Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[OS] Conjure (ผิงเสีย)

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[OS] Conjure (ผิงเสีย)

ตั้งหัวข้อ by ืnao on Fri 19 Aug 2016, 13:41

One Shot: Conjure
Pairing: เมินโหยวผิงxอู๋เสีย
Words: 8677

Note: ฟิคตอนนี้ฉากอยู่ในช่วงรอยต่อหลังเล่ม 10 ที่เมินโหยวผิงจากไปแล้ว และนายน้อยกลับมาดูแลร้านอาสามที่ฉางซา(ตอนต้นของภาคฑิเบต บทที่ 5) ค่ะ

...................................................................


ผมกลับมาจากฉางไป๋ซานได้ 3 เดือนแล้ว อากาศในเดือนพฤศจิกายนของหังโจวกำลังเย็นสบาย  สายลมพัดไหว ใบไม้ร่วงหล่น บางวันในช่วงเช้าที่ผมออกไปเดินรอบทะเลสาบซีหู เห็นหมอกบางๆ ลอยเอื่อยอยู่เหนือผิวน้ำ

ผมยังคงไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร หลังเรื่องราวทั้งหมดผ่านไป ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมไว้เหมือนจะถาโถมเข้าใส่ ก่อนหน้านี้ผมเอาแต่นอนอยู่บนเก้าอี้เอน หลับตาแล้วครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด


สภาพจิตใจของนายอ้วนดีขึ้นมากแล้ว ผมโทรศัพท์ไปหาอากุ้ยที่ปาหน่ายให้ช่วยส่งสายต่อให้ เขายอมคุยกับผมยาวๆ เป็นครั้งแรก แม้ว่าส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนพูด แต่เขาก็ตอบกลับมาแบบตลกๆ ได้หลายคำ ถือเป็นสัญญาณที่ดี ผมเล่าให้เขาฟังเรื่องเมินโหยวผิง นายอ้วนทำเสียงงึมงำบอกว่า เสี่ยวเกอคงคิดดีแล้ว

เสี่ยวฮัวโทรศัพท์มาหาผมครั้งหนึ่ง เล่าว่าสถานการณ์ที่ปักกิ่งเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ซิ่วซิ่วปรับตัวรับฐานะใหม่ได้อย่างรวดเร็วสมกับเป็นหลานคุณย่าฮั่ว เธอยังคอยดูแลเขาอยู่ ผมได้แต่หวังว่าพวกเขาจะผ่านเรื่องยุ่งยากทั้งหมดนี้ไปได้ ก่อนวางสายผมบอกเสี่ยวฮัวว่า ถ้าผมสะสางเรื่องทางนี้เสร็จ ผมจะไปหาเขาและพูดคุยเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง แต่คงไม่ใช่ในเร็วๆ นี้
ผมยังไม่พร้อม...

บทสนทนาสุดท้ายของเมินโหยวผิงยังคงค้างอยู่ในหัว ในตอนนั้นผมยังเรียบเรียงไม่ทัน และกำลังจะอ้าปากขอให้เขาอธิบายให้ชัดเจน แต่จางฉี่หลิงก็ยังคงเป็นจางฉี่หลิง เมื่อเขาคิดว่า เขาบอกสิ่งที่ต้องบอกไปหมดแล้ว ก็จบกัน คิดแล้วผมก็ยิ้มแบบขำปนขื่นออกมานิดหนึ่ง

ความจริงผมอยากจะนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้นโดยไม่ต้องลุกมาทำอะไรเลย แต่ภาระหน้าที่ที่ผูกคอเกี่ยวขาไว้ไม่อนุญาต อาสามทิ้งร้านที่ไว้ให้ผม พานจื่อก็ไม่อยู่แล้ว ผมจำเป็นต้องก้าวเดินต่อไป

ผมต้องไปดูแลร้านของอาสาม ธุระหลายอย่างต้องใช้เวลาในการสะสาง ผมจึงต้องไปประจำอยู่ฉางซาเป็นหลัก โชคดีที่หวังเหมิงคลายจากอาการห่อเหี่ยวไปบ้างแล้ว ผมให้เขาลาพักยาวๆ ไปเที่ยวสักครึ่งเดือน ก่อนจะเปิดร้านต่อ หวังว่าจะช่วยให้เขาสดชื่นขึ้นบ้าง
ส่วนตัวผมเองนั้นไม่มีเวลาให้หยุดพัก บางทีก็อาจจะดี พอยุ่งแล้วจะได้ไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่าน


ครบกำหนดครึ่งเดือน หวังเหมิงก็กลับมาเปิดร้าน เขาโทรมาบ่นว่า ตอนนี้ตรงหน้าเขามีเอกสารต่างๆ กองอยู่เต็มโต๊ะ เขาจะจัดส่งส่วนที่สำคัญๆ มาให้ผมตรวจสอบก่อน ไม่กี่วันต่อมา กล่องพัสดุไปรษณีย์ขนาดย่อมก็ถูกส่งมาให้ผมที่ฉางซา

ผมเปิดดูแล้วคัดแยกทีละส่วน จนเกือบจะถึงก้นกล่อง ผมจึงเห็นซองจดหมายด่วนฉบับหนึ่ง หน้าซองไม่ระบุผู้ส่ง แต่ผมจำซองนี้และเนื้อจดหมายข้างในได้ดี ถึงอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้นมา แกะซองเปิดออกอ่านอีกครั้ง

เหล่าอู๋
เดาออกไหมว่าฉันเป็นใคร
ใช่แล้ว ฉันยังไม่ตาย หรือจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่า ฉันคืนชีพอีกแล้ว


ผมขมวดคิ้ว ผมเก็บจดหมายของเหลาหย่างไว้ก้นลิ้นชักโต๊ะทำงาน ความจริงตอนแรกอยากจะเผาทิ้งไปเสียเพราะรูปถ่ายในนั้นให้ความรู้สึกน่าสะพรึงอย่างประหลาด แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจเก็บไว้ อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่ผมละเมอฝันไปเอง

เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ทำให้ผมเกือบจะลืมการผจญภัยเล็กๆ ที่ตนเองเกือบเอาชีวิตไม่รอดไป

ตัวนายเองก็มีพลังวิเศษนั่นด้วย ฉันไม่รู้ว่ามันจะส่งผลกระทบกับนายหรือเปล่า


ผมเก็บจดหมายของเหลาหย่างเข้าซอง แล้วโยนลงไปในกล่องพัสดุ กะว่าจะหาทางกำจัดมันเสียที ผมกับเขาคงไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิต ส่วนพลังนั่นก็คงหายไปเองนานแล้ว ผมเดาว่าคงเพราะผมอยู่ที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เพียงไม่นาน นึกขึ้นมาก็แอบเสียดายนิดหน่อย ถ้ามีพลังแบบนั้นอยู่ในช่วงคับขัน ผมอาจจะสบายกว่านี้ อย่างน้อยก็อาจช่วยชีวิตใครหลายๆ คน

...หรือช่วยรั้งใครบางคนไว้ ไม่ให้จากไป


ผมสูดลมหายใจเข้าลึก เรียงเอกสารไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วก็ออกไปจัดการธุระที่ต้องทำ วันนั้นทั้งวันผมวิ่งวุ่นเรื่องต่างๆ ตกค่ำยังต้องไปกินข้าวที่หน้าด่านที่หนึ่ง ดื่มเหล้ากับพวกลูกน้องพักใหญ่ กว่าจะกลับถึงบ้านอาสาม ผมก็แทบสลบเหมือด ทิ้งตัวโครมลงบนเตียง นอนคว่ำฟังเสียงความเงียบอยู่ชั่วครู่

พอรู้ว่ารอบบ้านอาสามเป็นเมืองผีที่ไม่มีใครอยู่ ตอนแรกผมนึกอยากจะไปหาสเตอริโอมาเปิดเพลงเสียงดังเหมือนงานเทศกาลให้สะใจ ยังไงก็คงไม่มีเพื่อนบ้านมาฟ้องร้องอยู่แล้ว แต่สุดท้าย ผมกลับชอบความสงัดเงียบนี้มากกว่า มองไปที่หน้าต่าง แสงจันทร์สาดเข้ามาบางๆ แถวนี้ไม่มีคน กลางคืนก็เลยไม่มีบ้านไหนเปิดไฟ ทำให้แสงจันทร์สว่างชัดเจน


ผมเบือนสายตากลับมา มองลัญจรผีที่อยู่บนโต๊ะทำงานของอาสาม ผมนำมันติดตัวมาจากหังโจวด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ มองแล้วก็นึกถึงใบหน้าเรียบเฉยของคนที่ยื่นสิ่งนี้ให้

“นับจากนี้อีกสิบปี ถ้านายยังจำฉันได้ ให้นำสิ่งนี้มาที่นี่ ที่เปิดประตูสำริดบานนั้น นายอาจเจอฉันอยู่ข้างใน”

“สิบปีมันนานนะโว้ย....”
ผมพึมพำ พลิกตัวนอนหงายพิงหมอน ความรู้สึกโหวงในอกเหมือนชิ้นส่วนบางอย่างหลุดหายไปถาโถมเข้าใส่จนปวดหนึ่บ“แถมนายยังใช้คำว่า อาจ อีก ถ้าฉันรออยู่จนสิบปี เปิดประตูแล้วเจอนายนอนป่นเป็นกระดูกอยู่ตรงนั้นจะทำยังไง” ผมยกมือขึ้นปิดหน้า บ่นต่อด้วยเสียงกลั้วหัวเราะที่แม้แต่ตัวเองยังรู้ว่าฝืดฝืน  ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เปลือกตาหนักอึ้ง

ผมหลับตาลง น้ำตาไหลออกมาจากปลายหางตา กระซิบเบาๆ ก่อนที่ม่านดำแห่งนิทราจะห่มคลุมตัวจนมิด

“ฉันอยากให้นายกลับมา กลับมาหาฉัน...ฉันอยากให้นายกลับมา”

........................................................................


ผมคงหลับไปครู่หนึ่ง อาจจะ 1-2 ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผมยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม รอบด้านยังมีแต่ความเงียบสงัด ในห้องตอนนี้มืดสนิทไปแล้ว เมื่อกี้ตอนผมเข้ามาไม่ได้เปิดไฟไว้สินะ

ผมเขยิบตัวขึ้นนั่งพิงหมอน กำลังจะเอื้อมมือไปกดโคมไฟเล็กที่หัวเตียง ตอนที่เงาบางอย่างผ่านวูบเข้ามาตรงปลายหางตา ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองตาฝาด แต่เมื่อหันกลับไปมอง กลับยังคงเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น

ตรงหน้าต่างที่แสงจันทร์สาดส่องเมื่อครู่ ตอนนี้มีเงาร่างของใครสูงบางคนยืนอยู่ เขาใส่ชุดเดียวกับที่ผมเห็นครั้งสุดท้าย ยืนพิงกรอบหน้าต่างมองออกไปด้านนอกแบบที่ผมเห็นจนชินตา  

“จางฉี่หลิง” ผมกระซิบชื่อนั้นออกมา



ใบหน้านั้นหันกลับมา แสงจันทร์สว่างตัดกับเงามืดกรอบหน้าต่างก่อให้เกิดเงาวูบไหว แต่ผมยังเห็นดวงตาสีดำเหมือนหุบเหวลึกคู่นั้นมองตรงมา ผมได้แต่นั่งนิ่ง มองเขาเดินละจากหน้าต่างมาทรุดนั่งลงบนเตียง ผมจึงยื่นมือสั่นๆ ของตัวเองไปสัมผัสใบหน้าของเขา มันอุ่น...เป็นสัมผัสของเลือดเนื้อและชีวิต

ผมเริ่มรู้สึกเหมือนการหลับใหลเมื่อครู่อาจยาวนานกว่าที่คิดไว้ หรือผมยังคงฝันอยู่ “นี่ฉันฝันไปเหรอ” ผมถามออกไปเบาๆ

“นายไม่ได้ฝัน ฉันกลับมาแล้ว”
เขาพูดแล้วยกมือขึ้นใช้ปลายนิ้วที่ยาวกว่าคนทั่วไปนั้นไล้ปัดคราบน้ำตาตรงปลายหางตาให้

ผมไล่เลียงสติของตัวเองอยู่ชั่วครู่ สิบปีผ่านไปแล้วเหรอ? ไม่ใช่ เมินโหยวผิงบอกว่า เขาจะออกมาได้ก็ต่อเมื่อผมไปเปิดประตูสำริดบานนั้น

ถ้าอย่างนั้นคนตรงหน้านี้ล่ะ...?

ตัวนายเองก็มีพลังวิเศษนั่นด้วย...พลังนี้อาจจะตกค้างอยู่กับตัวนายหลายปี

ถ้อยคำในจดหมายของเหลาหย่างลอยผ่านเข้ามา หรือนี่คือผลจากพลังนั่น ผมเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยังนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้า แปลกใจที่ตัวเองกลับไม่รู้สึกหวาดผวาเหมือนตอนรู้เรื่องเหลาหย่าง ไม่รู้เป็นเพราะผมเริ่มชินชากับเรื่องลี้ลับ หรือเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นรูปเงาของ ‘เขา’ กันแน่

บางสิ่งบางอย่างก็เป็นเรื่องที่เราไม่อาจตัดใจปล่อยให้หลุดมือไปได้ ผมเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเหลาหย่างที่หลอกล่อพาผมดั้นด้นไปเสี่ยงตายที่ต้นไม้สำริดนั่น


“นายจะอยู่กับฉัน ไม่หายไปไหนแล้วใช่ไหม?”

ผมเอ่ยถาม คนตรงหน้าขยับตัว เอื้อมมือมาดึงไหล่ผมให้เข้าไปใกล้เขามากขึ้น ก่อนจะทาบหน้าผากของเขาบนหน้าผากผม พึมพำตอบว่า “ฉันจะอยู่กับนาย...ตลอดไป”

ผมปล่อยให้ปลายจมูกของเขาเลื่อนไล้ลงมาที่ข้างแก้ม ก่อนจะเอนตัวลงตามแรงกดตรงหัวไหล่ แผ่นหลังสัมผัสกับที่นอน พร้อมกับที่คนด้านบนก้มตัวตามลงมา ริมฝีปากเย็นๆ ของเขาละไปตามสันกราม ผมเบี่ยงศีรษะ ปล่อยให้มันลากไล้ลงไปถึงต้นคอ พร้อมกับยกมือข้างหนึ่งทาบลงบนกรอบหน้าที่คุ้นเคยนั้น


“วันนี้...นายอ่อนโยนจังนะ” ผมบอกอย่างแปลกใจ

เขายิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนา เป็นใบหน้าแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน “ตามที่นายต้องการ”

นั่นสินะ เขาที่อยู่ตรงหน้าอาจจะมาจากจิตใต้สำนึกของผมที่พยายามขุดคุ้ยหาความอบอุ่นอ่อนโยนจากเจ้าคนเย็นชาคนนั้น

“ขอบใจ” ผมยิ้มตอบแล้วกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น  “แต่ฉันไม่ชอบของก๊อบ”

สิ้นเสียง ปืนบาเร็ตต้ากระบอกเล็กในมือก็จ่อเข้าที่ขมับเขาพร้อมกับลั่นไกเปรี้ยง

ร่างนั้นผงะหงาย เลือดอุ่นๆ กระเซ็นพรมลงบนใบหน้าของผม ก่อนที่ร่างสูงจะล้มคว่ำตามลงมา ผมรีบขยับตัวหนี งอเข่าถีบขาส่ง ‘สิ่งนั้น’ กลิ้งตกลงไป ผมยังคือถือปืนพกที่คว้ามาจากลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงไว้ติดมือ เขยิบลุกขึ้น ไปยืนพิจารณากองเนื้อบนพื้น

ดวงตาคู่นั้นยังเหลือกค้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาจนไม่มีเค้าความแปลกใจทิ้งค้างอยู่ในแววตา อาจจะเพราะเขาเป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมา คุณภาพเลยไม่ถึง ถ้าเป็นเมินโหยวผิงตัวจริงคงไม่มีทางเปิดช่องว่างให้ผมจู่โจมได้แบบนี้ ต้องขอบคุณอาสามที่พกปืนใส่กระสุนพร้อมติดตัวเสมอแม้เวลานอน


ผมดูจนแน่ใจว่า ร่างบนพื้นไม่หายใจแล้ว จึงก้มตัวลงไปวางมือปิดตาให้เขา เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกตินิดหน่อย
“นายก็ไม่ได้แย่หรอกนะ คุณภาพ AAA+ เลยละ แต่ฉันเป็นพ่อค้าวัตถุโบราณ จะก็อบปี้ดีแค่ไหน ถ้าไม่ใช่ของจริงก็ปิดการขายไม่ได้หรอก”


ผมมองมือเปื้อนเลือดของตัวเอง ไม่แปลกใจที่สามารถลั่นไกได้โดยไม่ต้องลังเล

ผมไม่ใช่เหลาหย่าง สิ่งสำคัญของเขาจากไปแบบไม่มีวันกลับแล้ว เขาจึงต้องตะเกียดตะกายหาทางดึงมันกลับมา แต่เมินโหยวผิงยังรอผมอยู่หลังประตูบานนั้น ผมไม่มีวันเอาสิ่งอื่นมาแทนที่เขาได้
ผมเดินเข้าห้องน้ำไปชำระคราบเลือดและเขม่าดินปืนออกจากตัว  โชคดีที่คุณปู่กว้านเช่าบ้านรอบบ้านนี้ไว้หมดแล้ว เพราะงั้นผมไม่ต้องกังวลว่าเสียงปืนเมื่อครู่จะไปปลุกใครตื่น ติดอยู่ที่ศพ กำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการอย่างไรดี ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาจะมีลักษณะพิเศษแบบตัวจริงบ้างหรือเปล่า แต่เท่าที่ดูเมื่อกี้น่าจะไม่เป็นอันตราย จับใส่กระสอบเอาหินถ่วงน้ำ ไม่สิ...เผาไปเลยดีกว่า

แต่เมื่อผมกลับออกมา ร่างที่กองอยู่บนพื้นก็หายไปแล้ว รวมถึงคราบเลือดที่อยู่บนเตียงด้วย ผมกระพริบตา 2-3 ครั้ง เริ่มไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งหรือไม่
แต่แล้วผมก็ยักไหล่ เดินกลับมาเอนตัวนอนลงบนเตียงแล้วหลับตา

เหลาหย่างบอกว่า อำนาจนั้นจะแสดงพลังต่อความปรารถนาและความเชื่ออันแรงกล้า หากผมเชื่อว่าอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อผมเปิดประตูบานนั้น ผมจะยังเห็นเขารออยู่ ตัวแทนใดๆ ก็ไม่มีความจำเป็น สิ่งนั้นคงจะเลือนหายไปแล้วอย่างเงียบเชียบ

“สิบปีมันนานนะ แต่ฉันบอกแล้วว่าจะรอ...ฉันก็จะรอ”

ผมพึมพำบอกใครบางคนที่อยู่ห่างออกไปอีกสุดขอบฟ้า พร้อมกับหลับตาลงแล้วเข้าสู่นิทรา

....................The End…………………..


Nao’s Talk

คิดพล็อตได้จากคำถามที่ถามคุณหนานไพ่ในวันชาตินี้นี้ค่ะ ที่มีคนถามว่าอู๋เสียมีพลังวิเศษเสกสิ่งของไหม ท่านประมุขบอกว่าไม่มี เราเลยเสียดายแทน แหม นายน้อยอุตส่าห์ปีนเขา ตกน้ำตกท่าปลากัด ปีนต้นไม้สู้ลิง วิ่งหนีหนอน สุดท้ายถูกเพื่อนเก่าไล่ยิงอีก น่าจะได้อะไรติดตัวมานิดๆ หน่อยๆ มั่ง เลยออกมาพล็อต os ตอนนี้ละค่ะ

นายเมินในจิ้นนายน้อยดูอ่อนโยน+แอบหื่นนิดนึงเนาะ ถ้านายอ้วนมารู้ เทียนเจินโดนแซวแหงๆ

ปล. เราเพิ่งเขียนฟิค dmbj ครั้งที่สอง ยังมือใหม่ อ่านแล้วเป็นไงบอกกันบ้างนะค้า

Note: Conjure V. to make (something) appear or seem to appear by using magic ความจริงใช้คำไทยว่า นิรมิต น่าจะเห็นภาพกว่า แต่อ่านทีไรนึกถึงนิยายคุณทมยันตีทุกที เลยไปหาภาษาอังกฤษมาแทนค่ะ
avatar
ืnao
ด้วงฝึกหัด
ด้วงฝึกหัด

จำนวนข้อความ : 9
Points : 479
Join date : 16/08/2016

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ