Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[SF]Just an (Un)Ordinary Day (ผิงเสีย)[PG13]

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[SF]Just an (Un)Ordinary Day (ผิงเสีย)[PG13]

ตั้งหัวข้อ by ืnao on Tue 16 Aug 2016, 11:23

Short Fiction: Just an (Un)Ordinary Day
Pairing: เมินโหยวผิงxอู๋เสีย
Rating: PG13
Language: Thai
Words: 2526

Note: เราคิดพล็อตฟิคสั้นเรื่องนี้ได้ระหว่างอ่านเต้ามู่เล่ม 6 หลังจบพาร์ทวังงูเมืองปีศาจ ที่เมินโหยวผิงสูญเสียความทรงจำไปอีกครั้ง ฉากในฟิคจะอยู่ที่ปักกิ่ง เป็นช่วงคั่นก่อนเริ่มต้นพาร์ทปาหน่ายนะคะ


+++++++++++++++++++++++


เกือบสี่เดือนหลังกลับจากโกลมุด นายอ้วนโทรศัพท์มาบอกผมว่า เมินโหยวผิงออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผมจึงไปพบพวกเขาที่ปักกิ่ง เพื่อปรึกษาหารือเรื่องต่อจากนี้

พวกเรานัดกันที่ร้านใหม่ของนายอ้วนที่ถนนวัฒนธรรมหลิวหลีฉ่าง ร้านใหม่ของเขาโออ่าไม่เลว แต่ผมไม่มีเวลาชื่นชม เพราะปัญหาเฉพาะหน้าที่เราคุยกันชวนปวดหัวไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องเมินโหยวผิงที่กลายเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเราสองคน เขายังคงจำอะไรไม่ได้ แถมไม่มีประวัติ ไม่มีเงิน ไม่มีบัตรประจำตัว สภาพนี้ขืนปล่อยไปตามยถากรรมก็คงไม่แคล้วกลายเป็นคนเร่ร่อนข้างถนน

นายอ้วนออกจะลำบากใจที่จะให้เมินโหยวผิงอยู่ด้วยต่อไปแบบไม่มีกำหนด แต่ตัวผมเองก็มีเรื่องยุ่งยากที่อาสามทิ้งไว้ให้สะสางอีกมาก จะให้หิ้วเขากระเตงไปด้วยก็คงไม่ไหว สุดท้ายเราก็ตกลงกันว่า จะช่วยเขาสืบหาอดีตของตัวเอง นายอ้วนเห็นดีด้วย บอกว่า ถ้าช่วยเสี่ยวเกอตามหาบ้านได้แล้วคงออมแรงพวกเราไปได้เยอะ


ตกลงกันได้แล้ว ผมก็ทำท่าจะขอตัวกลับโรงแรม แต่นายอ้วนดึงไว้ กระซิบบอกเหมือนไม่อยากให้คนที่ยืนเหม่ออยู่ตรงหน้าต่างได้ยิน “เทียนจิน นายช่วยรับเสี่ยวเกอไปดูแลสักวันได้ป่ะ วันนี้ฉันจะมีแขกมาบ้านอ่ะ” เขาพูดแล้วก็ยิ้มมีเลศนัย

ผมขมวดคิ้วแล้วก็เบ้ปาก หนอย..ไอ้อ้วนกะล่อน เมื่อกี้เพิ่งบอกอยู่แหมบๆ ว่า บ้านตัวเองแค่สี่สิบกว่าตารางเมตร แม้แต่สาวยังไม่กล้าพามา ความจริงก็คงจะมีเหมือนกันละวะ แถมจงใจนัดวันที่รู้ว่าผมจะมาด้วย คงกะจะใช้ผมเป็นพี่เลี้ยงพาเมินโหยวผิงออกไปข้างนอกตั้งแต่แรกแล้ว

แต่เอาเถอะ ก่อนหน้านี้นายอ้วนรับภาระดูแลเมินโหยวผิงมาตลอด ถ้าพูดถึงบุญคุณที่อีกฝ่ายเคยช่วยชีวิต พวกเราก็เป็นหนี้บุญคุณเสี่ยวเกอพอๆ กัน ผมถือว่าออกจะเอาเปรียบเขาไปหน่อยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นวันนี้ยอมเป็น ‘พี่เลี้ยงเด็ก’ ให้สักวันก็ไม่หนักหนา

พอตัดสินใจได้ผมก็ถาม “นายจะให้ฉันพาเขาไปไหน เดินเล่นอยู่แถวนี้สัก 3-4 ชั่วโมงพอมั้ย”

“เฮ้ย นายจะมาอุดอู้อยู่แถวหลิวลี่ฉางทำไมวะ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปจากร้านที่หังโจวหรอก”

นายอ้วนเข้ามากอดคอผมแล้วกระซิบ “มาปักกิ่งทั้งที ไม่ชมบุพผาแรกแย้มของเมืองหลวงถือว่ามาไม่ถึงที่ ต้องไปซีตานสิ ซีตาน”  เขาพูดถึงย่านทันสมัยบนถนนฉางอัน ไม่ไกลจากจัตุรัสเทียนอันเหมินมากนัก

ผมเบ้หน้ากับสำนวนเพี้ยนๆ ของเขา “บ้านนายสิ ชมบุพผาเมืองหลวงต้องไปซีตาน นั่นมันแหล่งช็อปปิ้งเด็กแนวไม่ใช่เรอะ” อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก หังโจวบ้านผมก็มีทีวี มีอินเตอร์เนตนะเว้ย พอรู้หรอกว่า แถวนั้นเป็นย่านวัยรุ่น ไอ้ผมคนเดียวน่ะยังไม่เท่าไหร่ เดินเล่นดูโน่นนี่พอได้ แต่จะให้พาเมินโหยวผิงไปช็อปปิ้ง โคตรจะเป็นกิจกรรมที่ไม่เข้ากับเขาเลย

“ถือว่าเปิดหูเปิดตาไง พวกนายเองก็ยังหนุ่มยังแน่น จะมัวเดินย่านคนแก่อยู่ทำไม”

นายอ้วนบอกแล้วก็ตัดบท รีบไล่พวกเราออกไปเที่ยว ความจริงเขาแทบจะโยนผมกับเมินโหยวผิงออกจากร้าน ปิดประตูตามหลังดังโครม บอกว่าจะต้องรีบไปเสริมหล่อเตรียมต้อนรับสาว

ผมหันไปมองคนที่ยังยืนเหม่อไม่รู้เหนือรู้ใต้แล้วก็ถอนใจเฮือก ผมก็ไม่ค่อยรู้จักสถานที่ในปักกิ่งเท่าไหร่ เอาวะ ซีตานก็ซีตาน ถ้าไม่อยากช็อปปิ้งหรือเดินซื้ออะไรก็หาร้านข้าวร้านกาแฟสักร้าน นั่งซุกรอนายอ้วนเดทเสร็จแล้วค่อยกลับ

“ไปเหอะ”

ผมบอกคนที่อยู่ข้างตัวแล้วเริ่มออกเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดิน คอยหันหลังไปดูเป็นระยะว่าเขาเดินตามมาหรือเปล่า

เมินโหยวผิงเดินตามมาด้วยสปีดเอื่อยแต่สม่ำเสมอแบบของเขา จะว่าไปผมเพิ่งเคยเห็นเขาเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนชัดๆ เป็นครั้งแรก ให้ความรู้สึกขัดแย้ง เขาดูกลมกลืนแทบจะหายไปกับฝูงชน แต่ขณะเดียวกันแปลกแยกอย่างประหลาด ราวกับว่าเขาไม่ได้ไหลอยู่ในกระแสคลื่นเดียวกับคนเหล่านั้น

ผมคิดได้เพียงอย่างเดียวว่า เมินโหยวผิงไม่เข้ากับฉากเมืองใหญ่เอาเสียเลย หากจับเขาไปใส่ไว้ในฉากแฟนตาซีแบบที่เราเคยเจอมา ไม่ว่าจะเป็นสุสานใต้ดิน, ใต้ทะเลที่ซีซา, ภูเขาหิมะ หรือป่าดิบชื้นกลางทะเลทราย ยังจะเข้ากันมากกว่า

........................................................................


พวกเรานั่งรถใต้ดินมาขึ้นที่สถานีซีตาน พอเดินออกมาจากสถานีก็ถูกขนาบด้วยห้างสรรพสินค้าตลอด 2 แนวถนน ช่วงเดือนเก้าเริ่มใกล้ฤดูใบไม้ร่วง อากาศกำลังเย็นสบาย ใบไม้เปลี่ยนสี คนเลยเดินกันพลุกพล่าน วัยรุ่นเพียบ สาวๆ น่ารักเดินสวนมาเป็นระยะ แต่ผมไม่ใช่นายอ้วนที่น้ำลายหกกับเด็กสาวเอ๊าะๆ ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่

การเดินช็อปปิ้งกับเมินโหยวผิงเป็นเรื่องน่าเบื่ออย่างที่กะไว้ไม่ผิด เขาเพียงเดินตามมาอย่างเงียบๆ ทิ้งระยะห่างเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังต้องหันหลังกลับไปมองเขาเรื่อยๆ สุดท้ายก็หมดอารมณ์เดินดูของดูคนไปเอง ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เห็นว่าใกล้เวลาอาหรเย็นแล้วก็เลยลากแขนเขาเข้าไปในร้านอาหารฟาสฟู๊ดชื่อดัง กะว่ากินเสร็จแล้วก็นั่งจ่อมฆ่าเวลามันที่นี่แหละ

เข้ามาต่อคิวหน้าเคาน์เตอร์แล้วถึงนึกขึ้นมาได้ เมินโหยวผิงกินอาหารตะวันตกได้รึเปล่านะ ผมก็ลืมนึกไป ควรจะพาเขาเข้าร้านอาหารจีนแบบที่เคยกินกันมากกว่า แต่พอหันไปถาม เขาพยักหน้าบอกว่ากินได้ เห็นว่านายอ้วนจะสั่งโทรสั่งเดลิเวอร์รี่เวลาขี้เกียจออกไปกินข้าวนอกบ้านอยู่บ่อยๆ

ผมก็เลยสั่งเซตชีสเบอร์เกอร์กับน้ำอัดลมให้ตัวเอง ของเมินโหยวผิงเป็นบิ๊กแมค (เห็นตัวบางๆ แบบนี้ แต่เขากินจุทีเดียว) กับน้ำเปล่า พอจ่ายเงิน รับอาหารมาแล้วก็เดินถือถาดมานั่งที่โต๊ะว่างฝั่งด้านหน้าร้าน


ผมมองดูคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามแกะกระดาษห่อแล้วยกเบอร์เกอร์ขึ้นมากัดด้วยท่าทางเหม่อๆ เหมือนไม่รู้รส ก็ได้แต่ถอนใจ ยิ้มเพลียออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะลงมือกินอาหารตรงหน้าบ้าง

เราต่างคนต่างจัดการอาหารตรงหน้าเงียบๆ ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับเขา ส่วนเขาเอง แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยคิดจะพูดอะไรกับผมโดยไม่จำเป็นอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้เขาลืมผมไปหมดแล้ว ก็เหมือนคนไม่รู้จักกัน

จะว่าไปพวกเราสองคนก็อาจจะไม่รู้จักกันจริงๆ นั่นแหละ

ผมกินอาหารพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง รู้สึกเหมือนสาวน้อยหน้าใสที่เดินผ่านตัวร้านเหลือบมองผ่านกระจกมาที่โต๊ะของพวกเราบ่อยๆ ดูจากจุดโฟกัสแล้ว คนที่ตกเป็นเป้าสายตาไม่น่าใช่ผม แต่เป็นไอ้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่มากกว่า

เมินโหยวผิงกินเสร็จแล้ว (เขามักจะกินอย่างรวดเร็ว กวาดเรียบแบบเงียบกริบอย่างนี้เสมอ คงเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนลงกรวย) หยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเกมเล่น ผมไม่แปลกใจเพราะนายอ้วนเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนคุยกันทางโทรศัพท์ว่าเขาพยายามหาอะไรให้เสี่ยวเกอทำเพลินๆ แทนการนั่งเหม่อครุ่นคิดขุดค้นอดีตของตัวเองจากความว่างเปล่า

เจอกันมาเกือบครึ่งค่อนวัน ผมเพิ่งสังเกตว่า เมินโหยวผิงแต่งตัวแปลกกว่าทุกที ถึงเสื้อสเวตเตอร์ที่ใส่จะเป็นสีดำสีประจำตัวเขา แต่รูปทรงทันสมัย เป็นสเวตเตอร์ตัวหลวมแบบมีฮู้ทสวมหัวที่วัยรุ่นชอบใส่กัน ดูท่านายอ้วนคงเป็นคนซื้อให้ใหม่นั่นแหละ เพราะข้าวของสัมภาระของเขาทิ้งไว้ที่ถาหลี่มู่หมดแล้ว
ผมเท้าคางมองเขา พอใส่เสื้อผ้าแบบนี้ นั่งกดเล่นเกมมือถือแบบนี้  เมินโหยวผิงก็เหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่หน้าตาดีเกินมาตรฐานจนสาวมองเหลียวหลัง



ผมอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า ถ้าเราล้มเลิกเรื่องทั้งหมดที่ตกลงกัน แล้วก้าวเดินต่อไปแทนที่จะถอยกลับไปสืบค้นอดีตจะเป็นอย่างไรนะ ดูนายอ้วนลำบากใจที่จะมีเสี่ยวเกอไว้ประดับร้าน ผมหอบเขากลับไปหังโจวก็ได้ ตอนนี้ผมต้องดูแลกิจการของอาสาม หวังเหมิงคงต้องมาเป็นมือขวาคอยช่วย เอาเมินโหยวผิงไปนั่งเป็นตุ๊กตาเฝ้าร้านเผื่อจะดึงดูดลูกค้าผู้หญิงประเภทสาวใหญ่กระเป๋าหนักได้บ้าง

ผมมองดูชายหนุ่มตรงหน้าที่ยังคงนั่งก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์แล้วก็ยิ้มออกมานิดหนึ่ง

บางที...ถ้าเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง...ก็อาจจะดีกว่า

ขณะนี้ในหัวของเขาคือความว่างเปล่าเป็นส่วนใหญ่ นี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ ยิ่งเขาวิ่งวนตามหาอดีตของตนเองมากเท่าไร ความทรมานของการ ‘ไม่รู้’ ก็อาจจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

“เมินโหยวผิง”
ผมเรียกชื่อเขาออกมาเบาๆ อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมอง แต่ไม่พูดอะไร ผมก็เลยเอ่ยต่อ “จะดีกว่าไหม ถ้านายจะ...”

ผมพูดแล้วก็หยุดชะงักไปเอง รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ ขนาดตัวผมเอง เพียงแค่ปริศนาของคนอื่น ผมยังวิ่งไล่จับคำใบ้ต่างๆ ถลำลึกไปทุกทีไม่ฟังเสียงใครต่อใครห้าม

“การจะตามหาความลับของคนอื่น ก็ต้องแบกรับผลลัพท์ของการล่วงรู้ความลับนั้น”
เราทุกคนต่างรู้ดี แต่จะมีคนสักกี่คนที่สามารถเก็บงำความสงสัยอัดแน่นนั้นไปได้ตลอดชีวิต เมินโหยวผิงเองก็ไม่สามารถเก็บกอดความว่างเปล่าเวิ้งว้างนี้ไปได้เช่นกัน

คนตรงหน้ายังคงจ้องมองรอให้ผมพูดต่อ แต่เมื่อผมไม่พูดอะไร เขาก็เหมือนจะรู้ได้เอง ชั่วแวบหนึ่งดวงตาดำสนิทที่เหม่อลอยนั้นเหมือนจะหม่นแสงกลายเป็นความลึกล้ำราวกับหลุมดำมืดที่ผมคุ้นตา เขาส่ายหน้าช้าๆ บอกเพียงว่า
“ฉันทำไม่ได้”

ผมนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “นั่นสินะ”
เส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าของพวกเราไม่เคยมีอยู่ มันมีแต่เส้นทางวกกลับไปข้างหลัง โดดลงสู่เบื้องลึกที่ไม่รู้ก้นบึ้งเท่านั้น

...........................................................................

ผมรอจนเกือบสองทุ่ม ฟ้ามืดสนิทแล้วจึงชวนเมินโหยวผิงกลับไปร้านนายอ้วน พวกเราเดินไหลตามกระแสคลื่นมนุษย์ไปเรื่อยๆ ก่อนจะเดินขึ้นสะพานลอยขนาดใหญ่เพื่อไปยังสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนน

อยู่ๆ เมินโหยวผิงที่นิ่งเงียบมาตลอดตั้งแต่พูด ประโยคนั้นก็เอื้อมมือมาดึงชายเสื้อผมที่เดินอยู่ด้านหน้า รั้งไว้ไม่ให้เดินต่อ

“หือ?” ผมหันกลับไปเลิกคิ้วถาม

เขานิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ฉันรู้สึกคุ้นๆ”

“คุ้นอะไร? ที่นี่เหรอ?” ผมถามอยากแปลกใจ ย่านช็อปปิ้งกลางกรุงปักกิ่งดูไม่น่าจะมีอะไรเชื่อมโยงกับเขาได้ ถ้าบอกว่ารู้สึกคุ้นตอนเดินอยู่ในกู้กงหรือฉางเฉิงก็ว่าไปอย่าง

คนตรงหน้าผมขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ที่นี่...เพียงแต่เป็นตอนกลางคืน มีแสงสว่างมากมาย แล้วก็มี...นาย”

แสงสว่างมากมาย? ผมมองไปรอบตัว เห็นเพียงแสงไฟจากหน้ารถบนถนนด้านล่างและตัวตึกต่างๆ ที่ส่องสว่าง ความจริงมันไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่ผมกลับพลันนึกถึงท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยมวลหมู่ดาวท่ามกลางทะเลทรายโกบี ที่เมินโหยวผิงบอกว่ารู้สึกคุ้น อาจจะเพราะ ณ เวลานั้น เป็นเพียงครั้งเดียวตั้งแต่ที่ได้พบกัน ที่เขาเปิดใจพูดกับผม

“นายนึกภาพดูได้ คนอย่างฉัน หากหายตัวไปจากโลกก็ไม่มีใครรู้ เหมือนกับว่าฉันไม่เคยมีตัวตนในโลกใบนี้มาก่อนเลย บางครั้งฉันส่องกระจกยังมักสงสัยว่าตัวเองมีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่ภาพลวงตาของใครสักคน”

แววตาของเขาตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนนั้น ครั้งนั้นเขามองผมอย่างตั้งใจเหมือนกำลังบอกอะไรบางอย่าง เป็นตัวผมเองที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการสื่อ แต่วันนี้กลับเป็นตัวเขาที่จ้องมองผมเหมือนพยายามจะค้นหา พยายามไขว่คว้าสายใยเบาบางที่อาจดึงเศษเสี้ยวความทรงจำของเขากลับมา  
ผมยิ้มออกมาได้ในที่สุด

อย่างน้อย...ผมก็ยังคงพอพื้นที่ในความเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่ภายในตัวเขา

ผมไม่ได้ช่วยเฉลยสิ่งที่เขากำลังครุ่นคิด เพียงแต่เอื้อมมือไปแตะมือเย็นเฉียบของคนที่ยังคงจับชายเสื้อผมไว้ บอกเบาๆ ว่า “จับไว้แบบนี้จนกว่าจะถึงบ้านก็ละกันนะ เผื่อถ้า...นายกำลังจะหายตัวไป ฉันจะได้รู้”

เมินโหยวผิงยังคงทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ แต่แล้วก็พยักหน้า ปล่อยให้ผมจูงมือเขาเดินลงจากสะพานลอยแห่งนั้นไปเงียบๆ

หลังจากวันนั้น ผมก็บินกลับหังโจว ติดต่อหาพานจื่นให้เขาช่วยตามหาตัวนายโล้นฉู่ในคุก

ผมตัดสินใจว่าจะช่วยเมินโหยวผิงฟื้นความทรงจำ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขาอาจต้องเผชิญคือความเจ็บปวด

เส้นทางของพวกเราคงไม่มีวันทอดยาวไปข้างหน้า มีแต่จะวกกลับหลัง แต่ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ กระโดดลงหลุมสุสานอีกกี่สิบกี่ร้อยหลุม ผมก็จะเดินไปกับเขาให้ถึงที่สุด

………………………….The End…………………………….



Nao’s Talk

ฟิคเรื่องแรกในจักรวาล DMBJ ค่ะ

ตอนแรกที่เริ่มขึ้นเรือผิงเสียไม่คิดว่าจะเขียนฟิค แต่ไหงยิ่งอ่านเล่มนิยายก็ยิ่งจิ้น ตอนจบที่อ่านเล่มหก พล็อตที่ก็เด้งขึ้นมาในหัวซะงั้น ติดว่ากำลังรีบตะลุยอ่าน เลยทิ้งพล็อตค้างไว้บนหิ้งก่อน รอจบเล่มสิบแล้วถึงกลับมาเขียน

ตอนแรกที่คิดไว้ จะเขียนแนวใสๆ วันหยุดพักผ่อนสบายๆ แท้ๆ (เราชอบอิมเมจหยางหยางในโฆษณาอ้อปโปะมาก เลยว่าจะให้นายอ้วนจับเสี่ยวเกอมาแปลงโฉมสักครั้ง) แต่ปรากฏว่าพอเขียนจริง ด้วยอารมณ์อันหนักอึ้กของเล่มหลังๆ พาให้กลายเป็นเรื่องมึนๆ หน่วงๆ ไปได้ยังไงก็ไม่รู้ค่ะ – โฮว

ฟิคเรื่องนี้ขอเป็นของฝากเนื้อฝากตัว กับเรือผิงเสีย  และบอร์ดด้วงอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะคะ

เราเพิ่งอ่านเล่ม 10 จบ ตอนพิเศษยังไม่ได้อ่าน เก้าสกุลยังไม่ได้ดู อาจจะตกหล่นอะไรไปบ้าง ผิดพลาดตรงไหน รบกวนท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยนะคะ //โค้ง
avatar
ืnao
ด้วงฝึกหัด
ด้วงฝึกหัด

จำนวนข้อความ : 9
Points : 481
Join date : 16/08/2016

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ