแม่มเข้าปากเต็มๆ ถุย! เจ้าหมาเปี๊ยก!

ถีบตัวลุก เช็ดปากที่ประดับรอยเท้าเจ้าซันติ่งชุนแล้วผมก็เบ้หน้า

“ปู่เล่นไรเนี้ย” ผมหน้ามุ่ย ดูเหมือนปู่จะได้ใจลูบหัวเจ้าหมาที่เห่าบ๊อกๆกระดิกหางดิกๆ

“เล่นปลุกหมาป่วยไงละ! เหอะ! ใกล้ตายหรือยัง ถ้ายังก็ลุกไปทำงาน” ผมค้อนตาเหลือก พูดอะไรแบบนี้!

พึ่งฟื้นแท้ๆ ไม่คิดจะให้พักบ้างหรือไง

“กะใจจะไม่ให้ผมพักเลยรึไง อุตส่าห์หวิดประตูตายมาแล้ว” ผมประท้วงรวน แต่ปู่ตวาดลั่นไม่ฟัง

“เว้ย! เวลานอนยังมีอีกยาว ไว้เอ็งไปไม่รอดเมื่อไรข้าจะเตรียมหลุมให้ นอนเหมือนคนอดอยากมานาน คนเราถ้ามันจะนอนคือตอนหลับกับตอนตายเท่านั้น ลุกๆๆ เดี๋ยวเอ็งกับข้าต้องคุยกัน”

ผมถอนหายใจ มองปู่ตัวเองกับหมา 1 ตัว ที่เข้าขากันทั้งถีบทั้งดัน ฉุดผมลงจากเตียง ผมตัวเอียงสงสัยนอนมานานเกินไปเลยไม่มีแม้แต่แรงจะต้านการดึง ขาไม่มีแม้แต่แรงจะก้าวลงจากเตียง ปู๋อู๋เห็นได้ทีกระชากไม่หยุด แรงดึงไม่ใช่น้อย กระชากผมลงมา สุดท้ายเสียหลัก ไหลไปตามแรงดึงของปู่ หน้าทิ่มพื้นเต็มๆ หัวหมุนติ้วหน้าแดงเถือก โกรธหัวเหวี่ยง

เสียงหัวเราะแหลมสูงของปู่เสียดแทงใจเหลือเกิน

“ปู่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ผมว๊ากเสียงดัง น้ำตาไหลพรากโบกมือไปมา กุมหน้าตัวเอง

ไม่แม้แต่จะช่วย ใจดำยิ่งนัก ปู๋อู๋หัวเราะลั่นต่างจากเจ้าหมาที่มุดเข้าแขนเสื้อหนีผมไปแล้ว ผมตะเกียกตะกายลุกก่อนจะล้มไม่เป็นท่า แม้แต่ปู่ยังไม่ช่วย นี้มันอนาจเกินไปแล้ว ผมเป็นหลานเขานะ!! แบบนี้มันจะใจดำอำมหิตเกินไป รู้มั้งรึเปล่า!!!

ผมหน้างอจะต่อว่าสักรอบ แต่ก็ไม่ทัน เห็นปู่ใช้วิชาก้าวเหินลมวิ่งหนีผมไปต่อหน้าต่อตา เหลือแต่ผมที่นั่งโวยวายอยู่คนเดียว ดูเถอะ ผิดแล้วหนี!

พยายามขยับแขนขาดูเริ่มค่อยๆมีเรี้ยวแรงขึ้นมาก เกร็งกล้ามเนื้อสลับไปมาพร้อมสังเกตตัวเอง อืม… เส้นผมกลับไปสั้นเหมือนปกติแล้ว… เล็บไม่ยาว นิ้วมือไม่มีรอยสลัก ผ่าน!

ผมขยับคออย่างอารมณ์ดี พยายามไม่นึกถึงเรื่องร้ายๆที่ผ่านมา ฝืนตัวไปโรงอาบน้ำ แน่นอนว่าหวังเหมิงรออยู่ก่อนแล้วในโรงอาบ ผมโบกมือทักทายเขาอย่างอารมณ์ดี ต่างจากเจ้าตัวที่น้ำตาไหลพราก

“นายน้อย!!!!”

หวังเหมิงแหกปากทั้งน้ำตาพุ่งมาหา หยดน้ำตาทอประกายวิบวับล้อแสงแดด สยองมาก! ผมยิ้มตั้งท่ารับบรรยากาศชวนอ้วกบัดซบ ก่อนจะประเคนเท้างามๆเข้าเบ้าหน้าหวังเหมิงไปเต็มๆ 1 ที ตามด้วยถังไม้สำหรับตักน้ำราดตัว ปาตามไปด้วยอีกแรงดัง โป๊ง!

“หักเงินเดือน 1 ปี”

“ได้ไง!!!”

หวังเหมิงกรีดร้องน้ำตาไหล ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด แน่ละ ผมหาเรื่องมันอยู่ มันจะไปเข้าใจได้ไง

มองหวังเหมิงที่น้ำตาไหลพราก ค่อยๆลุกมาถอดเสื้อให้ผม บ่นโอดครวญถึงความไม่ยุติธรรม ผมได้แต่หัวเราะใส่อย่างสนุกสนาน สุดยอดทาสรับใช้ดีเด่นแห่งสกุลอู๋ ประจำตัวนายน้อยสามอู๋เสีย ต้องหวังเหมิงสกุลอู๋เท่านั้น!!

กว่าจะอาบเสร็จผมก็ใช้เวลาไปค่อนวันแล้ว ขัดแม่มทั้งตัวจนแดงเถือก ตอนนี้ตัวผมไม่ต่างอะไรกับลูกเชอร์รี่แดงๆ ที่น่ากินลงท้องพอสมควร ไล่ไปตามตัวก่อนจะหยุดทีตำแหน่งหัวใจ

“นี่ หวังเหมิง นายว่าฉันกับจางฉี่หลิง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ นายว่าใครสมควรรับตำแหน่งสะกดทัพปีศาจมากที่สุด?” ผมช้อนตามองเขาที่ตักน้ำร้อนราดให้ผม หวังเหมิงเลิกคิ้วนิดหน่อย ก่อนที่น้ำร้อนอุ่นสบายจะราดรดหัวผม มือเขาขยุ้มสระผมที่สั้นเล็กน้อยของผมตามไปด้วย

“นายน้อยจะให้ผมตอบเอาใจหรือตอบตามความจริง” ผมเลิกคิ้ว

“งั้นนายว่าตอบทางไหนดีละที่จะไม่ทำให้นายโดนลดเงินเดือนอีก”

“ไม่ดีมั้งนายน้อย ผมตอบให้ทั้ง 2 อย่างเลยแล้วกัน ถ้าในมุมมองของผม ผมว่าจางฉี่หลิงสมควรรับมากที่สุด เป็นคนที่สมควรตายของจริง”

“อันนี้คือตอบเอาใจใช่ไหม?” ผมหัวเราะ

“อาจจะทั้ง 2 อย่าง” เขาเลี่ยงไม่ตอบคำ “แต่ถ้าให้ผมพูดตามจริง ผมว่ายังไงท่านจางฉี่หลิงก็สมควรเป็นผู้รับหัวใจของจักรพรรดิปีศาจมากกว่าท่าน”

“ทำไมนายคิดว่างั้น?” เขาราดน้ำรดหัวผมอีกรอบ ฮู้ว! สดชื่นดีจัง

“ในสวรรค์นี้ท่านจางฉี่หลิงมีพลังมากที่สุดพอจะต้านกับพลังจักรพรรดิปีศาจได้ แต่นายน้อยไม่ใช่ ท่านเป็นคนที่สมควรตายให้กับการผนึกมากกว่า”

“บางทีฉันก็เห็นด้วยกับนายนะ นายว่าตอนท้ายเรื่องจะจบยังไง ระหว่างฉันที่หล่นไปเป็นมารรอให้พวกนายมาฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้เผ่ามารมีพรรคพวกเพิ่ม กับยอมโดนผนึกความจำไปเรื่อยๆ จบด้วยการกระโดดแท่นประหารเซียน นายว่าจะจบยังไง?” ผมถามหยอกเย้า ต่างจากหวังเหมิงที่เหลอหลา

“เห! สุดท้ายจบเรื่องมีแต่นายน้อยตายอย่างเดียวเลย ผมเลือกไม่ได้หรอก” เขาบ่นอุบอิบ แล้วการสระผมครั้งที่ 2 ก็เริ่มขึ้น “ถ้านายน้อยต้องเป็นคนกระโดดแท่นประหารเซียน ผมว่าตอนท้ายท่านจางฉี่หลิงคงเปลี่ยนหัวใจเองกับมือแล้วพาตัวเองไปตายแทน ผมไม่เห็นหนทางว่านายน้อยจะตายได้เลยนะ”

ผมยิ้มเยาะ คิดคาดเดาถึงความหน้าจะเป็นล่วงหน้า

“งั้นคราวนี้ฉันเปลี่ยนคำถามใหม่ ถ้าฉันยอมกลายเป็นมารแทนละ?”

“ท่านจางฉี่หลิงเอานายน้อยตายแน่ เชื่อผมได้เลย” คราวนี้ผมปล่อยเสียงดังลั่น หัวเราะถูกใจ

“จางฉี่หลิงนำฉันไปก้าวหนึ่งก็จริง แต่การเดินช้าๆมันก็ดีเหมือนกันจริงไหม? นายว่าการขอความช่วยเหลือจากเผ่ามารที่ฉันทำ สุดท้ายฉันจะเลือกใคร?”

“นายน้อยอย่าแกล้งหวังเหมิงนักเลย สงครามซับซ้อนแบบนี้ ไม่ใช่นายน้อยทำตัวเองหรืออย่างไร? ผมเลือกตอบไม่ถูกหรอก” น้ำร้อนอุ่นควันฉุยราดลงบนหัวผมอีกครั้ง

“ไม่จริงมั้ง? คนที่รู้ทันฉันคงมีแต่นาย”

“แต่ก็ช้ากว่านายน้อย 1 ก้าวเสมอ หรือไม่จริง?”

ผมหัวเราะในคอก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน

จบการสนทนาผมก็แต่งตัวไปพบท่านปู่ หวังเหมิงเอาบัวหิมะไปเตรียมต้มชายามดึกให้ผม ดูเหมือนผมจะน๊อคมืดหลับไปยาวพอสมควรตามคำบอกเล่าของหวังเหมิงที่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง คงเพราะความเสถียรของพลังเริ่มไม่คงทนแล้ว นับจากนี้คงต้องปรับอัตราส่วนของชาและผลท้อให้มากกว่านี้

ความจริงถ้าผมเป็นคนเมายากกว่านี้อีกหน่อยก็คงสบายไปโข

นึกถึงเหล้าท้อที่ตัวเองหมักแล้วก็ช่างซึมเศร้าจริงๆ หมักแล้วแต่ตัวเองกินไม่ได้ จะมีอะไรเศร้าไปมากกว่าเมาไวจนทานไม่ได้ ทั้งๆที่มันถูกทำขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองกินแท้ๆ

ปู่รอผมอยู่ในห้องลับ แน่นอนว่าการพูดคุยย่อมเป็นความลับตามไปด้วย อาการกำเริบของผมไม่ใช่เป็นบ่อย แต่ครั้งนี้มันหนักหน่วงเกินไปจนหวิดจะเป็นมารจริงๆ ทีนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้นำทัพปีศาจตื่นขึ้นมาได้แล้ว ผมยังเตรียมตัวโดนไล่ฆ่าจากสวรรค์เป็นของแถมต่างหาก

ปู่เครียดเคร่งร่วมกันพูดอย่างจริงจัง ผมประสานมือแน่นเรื่องนี้นับว่าใหญ่ หากท่านจางฉี่ซานที่ไล่ตามเรื่องอยู่ทราบแม้แต่นิด ผมก็เตรียมตัวตายได้เลย พร้อมลากผู้ร่วมรายการไปอีกหลายคนต่างหากด้วย

“ว่าแต่จางฉี่หลิง” อู๋เหล่าโกวเปรยออกมา จ้องผมนิ่งๆ

“อย่าพูดถึงเขา” ผมตวัดห้วน รู้สึกปวดที่หน้าอกทันที หึ่ม!

ขยุมเสื้อหอบหายใจ ปู่มองผมแล้วก็ส่ายหน้า

“ปู่มียาตัดรัก มันคงจะดีถ้าหลานจะกินมันลงไป” ปู่พูดเสียงอ่อนกึ่งสงสารกึ่งสมเพช

“ไว้ให้มันเป็นทางเลือกสุดท้ายเถอะ ก่อนที่มันจะไม่รู้สึกอะไร อีกอย่างผมไม่ได้รักเขานะ นี้เขาเรียกว่ามิตรภาพและความเชื่อใจระหว่างกันต่างหาก”

“ถุย! มิตรภาพบ้าบอเถอะ ข้าไม่พูดก็แล้วกัน แต่ว่านะอู๋เสีย เมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างอาจจะสายไปแล้วก็ได้นะอู๋เสีย” แววตาคมดุจับจ้อง แต่ผมส่ายหน้า

“งั้นก็ช่างมันเถอะ ช่างมัน”

พยายามไม่นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำผมใจแทบสลาย แม้ผมจะยอมรับความจริงได้ก็ตาม แต่ลึกๆแล้วก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

ของที่ไม่ใช่ของเรายังไงก็ไม่ใช่อยู่ดีสินะ

การพูดคุยวางแผนลากยาวไปหลายชั่วยาม สุดท้ายผมถึงได้แยกตัวไป แต่ยังไม่วายปู่ส่งเสียงทักไล่หลังมา

“ไม่ลองไปบ้านจางหน่อยหรือไงอู๋เสีย บางทีคนเราก็ต้องรู้จักประเมินสถานการณ์จริงไหม?”

“ไว้พร้อมกว่านี้แล้วกัน”

ขอแรงกายแรงใจพร้อมกว่านี้แล้วผมค่อยเอาคืนที่หลังก็ยังไม่สาย ปู่ถึงกับส่ายหน้า
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:06

“คนเรามันต้องว่องไว ทำอะไรต้องชิงลงมือก่อน นับว่าหมากตานี้แกก็คงพลาดอีก”

“ไม่เป็นไร ถ้ามันพลาดผมก็ยังมีหมากเชลยไว้ใช้อยู่”

“เชลยคือ ศัตรูที่อยู่ในกำมือเรา ไม่ใช่เราที่อยู่ในกำมือเขานะอู๋เสีย”

ผมกรอกตาขึ้นฟ้า อืม… หรือผมควรไปเหล่มองแถวสกุลจางดี แต่แค่คิดก็แทบสติแตกแล้ว ถ้าจะให้ผมไปตอนนี้ ฆ่ากันเลยดีกว่า ไว้จะเก็บไปคิดดูทีหลัง

แต่ก่อนหน้านั้นผมต้องหาทางเอายาสลบใส่ในชาให้อาสามกินก่อน แล้วลากเขาไปแก้ผ้าตากแดดเป็นการแก้แค้นต่อเรื่องราวทั้งหมด อาสาม อารับไปเลยนะ!

ผมก้าวออกนอกห้องลับไป ตั้งใจจะเดินกลับห้องตัวเอง ระหว่างนั้นก็ไล่เช็คข้อมูลต่างๆในช่วงที่หลับกับพวกหมาสืบข่าวและคนรับใช้ไม่กี่คนในบ้าน ได้ข่าวว่างานจบไปแล้วแต่มีเรื่องซุบซิบเบาๆว่าจางฉี่หลิงเหมือนเก็บกดอะไรบางอย่าง เปิดสงครามบนโลกมนุษย์จนแทบลุกเป็นไฟ พอเสร็จศึกก็เอาแต่นั่งจิบสุราไม่ออกมาเจอใคร แต่งานยังคงส่งเรียบร้อยก็ตาม

ผมฟังแล้วหัวเราะเหอะ! ขอให้คลั่งตายไปเลย ก่อนจะนิ่งฟังอีกคำของบ่าวรับใช้ที่เป็นเทพขั้น 2 อีกคนหนึ่ง

“ท่านจางฉี่หลิงส่งจดหมายขอร้องให้นายท่านอู๋เออร์ไป๋ปล่อยเขาให้ได้พบกับนายน้อย แต่ท่านอู๋เผาจดหมายทิ้งทั้งหมดพร้อมส่งจดหมายตอบกลับไป ส่งมาส่งกลับอยู่นาน สุดท้ายก่อนนายน้อยจะออกมาจากห้อง ระหว่างนั้นเขามานั่งคุกเข่าที่นี้ทุกวัน แต่ทุกคนใจแข็งไม่ยอมให้เขาก้าวเข้ามาแม้แต่นิดเดียว”

“ท่านมหาเทพอู๋เหลาโกวเป็นคนไปคุยด้วยตัวเองเขาถึงยอมกลับไป นอกจากนี้ข้างนอกมีเรื่องพูดคุยกันไม่น้อย ได้ข่าวว่ามีเทพสตรีนางหนึ่งบุกเข้าไปถึงตำหนักที่ท่านจางฉี่หลิงอยู่ เหมือนท่านจางฉี่ซานตั้งใจจะตั้งนางให้เป็นนางสนมของท่านจางฉี่หลิงด้วย”

ผมนิ่งฟังตัวแข็ง ตามจริงเขาเป็นรัชทายาทสวรรค์ ควรมีนางสนมนางในได้บ้างแล้ว ตามจริงนี้ควรจะเป็นข่าวดีด้วยซ้ำที่เขาหัดมองหญิงสาวบ้าง

สงสัยเพื่อไม่ให้น้อยหน้าผมคงเตรียมตัวไปขออาหนิงมาแต่งงานเยาะเย้ยเขาบ้าง มันคงจะดีไม่น้อยเหมือนกัน แต่คิดอีกแง่ นี้มันไม่ต่างกับเอาสายลับเข้าบ้าน ชักศึกประชิดประตู สรุปสุดท้าย ผมก็ต้องมานั่งอิจฉาตาร้อนเล่นอยู่ดี

จะไปขอยัยหนูซิ่วซิ่วก็ทำไม่ลง

ผมเข้าห้องหัวใจชาหนึบ ไหนๆเขาจะแต่งแล้ว ผมก็แต่งบ้างดีไหม สู่ขอใครดีละ ทั้งสวรรค์เทพสตรีสาวสวยผมก็ไม่เห็นมีใครเกินอาหนิงเลย มันแย่มากๆ หรือผมจะไปหาเทพชายสักองค์มาลองแต่งเล่นดี?

แต่แม่ม ไม่มีใครหน้าตาดีเท่าเสี่ยวฮัวสักคน…

เสี่ยวฮัว? จะว่าไปก็ไม่เลว ถึงเขาจะหน้าตาสู้ผมไม่ได้นิดหนึ่งและค่อนไปทางหวานมากกว่า ถึงจะมีกล้ามเนื้อนิดหน่อยแต่ก็ดูบอบบางไปนิด แต่เขาเป็นคนที่เชื่อฟังผมมาก นับว่ายังพออะลุ่มอล่วยได้ สรุป ผมตัดสินใจแล้ว!!!

ผมจะแต่งเสี่ยวฮัวเป็นอนุภรรยา!!! ฮะฮ่า!!!!...

คิดไปงั้นแหละ ละเมอเพ้อพกจริงๆ เฮ้อ…

ผมยืนฟังบรรดาคนใช้ฝอยแตกเรื่องบนสวรรค์ ความครื้นเครงชวนใจท้อแท้ในครั้งนี้คงตกเป็นขี้ปากชาวบ้านไปหลายหมื่นปีอยู่ ซวยไปนะ จางฉี่หลิง

ขอให้นายแต่งงานอย่างมีความสุข อย่าได้เจอกันอีกต่อไปเลย!!!

ผมเคี่ยวฟันหงุดหงิดโบกมือให้พวกช่างพูดในบ้านไปทำงานของตัวเอง นี้ผมต้องทนดูเขามีความสุข ในขณะที่ตัวเองแทบแตกสลาย แบบนี้มันโครตไม่ยุติธรรมเลย แต่ใครให้ผมยื่นมือยื่นขาไปหาปัญหาเองกันละ ถ้าคราวนั้นผมปล่อยให้จางฉี่หลิงตายไป…

??? เอ๊ะ?

ผมยืนนิ่งจับสังเกตุบางอย่างเกี่ยวกับความทรงจำ ถ้าวันนั้นมีคนตาย มันต้องเป็นผมสิ แล้วทำไมถึงมีจางฉี่หลิง ก็วันนั้นคนที่ยืนต่อหน้าผู้นำทัพราชาปีศาจคือผม ทำไม…

เสียงหวีดดังก้องในหัว ผมยืนตัวแข็ง แสงสีทองสว่างวาบพุ่งออกมาจากพื้นดินพร้อมๆกับความรู้สึกเจ็บเหมือนเข็มนับแสนเล่มกำลังทิ่มแทงทะลุศีรษะ มองเห็นอักษรนับพันนับหมื่นลอยรอบตัวหมุนเป็นกำแพงสูงมองจนตาลาย เสียงวิ๊ง! ดังข้างในจนหนึบชาเสียดแทงกลั้นเสียงกรีดร้อง

อา…. ไม่ ไม่ ไม่!

นี้ผมพลาดอะไรไปหรือเปล่า?

รู้สึกตึงที่หนังหัว ผนึกของจางฉี่หลิงสำแดงเดช ผมลืมไปได้ยังไงว่าคนอย่างจางฉี่หลิงที่ยอมลงทุนผนึกความจำผมจะไม่มีทางเล่นตุกติกบางอย่างเกี่ยวกับความจำ แต่เขาจะทำเพื่ออะไร?

เจ็บเหลือเกิน

ผมทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น ยิ่งพยายามนึกตัวอักษรก็ยิ่งปรากฏออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เสียงย้ำตัวอักษรของจางฉี่หลิงดังขึ้นในหัว ยิ่งเหมือนถูกเอาค้อนทุบกระหน่ำลงมา

คนบัดซบ!

ผมกัดฟันกรีดร้องกลิ้งไปกับพื้น เสียงร้องโหยหวน นึกสงสัยว่าอะไรกันที่เขาใช้ผนึกผม นี้เป็นเรื่องที่นึกไม่ออกจริงๆ ทั้งๆที่เป็นส่วนสำคัญแท้ๆ ครั้งต่อไปผมจะได้หาของหรืออะไรก็ได้มาแก้ทางได้ถูก ไม่งั้นพอนึกได้มากๆเข้าก็เจอปัญหาแบบนี้ ระยำจริงๆ (ความจริงผมพึ่งมารู้ทีหลังว่าเขาจัดการลบขั้นตอนที่ทำการผนึกทิ้งไป กลายเป็นผมที่นอนหน้าแดงเอง)

หน้าแปลกที่ผมร้องเสียงดังขนาดนี้กลับไม่มีใครมาเลยแม้แต่คนเดียว เหมือนอยู่กันคนละภพ

รอบด้านเงียบสนิทพยายามมองรอบตัว เริ่มรู้สึกได้ว่าทั้งบ้านหลังนี้มีตัวผมอยู่คนเดียว อา… อักษรตัวไหนกันนะที่แข็งแกร่งขนาดสร้างเขตแดนแยกส่วนออกมาได้ ผมคู้ตัวนอนไปกับพื้นมือกุมหัวทรมานจากตราผนึก หยาดน้ำตาไหลรดพื้น ยิ่งนึกถึงจางฉี่หลิงกลับทำให้ยิ่งเจ็บใจกว่าเก่า โดยเฉพาะเรื่องในตอนนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

เวลาเจอเขาทีไรผมมักจะวิ่งหนีเสมอ แต่เรื่องนี้เท่านั้นที่ผมอดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ ทั้งๆที่เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ผมกลับรู้สึกฉุนเฉียว บางทีผมควรโหมทำงานให้หนักกว่าเดิมจะได้หายฟุ้งซ่าน หรือไม่ก็ปิดตัวกักด่านฝึกพลังไปเลย

“อ…อา…” ผมศอกเท้าคลานตัวเองไปกับพื้น หมายมุ่งหน้าไปยังห้องของตัวเอง

ถ้าที่ห้องยังนับว่ามีของแก้ทางผนึกนี้ได้อยู่ แต่มันช่างทรมานเหลือเกิน

นึกถึงความลำบากและเจ็บปวดของตัวเองผมก็อดแค้นใจและโกรธเคืองไม่ได้ รู้สึกได้ว่าหัวใจตัวเองกำลังสูบพลังทั้งหมดลงไปให้มันมีแรงดึงด้านมืดของผมออกมา

ขณะที่ผมตาพร่ามัวมึนเบลอทั้งจากสติและน้ำตา ผมกลับเห็นใครบางคนยื่นอยู่ตรงหน้า ชายร่างสูงในชุดเกราะที่มีมือเกินออกมามากมาย กำลังจ้องผมด้วยดวงตาสีดำวาว ผมนิ่งงัน เข้าใจว่าเป็นภาพหลอนที่สมจริงดีมากๆ

ภาพหลอนแบบเดียวกับในวันนั้นที่ถูกคนตรงหน้าใช้กระบี่ยาวแทงลงกลางหัวใจ

“ราชาปีศาจ อา… ดูเหมือนทุกอย่างจะขยันหมุนรอบตัวท่านเหลือเกินนะ…” ผมสบถด่าเจ้าภาพหลอน

เหม่อมองภาพตรงหน้า ผมฝืนยิ้มทั้งที่ศีรษะเหมือนถูกทุบด้วยค้อนยักษ์ของเทพตีดาบ มองชายตรงหน้าค่อยๆชักกระบี่ออกมาข้างเอวอย่างเยือกเย็น ท่วงท่าเดียวกับวันนั้น ลักษณะเดียวกับวันนั้น และดาบเล่มเดียวกันกับวันนั้น

ผมนอนหงายหน้ามองกระบี่สีขาวที่ถูกจ่ออยู่กลางทรวงอก ก่อนจะหลับตา พร้อมๆกับกระบี่ยาวที่แทงสวนเข้ามาในทันที

“นายน้อยครับ!!!”

ผมลืมตาโพล่ง เห็นหวังเหมิงนั่งอยู่ข้างๆ รอบตัวมีผู้คนรายล้อม เหงื่อไหลโทรม เป็นภาพหลอนจริงๆ หวังเหมิงยกตัวผมขึ้นมา ดวงตาวาววับก่อนจะตะโกนใส่พวกคนที่ลุมล้อมผมแบบแฝงจิตสังหาร แววตาเย็นเยือกมองทุกคนเหมือนฝุ่นธุลี

“พวกแกทุกคน ไปให้พ้นจากตรงนี้ เดี๋ยวนี้”

ผมลืมบอกไปหรือเปล่า ว่าความจริงแล้ว หวังเหมิงเก่งกว่าผมมากๆเลย

คนรับใช้ทุกคนหน้าถอดสีรีบวิ่งหายกันไปหมด เหลือผมกับเขาอยู่ 2 คน หวังเหมิงแบกผมขึ้นหลัง พาวิ่งไปที่ห้องนอน และเริ่มกั้นเขตเทพอารักษ์ แสงสีม่วงสว่างแพรวพราวรายรอบ ผมนอนกุมอกตัวเองหายใจหอบ

“พอเถอะหวังเหมิง” ผมเรียกเสียงเบา

เขาหันมามองสภาพผมที่ย่ำแย่ มองผมอย่างเป็นห่วง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปไม่พูดสักครึ่งคำ ผมหลับตาถอนหายใจกับความซื่อสัตย์ของเขาที่มีต่อผม คงจะหาลูกน้องดีๆแบบนี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

“นายน้อย….” ผมเห็นหวังเหมิงกำหมัดแน่นเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่าง “ผมสัญญาว่าความลับของนายน้อยผมจะเก็บไว้ให้ดีที่สุด แต่ตอนนี้นายน้อยต้องพักก่อน”

ผมเห็นเจ้านี้ยิ้มก็สบายใจ อย่างน้อยก็คงไม่มีอะไรหน้าเป็นห่วงแล้ว

แล้วผมก็หลับเป็นตายอีกครั้งโดยไม่รู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างตลอดเวลา รวมถึงเสียงพึมพำเบาๆว่าขออภัยด้วยจากหวังเหมิงที่เดินออกไปพร้อมจดหมายในมือ


ครั้งต่อมาผมตื่นมาด้วยความมึนงง คราวนี้หัวขาวโพลนหนักกว่าเดิม ก้าวลงเตียงก่อนจะหัวทิ่มลงพื้น ดีที่จับชายผ้าม่านทัน รู้สึกคลื่นเหียนอยากจะอ้วก

“หวังเหมิง…..” ผมเรียกเสียงแหบ โดยไม่ได้สังเกตสิ่งรอบตัวที่แปลกไป

ห้องกว้างใหญ่สีเทากับเตียงนอนสำหรับ 1 คน ผมยังงุนงงร้องเรียกหวังเหมิงไม่หยุด รู้สึกเหมือนโดนทิ้งผมฝืนลุกขึ้นยืน แต่ขาเจ้ากรรมไม่ช่วยเลยแม้แต่นิด เหมือนถูกล่ามด้วยตรวนเส้นโต

ไม่ทันได้พิจารณาผมก็ถูกคว้าตัวขึ้นมาอุ้มวางไว้บนเตียงนอน ผมยิ้มแก้มปริ หัวยังเบลออยู่

“หวังเหมิง! หายไปไหนมา” ผมหัวเราะมองเขาตาปรอย ภาพมึนเบลอ เห็นหวังเหมิงยืนอยู่พร้อมถ้วยยาในมือ

ยาสีแดงขุ่นในชามหลุมตื้น ดั่งจานจอกสุราสำหรับจิบชมจันทร์ของพวกมนุษย์ ผมส่ายหัวทำท่าจะคลุมโปงนอนต่อด้วยความหายกังวล แต่กลับถูกดึงตัวขึ้นมาพร้อมๆจอกยาที่จ่อเข้าปาก ผมเบ้หน้า หันหนีก่อนจะถูกจับล๊อคตัวนั่งบนตัก บีบสันกรามให้อ้าปาก หวังเหมิง! แกจะบังอาจมากไปแล้ว!!

ฮึดฮัดโมโหแต่พูดออกมาไม่ได้ ยาให้ถ้วยถูกกรอกลงปากผม ทันทีที่มันแตะลิ้นผมก็เบิกตาตะลึงแทบจะพ่นมันออกจากคอ

นี้มันเลือดชัดๆ!!

ไอ้บัดซบหวังเหมิง!! จู่ๆเป็นบ้าอะไรขึ้นมา ทีนี้กลายเป็นตื่นเต็มตา ผมดิ้นพรวดจะคายทิ้ง นิ้วทั้ง 5 เกร็งจับแขนกำยำของหวังเหมิงที่ล๊อคคอผมให้หงายขึ้น มือหนาหยาบปิดปากดันท้ายทอยจนผมกลืนมันลงคอไปจนหมด ความรู้สึกที่ของเหลวหนืดเหนอะค่อยๆไหลลงลำคอ ทิ้งร่องรอยรสชาติไปทั่วทิศนี้มันช่าง…

ไร้ซึ้งคำบรรยาย แน่นอนรสแม่มบัดซบสิ้นดี แต่ที่สำคัญคือ ผมกินมันลงไปต่างหากไม่ใช่เรื่องของรสชาติ!

“อุ๊บ!!” เสียงขย่อนดังออกมาทันที ก่อนที่จะถูกเชิดหัวอีกครั้ง ตามด้วยเสียงทุ้มติดจะเย็นชา ผมนิ่งตัวแข็งขนลุกซู่

“กลืนลงไปให้หมด ไม่งั้นจะมีถ้วยที่ 2”

ผมค่อยๆบังคับตาของตัวเองเพ่งมองเขารู้สึกแสบตาร้อนๆ ก่อนจะพบว่า คนที่ล๊อคตัวผมให้นั่งอยู่บนตักไม่ใช่หวังเหมิงแต่เป็นจางฉี่หลิง!! ตาสีดำคมลึกมองผมแบบดุๆ ในมือถือถ้วยใส่เลือดที่ยังคงมีเหลืออยู่ในก้นถ้วย นิ่งสนิทพูดไม่ออก แน่นอนว่าพอเห็นว่าเป็นเขาแล้วความรู้สึกคลื่นเหียนของแอ่งเลือดในถ้วยแบนราบนั้นเหมือนหายไปทันที

แล้วทำไมจางฉี่หลิงมันเข้ามาอยู่ในห้องผมกัน!!!!!!!!!!!!!
“ไอบ้าจาง!!!!!!!” ผมตะโกนลั่น ไม่ไว้หน้าเขาที่เป็นถึงรัชทายาทสวรรค์ บอกตามตรง ต่อให้เจ้าใบ้นี้เป็นราชาสวรรค์ผมก็จะตะโกนแบบนี้เหมือนกัน

เด้งตัวลุกออกมาปานประหนึ่งอัศนีสววรค์ผ่าเปรี้ยง ก่อนจะถูกเขากระชากตัวกลับไปนั่งบนตักต่อ เอาละ ตอนนี้หัวผมเริ่มหมุนติ่วแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่นาทีจะสติแตกหากยังเป็นแบบนี้อยู่ เจ้าคนบื้อใบ้สมฉายา เมินโหยวผิง ที่ผมลอบตั้ง ยังคงนิ่งเฉย แต่หากมองดูจะเห็นถึงสายตาไม่พอใจเล็กน้อยกับหว่างคิ้วที่ย่นเข้าหากันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ย้ำ! เล็กน้อยเท่านั้น! นี้มันหน้าโมโหที่สุด!

ผมหันไปมองรอบตัวอย่างตื่นตระหนก นี้มันไม่ใช่ห้องของผม ที่นอน ผ้าม่าน โต๊ะ ตู้ เครื่องเรือน ประตู หน้าต่างภายในห้องนี้ล้วนผิดไปจากห้องผมทั้งสิ้น มือผมดันเขาออกจากตัว กั้นไม่ให้เขาเข้าใกล้มากเกินไป ความรู้สึกโกรธเคืองพุ่งขึ้นมาอีกละรอกจนปวดกลางอก แน่นอนว่าคนที่อยู่เบื้องหลังต้องมีรายชื่อหวังเหมิงแล้ว 1 คน ผมตวัดตามองจางฉี่หลิงวาววับแสดงความไม่พอใจออกมา

“นายยังกินไม่หมด” เมินโหยวผิงมองผมเมินเฉย เห็นสายตานิ่งเฉยมองผมแบบนี้มันชวนหงุดหงิดไม่เบา ฟังเขาพูดผมก็ลมออกหูทันควัน สวนกลับไปทันที

“กินบ้านนายสิ!!! ไอ้นี้มันไม่ใช่ยาด้วยซ้ำ!!!” ผมชี้ถ้วยสีแดงในมือเขา มันอยู่ห่างจากหน้าผมไปประมาณ 2 คืบได้ และมีทีท่าว่าจะลดระยะห่างเข้ามาอีกต่างหาก

เสียงถอนหายใจของเมินโหยวผิงดังรอดออกมา ผมก็ยิ่งโมโหกว่าเก่า เมินกันแบบนี้หมายความว่ายังไง รู้ไหมว่าเลือดสดๆมันอันตรายขนาดไหน!! แถมยังเอามาป้อนกันแบบนี้ ท่านจางฉี่ซานไม่เคยสอนนายรึยังไงว่าห้ามเอาอะไรแบบนี้มาเที่ยวป้อนให้คนอื่นกินลงคอ

เมินโหยวผิงก็ยังนั่งนิ่งไม่พูดจาแต่มือขวายังจับตัวผมแน่นจนกระดิกไม่ได้ รู้สึกว่ามันออกจะรัดแน่นขึ้นอีกนิดหนึ่ง สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ผมดื้อเพ่งถึงขีดสุดไม่ยอมดื่มไอ้ของเหลวสีแดงในมือเขาแน่ๆ ใครมันจะกล้าดื่มกัน ถ้าให้ผมกินมันลงอีกครั้งละก็ คราวนี้อย่าหาว่าผมไม่ไว้หน้าเขานะ

เห็นผมที่ตั้งท่าเหมือนหมาตัวโตกำลังขู่ฮึมในคอจนตาขวาง เมินโหยวผิงก็ถอนหายใจไม่รู้จะทำยังไง สุดท้ายยอมเก็บถ้วยลงตัดใจไม่ให้ผมดื่ม โดยหันถือไปอีกทางแต่ไม่เททิ้งหรือวางมันลงจากมือ นับว่ายังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง ผมยักยิ้มเพราะได้รับชัยชนะ ดูเหมือนเมินโหยวผิงจะแววตาแข็งกร้าวขึ้น มองสู้กับผม มือขวาที่โอบรัดปล่อยผมออกมาเป็นอิสระ
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:06

“ตำหนักสกุลจางไม่ให้คนภายนอกเข้า ถ้าไม่มีธุระจำเป็น” เขาพูดเสียงห้วน แต่ผมไม่เข้าใจ หน้าตึงใส่เขา

“ไม่มีธุระจำเป็นงั้นเรอะ! ทั้งๆที่ฉันผ่านเข้าออกก็ไม่น้อย ” ผมบอกเสียงขุ่น

สงครามชวนตีปะทะกันออกมา ผมที่โกรธจางฉี่หลิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งโมโหหนักเข้าไปอีก ดูเหมือนจางฉี่หลิงเองก็โกรธที่ผมไม่ยอมดื่มเลือดสีแดงนั้นด้วย แววตาที่มองมาคล้ายจะมีร่องรอยเอื่อมระอาอยู่เล็กน้อย เหมือนผมไม่เข้าใจที่เขาพูด

“ก็ดี! งั้นฉันจะไม่มาเหยียบทีนี้อีก” ตะคอกใส่หน้าเมินโหยวผิงเต็มแรง ถึงจะแปลกใจเล็กน้อยที่จู่ๆมาอยู่ที่ห้องนี้ได้ แต่ปัญหาที่สำคัญคือผมกำลังเหม็นหน้าเขาอยู่ต่างหาก

ผมผลักเขาลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะออกไปจากทีนี้ ยังไม่ทันไรเขาก็พูดขึ้นมา

“7 ก้าว” ผมขมวดคิ้วฟังเขาพูด “ถ้านายยังก้าวต่อไปอีก 7 ก้าว อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

เมินโหยวผิงพูดเสียงแข็ง ตวัดสายตาสบมองกัน คราวนี้ผมโกรธจริงๆแล้ว… แบบสุดๆด้วย

ยกมือประสานคารวะตรงหน้าค้อมคำนับกายอย่างงดงามที่สุดก่อนพูดออกมาด้วยแววตาปวดร้าว

“ขอให้นายแต่งงาน ชีวิตคู่สุขสม ยั่งยืน ยั่งยืน ฉันมันเพียงผู้น้อยคนนอกไม่อาจอยู่รบกวนห้องหอของนายได้ ขอตัวลา ไม่กวนตำหนักนายด้วยอีกต่างหาก โชคดี!”

โกรธจนเสียงสั่นผมตวัดตัวก้าวเท้าแรกออกไป ไม่มองหน้าเขาแม้แต่นิด

“อู๋เสีย” เขาเรียกแต่ผมไม่สนใจ

“อย่า” ก้าวที่ 2

“หา” ก้าวที่ 3

“ว่า” ก้าวที่ 4

“ฉัน”ก้าวที่ 5

“ไม่”ก้าวที่ 6

“เตือน!!” และก้าวที่…

ผมนิ่งงันจนอดตัวสั่นไม่ได้ ก้าวที่ 7 อีกเพียงครึ่งก้าว… หวาดกลัวอยู่ในใจห่อไหล่ตัวสั่น อา… ถ้าผมก้าวเท้าข้างนี้ลงไปมันจะเกิดอะไรขึ้นนะ

ผมนึกถึงวันนั้นที่เข้ามาส่งเรื่องของจางฉี่หลิงก่อนจะได้เจอของดีที่ทำให้ผมแทบบ้า แน่นอนว่าส่วนหนึ่งยอมรับได้อยู่ในใจ แต่อีกส่วนนั้น….

รู้สึกเห่อร้อนที่ดวงตา ก่อนผมจะตัดสินใจกลืนพวกมันลงท้อง นึกถึงคำของปู่มากมาย ไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว ความอยากเอาชนะมีมากกว่า แต่ว่าการดันทุรังนั้นก็น่าสนุกไม่แพ้กัน

ถือว่าเป็นของขวัญให้ตัวเองในความลองดีครั้งนี้

7 ก้าวลองยา ในหัวเต็มไปด้วยตัวยามากมายที่เสี่ยวฮัวเคยสอนให้ แต่ในสถานการณ์นี้ผมคิดได้ 2 ตัวยา ตัวแรกคือยา 7 ก้าวดับวิญญาณ กับตัวยาที่ 2 ยา 7 ก้าวป่นกระดูก…

หรือบางทีอาจจะเป็นทั้ง 2 ตัว

แต่ใครจะสนกันละ!!

“อู๋เสีย!!!!!”

ได้ยินเสียงเมินโหยวผิงคำรามพร้อมๆกับร่างของผมที่ทรุดลงไปกองกับพื้น กระอักเลือดออกมารดพื้นห้องเขา ธาตุทั้ง 5 ติดขัด รู้สึกหนักอึ้งทั่วร่างกายผมนอนนิ่งไม่ขยับ เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ทีแน่ๆก็สรุปได้แล้วว่าเป็นยา 7 ก้าวป่นกระดูกจริงๆ โชคดีที่ไม่ใช่ 7 ก้าวดับวิญญาณ แถมเป็นแบบทานลงร่างกายโดยตรงย่อมคิดได้อีกกรณีคือ เขาตั้งใจจะเลี้ยงยาไว้ในร่างผม

เฮ้! ค่าทำความสะอาดเชิญไปจ้างหวังเหมิงเถอะ ผมไม่จ่ายหรอกนะ!

รู้สึกได้ถึงเลือดที่ค่อยๆไหลออกมาทางจมูกก่อนมันจะถูกเช็ดโดยอีกคนที่ยกตัวผมขึ้นมาพาไปนอนบนเตียง

“ฉันเตือนนายแล้ว” จางฉี่หลิงบ่น ส่วนผมก็ทำหน้าเหม็นเบื่อใส่

ก็รู้ว่าเตือนแล้ว อย่ามาย้ำได้ไหม

ยา 7 ก้าวป่นกระดูก เป็นยาที่ทำให้ธาตุไฟปั่นป่วน ทั่วร่างกายดั่งถูกป่นขยี้ไร้กระดูกยึดร่าง ไม่มีเรี่ยวแรง หากไม่ได้ยาถอนพิษใน 7 วัน มีแต่พิการนอนรอความตายอย่างเดียว

แต่ข้อดีของมันคือ ใช้ตรวจสอบพลังธาตุที่รั่วไหลได้ดีที่สุด

จอกเลือดค่อยๆจ่อเข้าที่ริมฝีปากอีกครั้ง แต่ถูกผมกลั่นลมบ้วนทิ้งจนหมดรู้สึกถึงจางฉี่หลิงที่หัวเสียเล็กน้อย ก่อนเขาจะจับผมนอนลงกับเตียงและเดินหายไปอีกทาง แต่ที่นี้ผมก็พอจะทราบได้คร่าวๆแล้วว่าเขาคงรู้อะไรบางอย่างมา และที่สำคัญ

ทำไมหวังเหมิงถึงปล่อยให้ผมมาอยู่ในมือเขาได้นะ?

คิดไม่ออกเลยหรือว่าเขาลักพาตัวผมมา ผมพลาดอะไรอีกแล้ว ผมว่าคราวนี้ผมปิดเรียบทุกอย่างแล้วนะ หรืออาจจะไม่เกี่ยวกับความลับแต่เกี่ยวกับร่างกายผม

นอนนิ่งไม่อาจขยับกาย นึกย้อนไปทีละเรื่อง หน้าแปลกที่หลานชายคนเดียวของตระกูลหายไปกลับไม่มีใครตามหา ไม่สิ อาจจะออกตามหาแต่เข้ามาไม่ได้มากกว่า

‘ตำหนักสกุลจางไม่ให้คนภายนอกเข้า ถ้าไม่มีธุระจำเป็น’

อา… ไม่ใช่ว่าเขาเอาคืนเรื่องที่ไม่ยอมให้เจอผมหรอกนะ แต่นี้เรียกว่าลักพาตัวใช่ไหม?

ทั้งๆที่ตัวเองจะมีงานแต่งรับสนมแล้วแท้ๆ

บ้าที่สุด!

สำหรับผมที่ห้ามมีเรื่องที่ทำให้เกิดอารมณ์แง่ลบในหัวจนเกินไปแล้วนับว่าทรมานจริงๆ ยามต้องมานั่งคิดถึงสิ่งเลวร้ายให้เป็นรื่นเริงแบบนี้ ว่าแต่เขาจับตัวผมมาวางยาและก็ขังเอาไว้เพื่อเหตุแค่นี้จริงๆหรือ? ไม่ค่อยหน้าเชื่อถือเท่าไร ผมกรอกตามองรอบตัวไม่มีอะไรที่พอจะชี้ชัดให้เห็นถึงความผิดปกติ ไล่ย้อนไปทีละเรื่องว่าผมเสียตาหมากตัวไหนไป จนแล้วจนรอดก็คิดไม่ออกจนเมินโหยวผิงเดินกลับมา

พร้อมถ้วยยาใส่เลือดที่เยอะกว่าเดิม

ไอ้ห่าราก!!!

“ไม่…………….!!” ผมกรีดร้องเสียงหลง หน้าตาตื่นเมื่อเจ้าถ้วยใส่เลือดนั้นจ่อลงมาที่ปากอีกรอบ

เสียแต่รอบนี้จะเอามือปัดหนีไม่ได้อีกต่างหาก ผมงับปากปิดสนิทตีให้ตายก็ไม่ยอมดื่มจ้องตาเขาเขม็ง ประท้วงกับดวงตานิ่งเรียบสีดำคู่นั้น

จางฉี่หลิงยิ่งหน้าตึงกว่าเดิมก่อนจะถอนหายใจ

“อย่าโกรธกันเลยนะ” ผมนิ่งค้างไม่เข้าใจที่เขาพูด

ก่อนที่หัวจะทันคิดอะไรออก สิ้นเสียงเขาริมฝีปากก็เริ่มซุกไซร้ซอกคอผมที่ได้แต่นอนนิ่งตะลึงไม่คิดว่าเขาจะมาเล่นไม้นี้ พอเห็นผมยังไม่ยอมเปิดปากมือหนากร่ำศึกนั้นก็ไล่ไปตามช่วงล่างปลดสายคาดและค่อยๆเปลืองผ้าผมออกทีละชิ้น เดี๋ยวก่อน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“ฉันกินแล้ว ฉันกินแล้ว!!!!!!!!!!!! อย่านะ อย่าทำนะ…”

เห็นผมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เมินโหยวผิงก็ยอมหยุดไม่ทำต่อ แอบเห็นว่าเขายักยิ้มมุมปากอย่างหน้าโดนต่อยเล็กน้อยผมก็แทบจะกลั้นลมฆ่าตัวตาย

ตัวผมค่อยๆถูกประคองขึ้นมานอนนิ่งในแขนเขา ก่อนจะสังเกตเห็นว่าข้อมือของเขาที่ประคองผมอยู่มีรอยเลือดซึมผ่านผ้าโผล่ออกมา

“บอกฉันได้ไหมว่านายไม่ได้เอาเลือดตัวเองผสมกับยาให้ฉันกิน” เห็นแล้วอดใจไม่ได้ ผมจ้องเขาที่ยื่นถ้วยมาอยู่ตรงริมฝีปาก

เห็นเขาเลิกคิ้วขึ้นที่ผมรู้ว่าถ้วยตรงหน้าผสมยาลงไปแต่สุดท้ายเขาก็ไม่ตอบคำถามผม ขอบถ้วยแตะริมฝีปากผมกัดมันเล็กน้อยก่อนจะกลั้นใจดื่มมันลงคอ ทีละนิด….

รู้สึกได้ถึงรสเลี่ยน เค็ม และกลิ่นคาวของเลือด ผมกลั้นหายใจค่อยๆละเลียดชิมรสชาติเลือดของจางฉี่หลิงลงคอ รู้สึกขนลุกจนต้องหลับตาไม่มอง เพราะแบบนี้ผมเลยไม่เห็นว่าระหว่างกินมันลงไปแล้ว ตัวผมกลับมีร่องรอยและสัญลักษณ์บางอย่างปรากฏขึ้นมาตามแขนขาและลำคอ

ผมค่อยๆหมุนพลังที่จุดท้องน้อย หลังจากที่เลือดของจางฉี่หลิงตกไปถึงท้อง รู้สึกได้ถึงกระแสบางอย่างปนเข้ามาพุ่งตรงไปตำแหน่งหัวใจจนรู้สึกวูบโหวง เหมือนจะไม่ไหวผมเอียงหน้าหนีเป็นการปฏิเสธว่าพอแล้ว แต่ถ้วยกลับดันเข้ามาลึกขึ้นฝืนบังคับให้ผมกินต่อไป

ยิ่งกินเหมือนแรงยิ่งถูกสูบ เอนตัวซบไหล่กว้างรู้สึกได้ถึงกลิ่นสมุนไพรมากมายบนตัวเขา ผมกลั้นใจกระดกมันลงคอในครั้งเดียวแล้วมุดหน้าลงกับแผ่นอกเขา ครางอู้อี้ยามที่รู้สึกถึงสายโลหิตนั้นแตะผ่านลำคอไหลลงท้อง

เมินโหยวผิงเห็นผมดื่มจนหมดก็ถอนถ้วยยาออกไป นิ้วยาวๆของเขาค่อยๆเกลี่ยมุมปากผมที่หน้ายู่หลับตาซุกหน้าลงกลั้นความรู้สึกในลำคอ คงไม่ต้องบอกว่าผมอยากขย่อนมันออกมาแค่ไหน

“วันนั้นเข้ามาตอนไหน”

เงยหน้ามองเมินโหยวผิงไม่มีแรงแม้แต่จะหลีกตัวหนี ทิ้งร่างอยู่ในกำมือเขา ไม่คิดว่าจะเปิดสนทนาด้วยเรื่องนี้ ผมหลบสายตาขมวดคิ้วไม่พูดกับเขา

สงสัยพอเห็นผมหน้าตึงไม่ยอมเล่นด้วย เขาเลยจัดการอุ้มผมลอยขึ้นจากเตียง พาเดินออกไป

“จางฉี่หลิง!! นายจะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!!!” เมินโหยวผิงเห็นผมหน้าตื่นขยับกายไมได้ก็ไม่ยอมตอบ อุ้มผมเดินไปนอกบ้าน ผ่านสวนท้อของเขาไปถึงเก๋งน้อยกลางสระที่มีดอกบัวสีขาวเบ่งบานรับแสงส่งกลิ่นหอมละมุนประจำตัว

ผมนึกว่าเขาจะพาผมเข้าไปไหนที่แท้กลับเป็นเก๋งน้อยกลางสระบัว…

จางฉี่หลิงอุ้มผมเดินมาอยู่ตรงสระน้ำ ดูแล้วหน้าจะลึกไม่น้อย ก่อนที่เขายืดจะแขนส่งตัวผมออกไปท่ามกลางความอ้าปากค้างของผมและเอ่ยคำพูดหน้าฆ่าตาย 1 ประโยค

“ถ้านายไม่ตอบ ฉันจะปล่อยลงสระ”

ไอ้พ่อมึงตาย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“อย่าทำนะ!!!!” ผมกรีดร้องโหยหวน เพราะดูจากสภาพแล้วเขาตั้งใจจะโยนผมลงน้ำจริงๆแน่ถ้าผมยังไม่ยอมตอบเขา แอบเห็นชายผ้าบางส่วนของผมไล่เลียตรงผิวน้ำแล้วก็แทบกลั้นหายใจ

“วันนั้นเข้ามาตอนไหน” จางฉี่หลิงยังพูดประโยคเดิม นี้โกรธที่ผมแอบมาดูฉากพลอดรักขนาดนั้นเลยเรอะ!!!

“ตอนไหนฉันจะไปรู้ไหม!! เข้ามาถึงนายกับผู้หญิงในห้องก็กำลังเล่นเพลงรักกันอยู่ ไม่รู้ว่าท่าไหนตอนไหน จะให้ฉันตอบส่วนไหนละวะ!!” ตะโกนหน้าตื่นใส่เขาที่ยังคงยืนเป็นท่อนไม้เหมือนเดิม ต่างกับผมที่เหงื่อแตกหน้าซีดมองสระน้ำด้านล่างที่ลึกไม่เห็นก้น ไม่ต้องบอกเลยถ้าผมตกลงไปจะเกิดอะไรขึ้นในสภาพที่ขยับตัวไม่ได้แบบนี้

ลมเย็นพัดผ่าน ผมที่ใส่ชุดสีขาวตัวบางๆ ทาบทับด้วยเสื้อคลุมไม่กี่ชั้นยังทนแทบไม่ไหว แต่จางฉี่หลิงกลับยืนนิ่งไม่รู้สึกร้อนหนาว หมอนี้มันตายด้านแล้ว!

รู้สึกแปล็บในอกแต่ไม่แสดงสีหน้า ผมมองจางฉี่หลิงที่นิ่งเงียบมองผมแบบเฉยชา ก็อดเสียใจไม่ได้ แต่ผมจะเศร้าไปทำไมเพราะสุดท้ายเขาก็คงไม่เลือกผมอยู่ดี แน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงเรื่องต่อจากนั้นเลย

ไม่รู้ทำไมหรือเพราะผมทำหน้าเศร้ามากไปหน่อย เขาถึงได้ถอนหายใจออกมา

“จะไม่มีการแต่งงาน!!” ห๊ะ?

ยังไม่ทันที่ผมจะถามอะไร เมินโหยวผิงก็ปล่อยผมตกน้ำทันที…


ห้องกว้างใหญ่อบอุ่นผมกำลังนอนตัวสั่นกึกๆอยู่ในแขนต่างจากอีกคนที่ไม่มีอาการอะไรแม้แต่นิด เขามองผมก่อนจะหยักยิ้มเจ้าเล่ห์ตัวเปียกด้วยกันทั้งคู่ มีแต่ผมที่แยกเขี้ยวใส่เขา สงสัยจะกลัวผมเป็นไข้เพราะน้ำเย็นเฉียบพวกนั้น สุดท้ายผมเลยได้อาบน้ำอีกรอบ

ถังใส่น้ำที่เขาอุ้มผมมาส่งกว้างมากๆนี้ถ้าผมยังขยับตัวได้อยู่ไม่ต้องบอกว่ามันจะมีความสุขมากแค่ไหนถ้าได้ลงไปอยู่ในถังน้ำนั้น ถึงแม่บ่อหยกเขียวที่ตำหนักสกุลอู๋จะดีกว่าถังใส่น้ำก็ตาม แต่ถ้าให้ยกเรื่องเปลี่ยนบรรยากาศและความเป็นส่วนตัว เจ้าถังนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเหมือนกัน

ไว้ผมจะสั่งหวังเหมิงให้มีถังแบบนี้ที่บ้านบ้าง

“ขอยาถอนพิษได้ไหม” เงยหน้ามองมองเขา แต่หากจางฉี่หลิงเพียงแค่ก้มมองเล็กน้อยก่อนวางผมใส่ถังน้ำและค่อยๆปลดเสื้อผ้าผมออกทีละชิ้น หน้าอายที่สุด!!! ถึงจะผู้ชายด้วยกันก็เถอะ!!! ไม่ต้องพูดถึงหน้าผมที่แดงยิ่งกว่าแอปเปิ้ลสักผล แม้แต่ตอนอาบน้ำยังขยับตัวไม่ได้ต้องให้คนมาช่วยแบบนี้มันหน้าละอายเกินไปนะ

น้ำในถังยังคงอุ่นวาบอยู่ไม่คลาย ปกติน้ำในถังหากไม่มีการต่อสายท่อส่งไอร้อนเหมือนบ่อหยกของผม น้ำพวกนี้จะเย็นพอๆกับน้ำในสระ ไว้มีโอกาสผมจะเค้นคอถามเขาว่าทำไมถึงเก็บความร้อนของน้ำไว้ได้ ทั้งๆที่ตำหนักนี้ในส่วนที่จางฉี่หลิงอยู่ไม่มีคนรับใช้เลยแม้แต่คนเดียว

ร่างค่อยๆจมลงในน้ำจนถึงกลางอกพอๆกับหน้าที่แดงเห่อพูดไม่ออกเมื่อเขาถอดเสื้อผ้าและตามลงมาแช่ด้วยอีกคน ถังไม้กว่างขนาด 3 คนก็จริง แต่ลองนึกถึงคนตัวใหญ่ๆมานั่งแช่น้ำอยู่ก่อนหนึ่งคนแล้วก็มีคนตัวใหญ่ๆอีกคนมานั่งด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงความอึดอัดเลย นี้ถ้าผมยังไม่โดนวางยาคงลุกจากน้ำก่อน ภายมือแล้วบอกว่า เชิญอาบก่อนเลยพะยะค่ะ องค์รัชทายาท……..

“ฉันไม่ชอบที่นายมึนตึงแบบนี้” เขาเปิดประเด็น น้ำในถังถูกราดรดเส้นผมที่โชยกลิ่นดอกท้อของผมจนเขาต้องก้มลงมาสูดดม “หอม… เห็นแก่ที่นายไม่พอใจขนาดนี้ฉันจะยอมพูดก็ได้นะ” จมูกโด่งของเขาค่อยๆลูบไล้สูดกลิ่นหอมบนใบหน้า เส้นผมและลำคอเสียงเรียบนิ่งกระซิบบอกอย่างเป็นต่อ “แต่นายต้องตอบคำถามฉัน ทุกอย่าง ตกลงไหม?”
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:06

ใคร!!! ใครสอนให้เขามีไอ้นิสัยจำพวกพฤติกรรม ‘ชิมเต้าหู้’ แบบนี้ บอกผมที!!!!

“จางฉี่หลิงหยุดเล่นบ้าๆได้แล้ว” ผมแหกปากตะโกน รู้สึกอยากเอาหน้าจุ่มน้ำแล้วละลายหายตัวไปเดี๋ยวนี้เลย ต่างจากเขาที่เห็นปฏิกิริยาของผมแล้วกลับส่งเสียงหัวเราะที่หายากในรอบปี ยิ่งทำผมอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้หนักขึ้นอีก

ร่างทั้งร่างเอนซบลงกับตัวเขาจะบอกถึงความรู้สึกอับอายแบบนี้ก็ชอบกล คางมนของเมินโหยวผิงวางลงบนศีรษะผมก่อนจะฮึมฮัมในลำคอเหมือนคิดอะไรอยู่มือ 2 ข้างกอดกระชับผมแน่น

“เอาเป็นเรื่องในวันนั้นก่อนไหม?” มือหนายกมาเลิกเส้นผมสีน้ำตาลของผมออกไป ตราอักษรสีทองบนศีรษะยังคงทิ้งร่องรอยชัดเจนและมีลักษณะเหมือนได้ทำหน้าที่ไปแล้วครั้งหนึ่ง “นายนี้ขยันสงสัยเหลือเกินนะ”

“งั้นนายก็อย่าผนึกมันแต่แรกสิ” ผมโอดครวญ นึกถึงความทรมานจากการถูกผนึกอักษรพวกนั้นบดขยี้ศีรษะแล้วยังรู้สึกเจ็บไม่หาย

“ถ้าเป็นคนอื่นฉันอาจจะไม่ทำ แต่กับนายไม่ใช่!” ผมหน้าตึง ไม่เข้าใจที่เขาพูด “ว่าไงจะฟังไหม แต่ข้อตกลงเดิมนะ”

“ก็ถ้าฉันไม่ตกลงนายจะทำไม” ผมพูดด้วยน้ำเสียงถือดี ไม่คิดจะลงไปเล่นเกมที่มีความเสี่ยงแต่ได้ผลตอบแทนออกมาน้อยอยู่แล้ว

“งั้นหรือ?” คางผมค่อยๆถูกบีบ ยกเชิดขึ้นมามองหน้าเขา ที่จ้องลงมาด้วยแววตาคมกริบ แย้มยิ้มกระซิบ “งั้นก็ตัดเรื่องในวันนั้นไป มาต่อเรื่องนี้กันดีกว่าไหม?”

แล้วมือของเขาก็กดลงบนหน้าอกผม ตำแหน่งหัวใจ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ปลายนิ้วของเขาก็ประจุพลังฟ้าดินและซัดลงมาที่ตำแหน่งหัวใจเต็มที่!

ไม่ต้องพูดว่ามันจุกมากแค่ไหน

ดวงตาคู่นั้นมองผมวาววับ ปราณเทพของจางฉี่หลิงแฝงพลังฟ้าดินที่แข็งแกร่งที่สุดในภพสวรรค์ไม่เป็นรองแม้แต่ท่านจางฉี่ซานหรือบางที่อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ยามกระแทกลงมาไม่ต้องพูดว่ามันจะโคตรจะเจ็บและจุกขนาดไหน แค่ดูจากสภาพผมที่ตัวงออ้าปากส่งเสียงไม่ออก หน้าซีดสลด หายใจติดขัดและก็ตัวเกร็งสนิท คงจะพอบอกได้ดีถึงสภาพของผม

สภาพการถูกกระตุ้นโดยพลังตรงข้ามอย่างรุนแรงย่อมเกิดการต่อต้าน

“หึ!” จางฉี่หลิงค่อยๆปล่อยผมออกจากอ้อมแขน ดันออกจากร่างกายและมองผมเต็มๆตา ก่อนจะยืดตัวมาประจันหน้า จับแขนและเชิดคางของผมให้มองหน้าเขาตรงๆท่ามกลางควันน้ำลอยประปราย

“บอกมาสิว่าสภาพนี้คืออะไร?”

รู้สึกตามืดมัวยามถูกจับจ้อง ผมสีน้ำตาลสั้นของผมงอกยาวมากกว่าเดิม ถอดตัวทิ้งผ่านผิวน้ำเป็นวงกว้าง รู้สึกร้อนวาบบนผิวหน้า เหลือบมองภาพสะท้อนในน้ำปรากฏภาพเครือเถาดอกไม้วาดผ่านตรงหางตา และจุดแดงตรงหว่างคิ้วที่ใกล้ขึ้นรูปเต็มที ส่วนตัวผมละก็ หน้าซีดเหงื่อตกไปแล้ว

“เรามาเล่นปัญหาถามตอบกันดีไหม” ร่างของผมถูกกระชากอย่างแรงท้ายทอยถูกงัดหงายขึ้น ทั้งๆที่น้ำที่แช่อยู่เป็นน้ำอุ่น แต่กลับรู้สึกหนาวจับใจ “หึงขนาดนั้นเลยหรือ?”

“หึงบ้าอะไรกัน!!! ปล่อยฉันได้แล้วเจ้าบ้าจางฉี่หลิง!!! นายมันไอคนนิสัยเสีย!!” ตะโกนเถียงหน้าแดงจนพวกแก้มร้อนฉ่า นิสัยขี้แกล้งแบบนี้ ทำไมเขาถึงมีนิสัยแบบนี้ได้นะ น่าสงสัยว่าท่านจางฉี่ซานเอาอะไรป้อนใส่หัวเขาในสมัยก่อนถึงได้โตมามีนิสัยไม่ดีแบบนี้

เห็นเขาหลุบตาลงมอง ผมก็ยิ่งเหมือนอยากจะหายตัวไปทันที แน่นอนก่อนไปต้องชกเขาสักหมัด จัดเขาซัก 1 ดาบ แล้วลาขาดแยกย้ายคนละทางจริงๆ

“ปล่อยหรอ?” จางฉี่หลิงทำหน้าครุ่นคิดเหมือนหนักใจก่อนจะแย้มรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายมากๆในสายตาผม “ได้สิ เห็นแก่นาย ฉันจะช่วยปล่อย” แล้วมือหนาของเขาก็จับส่วนหน้าของผมและเริ่มรุกเร้า ส่วนมืออีกข้างบีบช่วงลำคอและปลายคางให้เชิ่ดขึ้น ขณะที่ผมอ้าปากค้างกว่าเดิม

นี้มันปล่อยกันคนละตัวอักษร แถมปล่อยกันคนละความหมายแล้ว!!!!

“หยุดเดี๋ยวนี้!!! ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้น!!!” ผมกรีดร้องเบิกตาโตแทบจะร้องไห้ เลิกแกล้งกันได้ไหม!!!

จางฉี่หลิงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแต่ยังคงขยับมือที่อยู่ด้านล่างบีบบังคับจนผมอ่อนระทวยหายใจเป็นควัน ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของจางฉี่หลิงยามเห็นปฏิกิริยาชวนอับอายนี้ผมก็แทบจะขยับมือชกเขาสักหมัด เสียแต่ยาที่ผมทานลงไปทำให้ไม่มีแม้แต่แรงจะขัดขืนหรือต่อต้านเท่านั้นเอง

“อา…. ไม่ จาง… พอ” ผมครวญครางแต่เขากลับเร่งเร้าจนผมสติแทบหลุดลอย ขณะที่เกือบจะปลดปล่อย เขาก็หยุดมือ ต่างจากผมที่กรีดร้องเสียงหลง รู้สึกเจ็บปวดช่วงล่างยามถูกกักกั้นไม่ให้ปลดปล่อยออกมา

“อู๋เสีย ไหนบอกฉันมาสิ” ลิ้นร้อนลากผ่านลำคอประทับรอยจูบเอ่ยกระซิบ “หึงฉันขนาดที่ยอมให้ตัวเองเป็นมารเลยรึ?”

เรี้ยวแรงที่เดิมไม่มีอยู่แล้วกลับถูกเขาเอามาล้อเล่นแบบนี้ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร ร่างทั้งร่างถูกปล่อยไหลลงน้ำแนบศีรษะลงกับขอบถัง ส่วนล่างที่ชูชันเจ็บแทนขาดใจ ต่างจากจางฉี่หลิงที่ค่อมกายกระซิบรู้สึกได้ว่าเขาเองก็ไม่ต่างจากผม ต้องการการปลดปล่อยเช่นกัน แต่ดูเหมือนจะอดทนได้ดีกว่าผม

“ว่าไง… อู๋เสีย” เสียงทุ่มพร่าหยอกเย้ารัญจวนใจ

น่าตายนัก!!!

“หลงตัวเอง” ผมต่อว่าเขา ตัวสั่นเทาแต่เสียงกลับหวานฉ่ำ “หน้าสมเพช”

“งั้นคนที่กล้าพลีกายอ้าขาให้เผ่ามารอย่างนาย ใครที่หน้าสมเพชกว่ากัน”

คราวนี้เป็นผมที่แตกตื่นหน้าซีดแทน กลัวว่าเขาจะล้วงความลับไปมากแค่ไหนแล้ว ทำไมเขารู้ว่าผมติดต่อกับเผ่ามารได้ ต้องไม่ใช่หวังเหมิงแน่ เพราะเขาไม่มีทางติดกับใครง่ายๆ เขาซื่อสัตย์กับผมเกินไป ตัดเรื่องทรยศทิ้งได้เลย

“เป็นอะไรไป? แค่นี้ถึงกับหน้าซีดเลยหรอ ยังมีอีกเยอะนะ” ผมเกลียดจางฉี่หลิงที่พูดยาวๆแบบนี้มากเลย บางทีการให้เขาสงบปากสงบคำยืนนิ่งๆอาจจะคิดถูกแล้ว “บอกฉันมาสิ นายกับวังฉางไห่กำลังสุมหัวทำอะไร”

“…” จางฉี่หลิงเห็นผมไม่ตอบก็เริ่มหัวเราะในคอก่อนจะยอมถอยห่างก้าวออกนอกถังน้ำไป ต่างจากผมที่นั่งนิ่งอยู่ในถังอาบน้ำ หัวหมุนเร็วจี๋คิดถึงความหน้าจะเป็นที่นายอ้วนเคยสอนไว้

1. ต้องมีคนคาบข่าวมาบอกว่าผมแอบติดต่อกับเผ่ามาร

2. จากคำบอกเล่าของคนใช้ในบ้าน จางฉี่หลิงกร่ำศึกบนโลกมนุษย์ แต่ความจริงแล้วไม่หน้าจะใช่

3. อาจจะมีคนทรยศ

งั้นใครละ?

รู้สึกปวดหัวกับความคิดไม่ตก อย่าว่าแต่ผู้ร่วมขบวนการลัลล้าสามัคคีครั้งนี้มันออกจะเยอะไปสักหน่อย แล้วจะไปแยกออกไหม แค่นึกถึงนิสัยของแต่ละคนแล้ว ผมก็อยากจะร้องไห้

หวังเหมิง!!!! แกอยู่ไหน!!! รีบพาฉันออกไปจากสถานสอบสวนนี้ทีเถอะ!! ไม่งั้นฉันจะให้นายกินก้อนเกลือแทนเม็ดข้าว!

แล้วจางฉี่หลิงก็กลับเข้ามาอีกรอบ ใส่แต่กางเกงขายาวเปลือยท่อนบนที่เต็มด้วยกล้ามเนื้อ ก้าวเข้ามาพร้อมผ้า 1 กอง ห่มตัวผมและยกขึ้นจากน้ำ น่าแปลกที่น้ำที่แช่อยู่นั้นเรียกได้ว่าอุ่นแล้ว แต่แผงอกที่ผมอิงแอบอยู่กลับอุ่นมากกว่านัก อุ่นจนร้อนเลยเชียวละ

“อู๋เสีย เรามาเจรจากันดีกว่าไหม” ผมนิ่งฟัง “ถ้านายยอมแลกแผนการของนายมา 1 เรื่อง ฉันจะยอมบอกอะไรบางอย่าง”

ค่อยๆบรรจงวางผมนั่งลงบนเตียง มือหนาของเขาสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลที่เปียกชื้นก่อนจะหาผ้ามาเช็ดให้ อื้อ! ไม่เลวทีเดียว

“ถ้าฉันไม่ตกลง?” ผมลองยวนถามเขาดู

“นายก็จะไม่รู้ว่าใครคือคนทรยศ”

จางฉี่หลิงมองผมที่ตาเบิกกว้างอ้าปากเข้าๆหุบๆ ว่าแค้นก็แค้นเถอะ แต่ข้อแลกเปลี่ยนนี้จะบอกว่าไม่สนก็ไม่ได้ พอเห็นผมขมวดคิ้วชั่งน้ำหนักผลลัพธ์ที่จะเกิดกลับไม่พูดอะไร เดินไปตรงตู้ไม้ล้วงเอาของออกมา 1 อย่าง

“ยาถอนพิษ” เม็ดยากระทบกันเสียงกรุ้งกริ่งน่าฟังในขวดกระเบื้องเคลือบจุกผ้าแดง ผมเงยหน้ารอฟังข้อแลกเปลี่ยนกับยาของเขา “เลือดของฉันมีผลให้ร่างนายปรับสมดุลพลังที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกติดีกว่ายาตัวไหนๆ แต่แบบนั้นคงจะใจดีเกินไป เอาละอู๋เสีย รางวัลชิ้นที่ 2 ถ้านายยอมบอกแผนของนาย ฉันจะยกยาถอนพิษนี้ให้”

ข้อเสนอล่อตาล่อใจมาก… พ่อง! นี้กล้าเล่นกันแบบนี้เลยหรอ

“จางฉี่หลิง…….” ผมกัดฟันตาวาววับเร่งพลังก่อนจะพบว่าร่างไม่ยอมตอบสนอง

ดูท่าว่านอกจากยาแล้ว เลือดของคนตรงหน้ายังมีผลบางอย่างอีกต่างหาก

ขวดกระเบื้องแนบสัมผัสลงข้างใบหน้า รู้สึกเย็นจนแสบผิวยามถูกมันยื่นลงมาพร้อมข้อเสนอ

“แผน 1 อย่าง แลกกับยาถอนพิษพร้อมชื่อคนทรยศ”

“ไม่ตกลงละ?” ผมลองย้อนถาม

“จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ฉันจะเลี้ยงนายไว้ที่ห้องนี้ ไม่ให้ได้ออกไปไหน ระหว่างนั้นก็ค่อยๆไล่เก็บผู้ร่วมขบวนการของนายทีละคน ก็เท่านั้น”

ผมหลับตานิ่ง ก่อนจะช้อนตามอง

“ฉันส่งคน 1 คนไปที่ภพปีศาจ จากความร่วมมือของเผ่ามาร” จางฉี่หลิงพยักหน้าถอยห่างไป หลับตาพึมพำยาวเหยียดที่ผมฟังไม่เข้าใจ แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรเพราะเขากำลังร่างแผนการจัดการผมอยู่

“ยาถอนพิษละ!”

จางฉี่หลิงแค่เหล่ตามองเลิกคิ้ว ก่อนจะใช้นิ้วยาวๆกดจุดกลางหน้าผาก รู้สึกได้ว่าตัวยาที่ผสมกับเลือดมอบให้ผมทานลงไปกำลังกระจายยิ่งกว่าเดิม จนรู้สึกได้ว่าจุดไหนบ้างที่มีพลังรั่วไหลออกมา

“ยังไม่ใช่ตอนนี้” ผมอ้าปากค้าง “ฉันจะมอบให้นาย”

แล้วเขาก็ก้มตัวลงมา

“หลังจากที่นายสารภาพเรื่องที่ไปทำอะไรกับวังฉางไห่มาจริงรึเปล่า หลังจากนั้นฉันจะมอบให้”

“ไอ้ขี้โกงงงงงงงงงงงงงง!!!!”

ผมด่าลั่นก่อนจะถูกแนบริมฝีปากลงมาปิดเสียงโวยวาย สุดท้ายได้แต่หลับตาทอดกายลงบนเตียงกลายเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของเขาอย่างขัดขืนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว


ร่างขาวนวลนอนคว่ำกายประปรายด้วยจุดแดงช้ำกำลังหลับพริ้มพร้อมเหงื่อที่พร่างพราว ริมฝีปากอิ่มแดงช้ำเผยอขึ้นผ่อนลมหายใจที่หอบเหนื่อยหลับใหลอย่างสุขสงบ พร้อมกับพวงแก้มแดงเรือสุกปลั่ง ผมยาวสีน้ำตาลถูกปัดไปไว้อีกข้างไม่ให้พัวพันกับวงหน้าที่กำลังนิทรา นิ้วยาวๆค่อยๆลากไล้ตั้งแต่ต้นคอผ่านแผ่นหลังมาจนถึงสะโพกก่อนจะปรากฏตราบางอย่างสีแดงจางผุดขึ้นมาและค่อยๆซึมหายไปตามการเรียก

ลวดลายกิเลนเล่นดอกท้อ ตราที่จางฉี่หลิงเขียนโดยที่คนถูกประทับไม่เคยรู้เรื่องราว

ตำหนักสกุลจางไม่อนุญาตให้คนเข้าออกตามใจชอบ เจ้าตัวหน้าจะจับสังเกตได้แล้วว่าตำหนักของจางฉี่หลิงไม่เคยมีใครเข้าออกนอกจากเจ้าตัวเอ่ยปากอนุญาต ต่างกับตัวเองที่เข้าออกได้เป็นว่าเล่นเพราะตัวจางฉี่หลิงเองประทับรอยทิ้งไว้

หากคิดจะบุกเข้ามาก็ต้องผ่านผนึกพันชั้นนั้นละ เขาถึงจะยอมพบด้วย อู๋เสียช่างไร้เดียงสาจริงๆ

สูดกลิ่นกายหอมละมุนประจำตัวก็อดพึงพอใจไม่ได้ยามนึกถึงเสียงครางครวญยามสอดประสานพร้อมกับเสียงเฉอะแฉะด้านล่างที่เจ้าตัวได้แต่กรีดร้องบอกปัดพัลวันยามเขาฟ้อนเฟ้นร่างนุ่มนิ่มที่มีกล้ามเนื้อน้อยนิด ดวงหน้าหวานฉ่ำ แดงด้วยแรงอารมณ์ แต่กลับแอ่นกายสั่นสะท้านเรียกร้องหาเขาไม่หยุด

อยากจะกินลงท้องอีกสักหลายรอบแต่กลับชิงสลบหนีไปก่อนนับว่าแย่จริงๆ

“อู๋เสีย… ถ้านายไม่ได้ลงไปหาวังฉางไห่เพื่อทำเรื่องอย่างว่า นายบอกฉันได้ไหมว่านายกำลังสร้างเรื่องอะไรให้ตัวเองอยู่” เสียงกระซิบแผ่วเจือจนปัญญา ที่เจ้าตัวหลับพริ้มผ่อนลมหายใจไม่ตอบคำ

แค่ฟังเสียงกรีดร้องของเจ้าตัวและความคับตึงของช่องทางข้างล่างเขาก็กล้าพูดได้แล้วว่าข่าวที่อีกคนส่งมาเป็นข่าวลวง

เชื่อถือไม่ได้จริงๆ เจ้านั้นซื่อสัตย์กับอู๋เสียเกินไป จนยอมมอบข่าวลวงเพื่อให้เขาพาตัวอู๋เสียมาลงโทษ เพราะทนเห็นนายน้อยตัวเองเสียใจไม่ได้ เรื่องนี้นับว่าต้องโทษตัวเองด้วยส่วนหนึ่งที่ทำให้อู๋เสียเจ็บปวดทรมานแทบตายเพราะไม่รู้เรื่องที่เขาทำ

แต่คิดอีกแง่ก็หน้ายินดีที่ไม่ได้เข้ามาฟังตั้งแต่ต้น ไม่งั้นคงจะทราบไปแล้วว่าสตรีผู้นั้นทำหน้าที่อะไร แลกกับการหลับนอนกับเขา

บางที่คนที่เขาควรระวังที่สุดไม่ใช่อู๋เสียที่เจ้าเล่ห์มากแผน แต่เป็นคนที่ซื่อสัตย์จนยอมกลายเป็นหมากให้อู่เสียโยกซ้ายขวาเล่นตามใจชอบต่างหาก

‘ข้าจะมอบนายน้อยให้ท่าน! แต่แค่ช่วงนี้เท่านั้น บ้านใหญ่ข้าจะรับโทษเอง แต่ท่านต้องสัญญาว่าจะทำให้นายน้อยกลับมาเป็นเหมือนเดิม!!’

เพราะซื่อสัตย์จนกลายเป็นบูชาไม่กล้าแตะต้อง อู๋เสียจะรู้ไหมว่าเขาอิจฉาเจ้านั้นขนาดไหน

ไม่ต้องพูดถึงที่เจ้าตัวตื่นมาและเห็นเขาเป็นอีกคน แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าไว้ใจขนาดไหน มากเกินไปจนเขาไม่พอใจ

ยาเม็ดถูกมอบใส่ปากเจ้าตัว วงหน้าแดงฉ่ำเยิ้ม นิ่วหน้าถึงความขมของมันแต่ไม่คายออกมากลืนมันลงไปพร้อมกับมุดหน้าลงหมอนครางอู้ก่อนจะหลับเหมือนเดิม
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by faliona01 on Sat 06 Dec 2014, 18:09

ก้าวลงจากเตียงเพื่อชำระกายอีกรอบ เหลือบมองปราณมารที่ล้นทะลักถึงขนาดทำให้เขาต้องเอาเลือดตัวเองสะกดไว้นับว่ายังมีเรื่องที่เขาพลาดอีกไม่น้อย บางทีคงต้องไล่สืบว่าอะไรที่เข้าไปกระตุ้นพลังมารนั้นจนเจ้าตัวทรมานทนไม่ไหวกลายสภาพออกมา

มีเรื่องให้คิดอีกไม่น้อยสุดท้ายได้แต่ไปสงบสติอยู่ในถังน้ำ ปล่อยให้อีกคนนอนหลับไม่รู้เรื่องราวแม้แต่นิด


กว่าจะตื่นก็ในช่วงเช้าของอีกวัน พร้อมกับร่างของจางฉี่หลิงที่กอดผมแน่นท่ามกลางเตียงแคบชนิดที่ไม่ต้องกลัวหล่นลงไปแม้แต่นิด รู้สึกหน้าแดงจนสุกมองสภาพตัวเองที่ใส่ชุดสีขาวบางเบาต่างจากจางฉี่หลิงที่นอนเปลือยท่อนบน นอนห่มผ้าไม่รู้สึกหนาวก็ช่างชวนให้คิดว่าเจ้านี้ช่างทึนถึกเหลือเกิน

ไม่ต้องคิดว่าหน้าผมจะร้อนขนาดไหน ยามนึกถึงเรื่องบนเตียงที่ผ่านมา

“โหย… จางฉี่หลิง นายมันหน้าไม่อาย…” ผมโอดครวญ ก่อนจะค่อยๆขยับกาย ผมว่าแขนขาสามารถเคลื่อนไหวได้เป็นปกติก็ค่อยๆแงะมือเขาออกจากตัว พยายามก้าวลงเตียง

ยังไม่ทันไรก็ถูกเขาจับคว้าลงมาอีกรอบพร้อมร่างสูงพอๆกับผมคร่อมกายจ้องหน้า

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ จางฉี่หลิง” ผมโวยลั่น พยายามยันกายห่างจากเขา “ปล่อยฉันไปได้แล้ว นี้มันเช้าแล้วนะ!! นายจะมาขังฉันไว้ไม่ได้ ออกไปเดี๋ยวนี้!!”

จางฉี่หลิงแค่มองผมนิ่งๆต่างจากผมที่ทั้งถีบทั้งสะบัดโวยวายก็ถอนหายใจยอมปล่อยผมออกมาหากเป็นเขาต่างหากที่ก้าวลงเตียงชิงเดินเข้าห้องน้ำไปก่อนแต่ไม่วายหันมาสั่งกำชับ

“กลับมาไม่เจอนาย อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

จมถังน้ำตายไปเลยเถอะแก!!!

แล้วผมก็แยกเขี้ยวให้เขาเป็นการตอบคำ

เสร็จจากอาบน้ำผมก็ออกมาเจอจางฉี่หลิงที่หัวเปียกน้ำหยดเป็นทางใส่แต่กางเกงตัวเดียว ก้มหน้าเขียนพู่กันลงในกระดาษเอกสาร จนผมทนไม่ไหวต้องหยิบผ้ามาเช็ดให้เขา

“เดี๋ยวก็ป่วยเข้าสักวัน บอกฉันหน่อยสิว่าหลังอาบน้ำเสร็จทุกวันนายก็พุ่งมาทำงานเลยแบบนี้”

ผมยกมือเช็ดเส้นผมเขาไปมา มันนิ่มเหมือนขนกระต่ายจนผมติดใจเล็กๆน้อยๆลูบไป 2-3 ที แต่เขาก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรก้มหน้าก้มตาอ่านม้วนผ้า อีกมือลากอักษรลงแผ่นกระดาษ คัดข้อความประทับตราไปตามประสาคนบ้างาน ผมเหล่ๆมองเห็นว่าเป็นเอกสารเวียนธรรมดา มีบางฉบับที่ส่งมาล้าช้า แน่นอนว่าพออ่านแล้วต้องแอบข้อโทษเขาในใจเพราะมีบางส่วนเป็นฉบับที่ผมไม่ได้ส่งให้เขานั้นเอง

แต่คิดอีกทีก็อดฉุนไม่ได้ หยิกแขนเขาไปอีก 1 ที เจ้าตัวก็งงๆ ไม่เข้าใจ แต่ก็ปล่อยผ่านไป

ไว้ให้หวังเหมิงตามสืบเรื่องผู้หญิงคนนั้นแทน แต่คงต้องลำบากไม่น้อยเพราะจางฉี่หลิงคงเก็บนางลงกรุทำลายหลักฐานจนสืบหาอะไรไม่ได้ เรื่องนี้คงต้องแข่งกับเวลาแล้ว

ผมสีน้ำตาลยาวปัดป่ายข้างกราม จางฉี่หลิงแค่จับมันขึ้นมาหมุนวนในมือเล่นไม่สนใจเจ้าของอย่างผม ดูเหมือนสภาพในร่างกายคงไม่ต้องบอกว่ามันดีขึ้นขนาดไหน ไม่มีรอยแดง ไม่ขึ้นแต้มบนหว่างคิ้ว จะติดอยู่ก็เพียงเส้นผมที่ยังยาวอยู่ คงต้องฝากให้ม๊าตัดให้หน่อยเมื่อกลับถึงบ้าน

“สวมเสื้อหน่อย ยามเช้าอากาศเย็นดีกับร่างกายก็จริง แต่หากไม่หาเสื้อคลุมกายจะเจ็บคอเอา” ผมต่อว่ายิ้มๆ หาเสื้อมาให้เขาสวมหากแต่เจ้าตัวก็ยังนั่งนิ่งไม่ยอมใส่ผมเลยห่มทับให้เขาแทน อย่างน้อยเขาก็คงไม่หนาวมาก

เสื้อของผมยับยู่ไปแล้วเลยต้องเอาชุดของเขามาใส่แทน ค่อยรู้สึกอุ่นกายขึ้นหน่อย

ผมย่างเท้าออกไปจากตัวเรือนหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าร่างกาย รู้สึกสดชื่นไม่น้อย ค่อยๆลากเสื้อผ่านไปตามเส้นทางเดินรับลมเย็นไปจนถึงเก๋งน้อยสระบัว ผมก้มมองในน้ำใสสะอาดนึกถึงคราวทีตกลงไปพบว่ามันลึกเกินกว่าที่คิดจริงๆ ไม่รู้ว่าลึกมากเท่าไหน ก็ลองคิดว่าหากคนว่ายน้ำไม่เป็นตกลงไป คงมีแต่จมหายไปแบบไม่ต้องงมเลยทีเดียว

นั่งรับลมเย็นหอมกลิ่นดอกท้อ ไม่รู้ที่บ้านจะวุ่นวายขนาดไหนแล้ว จางฉี่หลิงเดินตามมานั่งในเก๋งน้อยพร้อมตะกร้าไม้ใส่ลูกท้อ วางตั้งตรงกลาง จ้องหน้าผมไม่พูดจา
“นายเคยกินฉันลงท้องไปแล้วกี่ครั้ง หึ? จางฉี่หลัง” ผมถามเขา ถือวิสาสะหยิบผลท้อขึ้นมากิน หึ่ม! หวานดีไม่เปลี่ยน

ผมมองเขาที่ไม่ตอบคำก็ตาวาวกัดลูกท้อไปอีกคำ นึกถึงเรื่องบนเตียงที่เขาดูจะช่ำชองกับร่างกายของผม อดถามไม่ได้ว่าเขาเคยเชยชมไปกี่ครั้งแล้ว หรือบางทีอาจจะไม่?

“ลูกน้องนายจะมาพากลับไป” ผมแค่เลิกคิ้วพยักหน้า ฟังเขาที่ไม่ยอมตอบคำ

“งั้นบอกฉันได้ไหม ใครเป็นต้นเหตุให้นายพาตัวฉันมานี้” ผมนั่งจ้องตาก่อนจะอ้อมโต๊ะไปนั่งบนตักเขา ไขว่ขาและแทะผลท้ออีกรอบ ก่อนคายเม็ดทิ้ง หยิบผลต่อไปมากินต่อ

“พอมาถึงนายก็รู้เอง” โฮ! กะเชือดกันนิ่มๆเลยสินะ หน้าประทับใจมาก แอบมีความแค้นส่วนตัวรึเปล่า หึ? จางฉี่หลิง

“มันจะมาตอนไหน”

“อีกไม่นาน ไม่สิ อาจจะมาถึงแล้ว คงกำลังหาทางเข้ามาอยู่” ผมผยักหน้า ก่อนจะแทะผลท้อมาอีกคำ แต่คราวนี้ผมไม่ได้กลืนมันลงท้อง

แต่ส่งมันเข้าปากจางฉี่หลิงแทน…

โน้มศีรษะเขาลงมาประทับจูบซึ่งเจ้าตัวก็เล่นตามโดยดี รับมันไปเคี้ยวกลืนลงคอ พร้อมกับผมที่ยิ้มหวาน โน้มหน้าประทับริมฝีปากตัวเองเชิญชวนเขาให้บดเบียดเข้ามา

“ลูกท้อหวานไหม? อาจาง” ตวัดขานั่งค่อมทับบดเบียดร่างกายเสียดสีอย่างเย้ายวน

ดูเหมือนจางฉี่หลิงจะเข้าใจแล้วว่าผมจะทำอะไร เขาแค่หลับตาผยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะลืมตาและจูบไล่ไปตามลำคอผม พอๆกับช่วงล่างของจางฉี่หลิงที่ถูกผมรุกเร้าร่นผ้าเผยความแข็งตึงออกมาก่อนผมจะค่อยๆสอดร่างกายประสานร่างกาย ทับลงไปอย่างช้าๆ

“ห้ามไปนอนกับสาวคนไหนอีกนะ!!!” ผมกดเสียงจิกแขนเขาจนแดงช้ำหน้ากลัว จางฉี่หลิงเลิกคิ้วก่อนเผยอมุมปากจูบแผ่วเบา ส่วนผมก็พยักหน้าพอใจ ถึงไม่ตอบคำ แต่ดูเหมือนเขาจะยอมทำตามที่ผมบอก
ขยับกายขึ้นลงมือ 2 ข้างจับบ่าจางฉี่หลิงแน่นได้ยินเสียงเขาครางในคอพึงพอใจต่อการกระทำของผมก็นับว่าดีเยี่ยมแล้ว สักพักผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาหาผม แน่นอนว่าผมรู้แล้วละว่าใครเป็นคนปล่อยผมตกมาอยู่ในมือจางฉี่หลิง ถึงจะคิดไม่ถึงก็เถอะ แต่อาจจะพอรู้เหตุผลที่ทำลงไปแล้วละ

“นายน้อยคร๊าบบบบบบบบบบบบ” เสียงหวังเหมิงกรีดร้องมาแต่ไกล พอๆกับจางฉี่หลิงที่หลุดหัวเราะออกมาทีหนึ่ง แต่โดนผมหยิกให้เขาเล่นเกมตามผม

ระหว่างที่หวังเหมิงกำลังควานหาตัว ผมก็บิดกายพรู่ลมหายใจ ยอมรับว่ามันสะท้านไม่น้อยเหมือนกัน ยามออกมาเล่นนอกสถานที่แบบนี้ มือหนาของจางฉี่หลิงบีบสะโพกผมเบาๆ แต่ถูกผมตีมือกลับไป

และแล้วหวังเหมิงก็มาถึง

แม่มเอ๊ย!!!!!!!!! สนุกชิบหาย

“หวังเหมิง……” ผมเรียกชื่อเขาเสียงหอบพร่าอย่างไม่เสแสร้ง วาดตามองด้วยแววตาฉ่ำเยิ้มขนาดที่แทบจะคั้นน้ำออกมาได้ รู้สึกได้ถึงจางฉี่หลิงที่กลั้นหายใจตัวสั่นกึกๆ

อย่าหลุดนะแก!

หวังเหมิงที่วิ่งมาถึงเห็นภาพผมที่กำลัง เออ… นอกสถานที่กับจางฉี่หลิงก็อ้าปากค้าง ร้องเสียงหลง หน้าแดงเถือกทำอะไรไม่ถูก ตั่งท่าจะวิ่งหนีไป

จางฉี่หลิงยิ่งแล้วใหญ่ พอเห็นหวังเหมิงทำตัวไม่ถูกก็รุกเร้าผม ประชิดกายกว่าเก่าจนผมอดไม่ได้หยิกเขาไปทีหนึ่งด้วยความเสียวสะท้าน ก่อนรายชื่อหนึ่งจะกระซิบแผ่วเบาข้างหูผม ให้ผมพยักหน้าเตรียมจัดการในอนาคต

“ห้ามวิ่งหนีนะ!!” ผมเตบ็งเสียงใส่หวังเหมิง พอๆกับร้องครวญครางให้จางฉี่หลิงยามเขาขยับกายซุกไซร้ตามร่มผ้าสูดกลิ่นหอมจากตัวผมด้วยความพอใจ

ไม่ต้องบอกว่าผมให้หวังเหมิงยืนฟังการเล่นกิจกรรมนอกสถานที่ครั้งนี้นานขนาดไหน

แค่ผมที่งัดกระบวนท่าไม่ว่าจะนั่งบนตัก นอนบนโต๊ะ ก็รู้แล้วว่าหน้าหวังเหมิงตอนนี้คงแดงสุกเป็นลูกเชอร์รี่ไปรียบร้อยไปแล้ว

สมน้ำหน้าดีนัก! บังอาจมาคิดแทน โดนดีซะบ้าง!!

และแล้วผมก็กลับมาถึงบ้าน ในสภาพที่โรยแรงหน้าดู เพราะออกกำลังยามเช้ามาหนักเกินไป หวังเหมิงที่แทบจะยกมือปิดหน้ามองผม บางทีจู่ๆก็ลุกมาเต้นแร้งเต้นกาให้ดู คงจะพอรู้สภาพอาการของเจ้าตัวเหมือนกัน ผมเดินผ่านเรือนบ้านไปตามระเบียง แต่กลับไม่พบใครเลย พูดง่ายๆว่า ไม่มีคนอยู่ในบ้านเลยแม้แต่คนเดียว หมาสักตัวก็ยังไม่มี!!!

“หวังเหมิง คนในบ้านหายไปไหนกันหมด?” ผมเอียงคอหันมาถาม เห็นเจ้าตัวสะดุ้งทำตัวไม่ถูกผมก็ยิ่งคาดคั้นหนักขึ้น

“คนในบ้าน….” ผมเงี่ยหูฟัง “พวกเขาหิ้วดาบร่วมมือกับสกุลเซี่ย บุกไปตำหนักจางตั้งแต่นายน้อยโดนท่านจางฉี่หลิงพาไปแล้วครับ”

“หือ?” ผมย่นหัวคิ้วฟังงงๆ

“ท่านเจ้าบ้านร่วมมือกับท่านเซี่ยอวี้ฮัว บุกไปถึงตำหนักท่านจางฉี่ซาน จนตอนนี้ตำหนักท่านจางปิดประตูไม่รับแขก แต่พวกเขาก็ยังถือป้ายประท้วงไม่หยุด ตามจริงท่านเซี่ยต้องการตัวท่านคืน แต่ท่านอู๋ต้องการเงินทองเป็นค่าชดใช้” ผมหน้าแห้งทีละนิด ยามฟังเขาพูด “สุดท้ายท่านจางฉี่ซานไม่ยอมพูด เขาก็เลยปิดประตูประท้วงกันตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้วครับ นายน้อย….”

ไม่ต้องพูดว่าหน้าผมตอนนี้มีสภาพยังไง จะบอกว่ากลายร่างลุกมาพ่นไฟก็อาจจะเปรียบได้พอสมควร ผมหน้าหงิกงอ สั่งให้หวังเหมิงวิ่งเข้าห้องไปหยิบพัดเป่าเมฆามาให้ผมพร้อมชุดขาว 1 ตัว ระหว่างนั้นผมก็จัดการเข้าห้องอาบน้ำ ชำระร่างกายด้านล่าง ก่อนจะออกมาเจอหวังเหมิงที่ยืนหน้าประตูเบะหน้า ใกล้จะร้องไห้เต็มที

“หวังเหมิงไม่คิดว่านายน้อยจะโกรธขนาดนี้…” ผมยิ้มสดใสให้เขา ยื่นมือไปรับของต่างๆ ก่อนจะลูบหน้าตาหวังเหมิง

“ไม่โกรธเลย หวังเหมิง แต่คราวหลังนายมาเฝ้าฉันก็แล้วกัน จะได้ไม่เหงา ดีไหม?”

แน่นอนว่าจบคำปุ๊ป เจ้าบ้านี้ก็ร้องไห้น้ำตาไหลพราก ต่างกับผมที่แยกเขี้ยว กระทืบเท้าลงพื้น แทบจะขบหัวเจ้าโง่นี้ได้ทั้งหัวแทนความรู้สึกที่ส่งออกมา


สุดท้ายผมเลยเขียนจดหมายหนึ่งฉบับ เปิดเขตตราเวทโดยที่หวังเหมิงเป็นผู้ร่าย ส่วนผมก็โบกลมที่แรงที่สุดในชีวิตลงไป จัดการผนึกมันลงในกระดาษ คงสนุกพิลึก ยามพวกนั้นเปิดซองออกมาอ่านแล้วโดนลมพัดกระเด็นปลิวหายไปคนละภพ

“หวังเหมิงนายเอาไปส่ง แล้วหลังจากนี้ไม่ต้องกลับบ้านอีกสักหลายวัน ลองไปหาข่าวของผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงานกับจางฉี่หลิงให้ฉันหน่อย และก็…” ผมล้วงหยกแก้วดอกไม้ออกมาให้หวังเหมิงดู “เอาดอกไม้นี้ไปที่ภพเซียน บอกกับเทพเซียนสตรีที่ชื่อว่า เฉินเหวินจิ่น ว่าอาสามหายตัวไปอยู่ที่ถ้ำบุปผา ให้เขากลับมาดูด้วย”

ผมแสยะยิ้มต่างจากหวังเหมิงที่หน้าเจื่อนสนิท คิดถึงภาพอาสามที่กำลังจะเกิดเคราะห์ร้ายในอนาคตแล้วผมก็พึ่งพอใจมากๆ

บังอาจเอาข่าวผมไปปล่อย อาสาม ต่อไปนี้ท่านก็เตรียมขึ้นบัญชีดำได้เลย เพราะท่านบังอาจเลือกไปอยู่ฝ่าย จางฉี่หลิง ท่านเตรียมตัวตายได้!!!!

===========================================
ไม่เฉลยว่านางคนนั้นเป็นใคร แต่เอาแน่ๆว่าอาเฮียเเกยอมลงให้อู๋เสีย ไม่รับนางมาแน่นอน
อยากลองให้แต่ละคนงัดแผนใส่กัน เลยพยายามเขียนออกมาให้อีกคนรู้ทันอีกคน และดักแผนกันไปมา
ใครอ่านแล้วด่าว่า ยาวไป ไม่อ่าน!! เราก็ขอโทษด้วย ฮือๆๆๆๆๆๆ
จะพยายามตัดให้มันจบใน 15 หน้าคะ จะพยายามคะ เพื่อไม่ให้ผู้อ่านชาวด้วงมองจนตาลาย
avatar
faliona01
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 261
Points : 1400
Join date : 02/11/2014
ที่อยู่ : เตียงหยกเย็นในถ้ำสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by kampe on Sat 06 Dec 2014, 20:33

ลายตามากแต่ด้วงจะสู้ค่ะ! ชอบซีรี่ส์นี้ นายน้อยตอนยั่วบั่บ...
แอบสงสารหวังเหมิงนะคะ ถ้าเป็นเราจะตั้งกล้อ----5555555555
avatar
kampe
ด้วง
ด้วง

จำนวนข้อความ : 32
Points : 1161
Join date : 27/10/2014
Age : 20
ที่อยู่ : ใต้บันไดร้านนายน้อย

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by zerin on Sat 06 Dec 2014, 22:28

ยาวมากค่ะ//ตาลายแปบ แต่ก็อ่านจนจบ เย้! \TvT/ จะผิดมั้ยคะถ้าจะบอกว่า...ชอบน้องกระต่ายมากกก//โดนต่อย น้อกระต่ายขาวน่ารักมุ้งมิ้งมากจริงๆค่ะ /_\

เสี่ยวเกอคนบ้าา ข้อตกลงอะไรกันนะทำไมต้องทำแบบนั้นกับผู้หญิงอื่นด้วย ;v;? แต่หวังเหมิง! นายกุ๊ดจ๊อบไปเลย! (ถึงแม้ตอนสุดท้ายจะน่าสงสารมากก้ตาม555)
หวังเหมิงเห็นอะไรบ้างคะะ กระบวนท่าอะไรคะนายน้อย ด้วงมโนไม่ออก ขอคลิป---แค่กๆๆ

รอตอนต่อไปนะคะ XD
avatar
zerin
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา

จำนวนข้อความ : 188
Points : 1320
Join date : 05/11/2014
ที่อยู่ : เกาะอยู่หลังประตูสำริด

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by Duke_of_Florence on Sat 06 Dec 2014, 22:48

อ่านจนตาลายกันไปข้าง แต่ยังสนุกเหมือนเดิม Razz

แม่นางผู้นั้นเป็นใครคะ แอบหึงแทนนายน้อย แต่ก็คิดไว้แล้วล่ะว่าต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง จางฉี่หลิงไม่มีวันนอกใจอู๋เสียหรอก ดูรักอู๋เสียมากขนาดนั้นแท้ๆ

แต่ว่าตอนนี้นายน้อยดูมีพัฒนาการขึ้นเยอะนะคะ จะบอกว่าสงสารหรือขำหวังเหมิงดีล่ะที่ได้มาเห็นฉากเด็ด เอาเป็นว่าชอบวิธีเอาคืนหวังเหมิงของนายน้อยมากเลยค่ะ ยั่วสุดๆ แซ่บมาก 555

ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับฟิคตอนนี้ กอดไรท์เตอร์

ชอบซีรีส์นี้มากเลย ขอบอก
พอเห็นว่าเรื่องนี้อัพ รีบพุ่งมาอ่านทันที ^^
avatar
Duke_of_Florence
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา

จำนวนข้อความ : 113
Points : 1232
Join date : 31/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by casey on Sat 06 Dec 2014, 23:53

ยาวมากค่ะโอย อ่านกันอิ่มเลย
ชอบซีรี่ย์นี้ค่ะ ความลับค่อยๆคลายออกมาแล้ว อยากรู้มากว่าตกลงวันนั้นนี่เป็นยังไง ผนึกกันซะหนาแน่น
avatar
casey
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา

จำนวนข้อความ : 86
Points : 1239
Join date : 27/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by Fenrir on Sun 07 Dec 2014, 00:18

เลือด เลือด ขอเลือดมาเติมด่วนค่ะ จะหมดตัวแล้วว!!!
avatar
Fenrir
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา

จำนวนข้อความ : 117
Points : 1267
Join date : 27/10/2014
Age : 26
ที่อยู่ : ไหสักใบในบ้านสกุลอู๋

ดูข้อมูลส่วนตัว http://fenrirsglue.blogspot.com/

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by patri_perry on Sun 07 Dec 2014, 12:41

เพิ่งตามอ่านค่ะ ชอบมากเลย ยาวจุใจดีมากๆ! /คารวะสองจอก

หวังเหมิงทาสหกร้อยหยวนผู้ซื้อสัตย์น่าสงสารตลอด55555 สู้ต่อไปนะนายยยย

ด้วงนอนจมกองเลือดค่ะ ฟฟฟฟ นายน้อยยั่วมาก เอื้อออออ __(:3 / Z)
avatar
patri_perry
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา

จำนวนข้อความ : 50
Points : 1195
Join date : 27/10/2014
ที่อยู่ : ตะเข็บเสื้อฮู้ดเสี่ยวเกอ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by SilverCloud on Sun 07 Dec 2014, 15:06

อื้อหือ ยาวสะใจมากค่ะ ชอบบบ
เสี่ยวเกอทำไมทำกับนายน้อยแบบนี้ล่ะคะ เห็นมั้ยนายน้อยเกือบแย่เพราะพิษรักแรงหึงเลย (อู๋เสีย: บอกว่าไม่ได้หึงเฟ้ย!) ว่าแต่ที่โดนๆกินมาหลายครั้งนี่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยรึคะนายน้อย แต่ไม่เป็นไรมั้ง ก็ของหมั้น(ต้นท้อ?)เสี่ยวเกอก็ส่งไปให้ตั้งแต่เกิดแล้วนี่นา
แอบอิจฉา เอ้ย สงสารหวังเหมิง นายน้อยเอาคืนได้เรียกเลือดมากค่ะ ยั่วก็เป็นนะเรา ถถถ
avatar
SilverCloud
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 433
Points : 1593
Join date : 27/10/2014
ที่อยู่ : ตู้เสื้อผ้าของอารอง

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by delivery on Sun 07 Dec 2014, 15:40

ตาลาย @_@
แต่ชอบมาก
คือมีคำเดียวจะบอกเลยว่า อยากฆ่าเสียวเกอมากๆ
แต่อาสามก็หน้ากระโดดถีบมากเหมือนกันคะ

นายน้อยใครบอกว่าเทียนเจิน พอหลุดออกมานี้ร้ายพอสมควรเลย
แอบช๊อคตอนไปเจอจางอากงกำลัง*กับสาว อ่านเเล้วตะโกนลั่นเลย

ชอบน้องต่ายมากคะ น่ารักงะ อ้อ! อ่านจบเเล้วอยากปาดคอคนเเต่งพอสมควร ขอบคุณคะ

delivery
ด้วงฝึกหัด
ด้วงฝึกหัด

จำนวนข้อความ : 15
Points : 1121
Join date : 13/11/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by yakusoku on Tue 09 Dec 2014, 16:14

ชอบมากๆค่า อยากให้มีรวมเล่ม//ปิดหน้าเขิน
ป.ล.เกลียดนายจางมาก บังอาจนอกใจนายน้อย หึ!!
avatar
yakusoku
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 369
Points : 1483
Join date : 05/11/2014
ที่อยู่ : โลงในสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by Cate on Thu 16 Apr 2015, 10:51

สนุกมากชอบมากเลยคะ>////< เสี่ยวเกอหึงแรงมาก คิดภาพนายน้อยตอนเป็นมารแล้วฟินคะงามมากคะนายน้อย
แอบสงสารหวังเหมิง5555

ปล.บางทีก็แอบเชียหวังเหมิงกับนายน้อยนะคะเนี่ย
avatar
Cate
ด้วงฝึกหัด
ด้วงฝึกหัด

จำนวนข้อความ : 3
Points : 965
Join date : 06/04/2015
Age : 19

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by Luckey.B on Wed 22 Jul 2015, 02:51

เราอ่านเพลินไปเลย จมกองเลือดไปหลายที
ท่านจางช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก แกล้งนายน้อยของเราซะเหลือเกิน
ถถถ หวังเมิงหนอหวังเมิง โดนนายน้อยเล่นคืนซะหน้าแดงสติไปหมดละนั้น ฮาๆๆ
avatar
Luckey.B
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา

จำนวนข้อความ : 102
Points : 959
Join date : 20/07/2015
ที่อยู่ : ใต้ถุนบ้านสกุลจาง ใต้ดินบ้านอาสาม

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by FunnyLee on Wed 05 Aug 2015, 03:15

ขออนุญาติเม้นทีเดียวนะคะ เพราะเข้ามาอ่านทีเดียว 4 ตอนรวดเลยค่ะ
อ่านนี่แบบจิกหมอน จืกผ้าห่มไปด้วย ฟินมากกก เสี่ยวเกอนี่ปกป้องนายน้อยเต็มที่เลยนะ แหม่ๆอดสงสารนายน้อยไม่ได้จริงๆการที่ไม่รู้อะไรเลย มันทรมาณน่าดูเลยหล่ะ แต่นาง ผญ คนนั้นมันเปนครายยยยย ทำให้นายน้อยหึงเลือดขึ้นหน้า ลมออกหัว จะกลายร่างเป็นมารขนาดนั้น
avatar
FunnyLee
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา

จำนวนข้อความ : 88
Points : 953
Join date : 12/07/2015

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] ซีรี่สวรรค์องค์ที่ 4 [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by ด้วงผิงเสีย on Tue 21 Mar 2017, 15:07

กรี๊ดดดดดดดดด
avatar
ด้วงผิงเสีย
ด้วง
ด้วง

จำนวนข้อความ : 29
Points : 338
Join date : 18/01/2017
Age : 30

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ