Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[Trans] ราชานักตก (钓王) #ตอนพิเศษตรุษจีน2016 - Chapter 28 (END)

Go down

[Trans] ราชานักตก (钓王) #ตอนพิเศษตรุษจีน2016 - Chapter 28 (END)

ตั้งหัวข้อ by souless_angel on Wed 22 Jun 2016, 23:53

ราชานักตก 28《钓王28》

บทสุดท้าย


ผมหันไปมองนายอ้วนอย่างโกรธกริ้ว รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร จับคันเบ็ดไว้ด้วยมือเดียว อีกมือปักมีดไว้กับพื้น ตะปบคว้าคอเสื้อเขา

"ทำไมต้องตีขี้ฉันด้วย ขี้ฉันไปทำอะไรให้นาย นายได้ถามความรู้สึกของมันบ้างไหม"

นายอ้วนปัดมือผมออก ชี้ไปบนผิวน้ำ "อย่าพูดมาก ไม่มีเวลาแล้ว! นายจะขี้ไม่ขี้"

ผมนึกในใจว่าแม่งเหอะ กุมท้องสอดส่องมองหาสิ่งของอื่นไปทั่ว หมายจะคว้าคว้านอะไรก็ได้ขึ้นจากพื้น แต่มันไม่มีอะไรเลย นายอ้วนมองผมอย่างกับคนถูกผีสิง ชี้ไปบนพื้น

"ถ้านายไม่ขี้ ฉันคงต้องไปขุดร่างเหลยเปิ่นชางขึ้นมาสับให้ละเอียด ถึงจะทำภารกิจให้ลุล่วงได้!"

ผมหันไปมองเมินโหยวผิง เมินโหยวผิงไม่มองมาทางผมแม้แต่น้อย เขาชักมีดเล่มของผมขึ้นมา กรีดลงบนฝ่ามือ แล้วกระโดดตูมลงทะเลสาบไป

ระดับน้ำลึกเพียงอกของเขา แผลบนมือค่อนข้างลึก มองเห็นเลือดไหลออกมาจากปากแผลทันที เขาตบผิวน้ำ พลางเดินตรงไปทางปลายสายเบ็ด สายเบ็ดตกปลาในมือผมตรงดิ่งเข้ามาทางเขาทันที

"มาแล้ว! ระวัง!" ผมตะโกนบอกเมินโหยวผิง แต่สายเบ็ดพลันหันควับ เปลี่ยนทิศทางถอยกลับไป สายเบ็ดขยับวูบไหวอยู่เหนือศีรษะเมินโหยวผิง

นายอ้วนเห็นเข้า พลันกระจ่างว่า "เจ้าปลานี่รู้นิสัยคน"

ดูจากพฤติกรรมจู่โจมพวกเราบนฝั่งก่อนหน้านี้ มันเป็นปลากินเนื้อประเภทลอบจู่โจม มีความระมัดระวังตัวสูง ทำให้ผมอดรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาหน่อยไม่ได้

ผมเคยเห็นสารคดีการลอบโจมตีของจระเข้ จระเข้เมื่อเข้าลอบโจมตีแล้ว หากการโจมตีล้มเหลว มันจะไม่หนีไปทันที แต่จะหยุดอยู่กับที่
สัตว์ดุร้ายลอบโจมตีเหยื่อนั้นเพื่อล่าเหยื่อ ไม่ใช่เพราะกลัวตนเองจะเกิดอันตราย

แต่พฤติกรรมของปลาตัวนี้เหมือนกำลังหยั่งเชิงเมินโหยวผิง นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของสัตว์ที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
แต่คล้ายกับพฤติกรรมของสัตว์ประเภทร่วมกันล่าเหยื่อเป็นฝูงเช่นหมาป่า

นายอ้วนก็กระโดดลงน้ำไปด้วย ใช้ฉมวกปลากรีดมือตัวเอง ไล่ตามเสี่ยวเกอไป

ผมลังเลเล็กน้อยว่าจะเคลียร์ตัวเองให้จบๆ ก่อน หรือจะลงไปเคลียร์ในน้ำให้รู้แล้วรู้รอด แล้วก็ตัดสินใจ กระโดดลงน้ำไปอีกคน
ผมจมมิดลงไปในน้ำทั้งตัว น้ำที่เย็นยะเยียบทำให้รูขุมขนทั่วตัวของผมหดตัว สติเลื่อนลอยในบัดดล พอกลับขึ้นมาอีกครั้ง ก็เบาโล่งไปทั้งตัวแล้ว
ชักมีดขึ้นมากรีดมือตัวเองบ้าง จับคันเบ็ดไว้ด้วยเลือดที่เต็มมือ ไล่ตามนายอ้วน พร้อมกับสาวสายเบ็ดกลับ
เมื่อสายเบ็ดขึงตึงแล้วก็เห็นว่าตำแหน่งที่สายเบ็ดจมลงน้ำนั้น กรีดวาดริ้วน้ำอยู่เบื้องหน้าไม่หยุด ประเดี๋ยวหย่อน ประเดี๋ยวตึง ปลานั่นว่ายวนไม่หยุดอยู่รอบตัวเรา

"อย่าปล่อยมือเด็ดขาด" ไฟฉายของนายอ้วนไล่ส่องตามสายเบ็ด อยู่ในน้ำไฟฉายส่องสว่างได้ไม่ดีนัก พวกเราไล่ตามเงาปลาไม่ทัน
ทุกครั้งเห็นเพียงเงาตะคุ่มหนึ่งแล้วก็หายไป หากไม่มีสายเบ็ด พวกเราจะตกเป็นผู้ถูกกระทำอย่างมาก

"เข้าใกล้อีกหน่อย!" ผมตะโกนบอก ทั้งสามคนเดินห่างจากกำแพงเขื่อนหินขึ้นเรื่อยๆ เดินตรงไปยังชายขอบของหาดเขิน
ไฟฉายในมือผมกวาดส่องไปตรงชายขอบนั่น พลันเห็นวัตถุจำนวนมากขึ้น ในหัวร้องวี้ขึ้นมาทันที ตะโกนออกไปว่า "นายอ้วน หลงกลแล้ว!"

นายอ้วนก็ส่องไฟไปบ้าง ริมชายขอบของสันดอนใต้น้ำผืนนี้ พวกเรามองเห็นเงาดำจำนวนนับไม่ถ้วน ดักซุ่มอยู่ตรงเขตน้ำลึกตรงชายขอบนั้น

"หว่อเช่า (คำสบถภาษาจีน) เสี่ยวเกอ พวกมันต่างหากที่กำลังตกพวกเรา!" นายอ้วนตะโกน "รีบกลับเร็ว"

นายอ้วนลากตัวเมินโหยวผิง เมินโหยวผิงพูดเบาๆ ว่า "ของปลอม"

ผมส่องไฟฉายดูอย่างละเอียด ก็พบว่าเงาพวกนี้เหมือนจะเป็นหินแกะสลักที่นิ่งเฉย ก้มหน้าดูก้นน้ำตื้นใต้ฝ่าเท้า ผมพลันรู้ว่า นี่ไม่ใช่ก้นทะเลสาบตามธรรมชาติ
แต่เป็นส่วนหลังคาของสิ่งปลูกสร้างโบราณใต้น้ำสักอย่าง เพียงแต่ถูกเกลือคลุมเคลือบไว้ เงาในน้ำพวกนี้ เป็นหินสลักบนยอดหลังคาอย่างนั้นหรือ

ขณะคิดอยู่นั่นเอง เขาก็คว้าไหล่ของผม พลิกตัวขึ้นจากน้ำ ขาหนึ่งเหยียบไหล่นายอ้วน ขาหนึ่งเหยียบไหล่ผม ย่อตัวลง "เอาสายเบ็ดมา"

ผมหันคันเบ็ดขึ้น เมินโหยวผิงใช้สองนิ้วของเขาคีบสายเบ็ดไว้ "ปิดไฟฉาย!"

"จะมองไม่เห็นนะ!" นายอ้วนพูด

"ฉันสัมผัสได้ ปิดไฟฉาย" เมินโหยวผิงพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นมาก "พอฉันกระโดด ให้ปล่อยสายเบ็ด แล้วค่อยเปิดไฟ"

ผมกับนายอ้วนสบตากันแวบหนึ่ง เมินโหยวผิงพูดอย่างนี้แล้ว จะให้ทำยังไงล่ะ ก็เชื่อฟังสิ แล้วปิดไฟฉายทันที
ผมเก็บๆ ปล่อยๆ สายเบ็ดอยู่ในน้ำไม่หยุด ความรู้สึกที่ส่งมาจากปลายเบ็ดมันบอกว่า อยู่ๆ ปลาตัวนี้ก็ว่ายตรงมาทางพวกเรา

ในน้ำหนาวเย็นมาก ยี่สิบวินาทีต่อมาผมก็เริ่มตัวสั่น แล้วรู้สึกว่าปลานั่นเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที มันเข้ามาใกล้ด้วยรูปแบบควงสว่าน ผ่านไปอีกสิบวินาที
ร่างกายที่หนาวชาใต้น้ำของผม ก็สัมผัสได้ถึงกระแสน้ำที่กระเพื่อมเพราะการว่ายของปลา เริ่มมากระทบตัว

นายอ้วน "อึ๊อ๊ะ" เป็นสัญญาณบอกผมว่ามันมาแล้ว ผมจับคันเบ็ดแน่น สมาธิทั่วร่างรวบรวมเป็นหนึ่ง จากนั้น ผมรู้สึกได้ถึงร่างของเสี่ยวเกอบนไหล่กำลังปรับท่าเล็กน้อย เกร็งพลังไปทั้งร่าง

ผมไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นชั่วขณะ ประสาทสัมผัสทั้งหมดเริ่มค้นคว้านความเคลื่อนไหวใต้น้ำ และแทบจะหนึ่งวินาทีให้หลังจากที่เสี่ยวเกอเกร็งตัว เขาก็กระโดดออกไป

หัวไหล่เบาโล่ง ผมดึงคันเบ็ดขึ้นจากน้ำ เปิดตัวล็อกสาย นายอ้วนเปิดไฟฉายทันใด แล้วผมก็เห็นเมินโหยวผิงมือหนึ่งหนีบสายเบ็ดไว้ พุ่งตัวขนานกับผิวน้ำ เข้าใส่เงาของปลายักษ์ที่อยู่ห่างไปหนึ่งเมตร

ตัวตกลงน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นการตกพร้อมกันทั้งตัว สะเก็ดน้ำจึงระเบิดตูม จากนั้นก็เห็นหางยักษ์ของปลาสะบัดขึ้นมาจากใต้น้ำ ฟาดเข้าตัวนายอ้วน นายอ้วนถูกตบลงน้ำทันที

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นปลาตัวนี้โดยตรง หางของมันมีแต่เกล็ดละเอียด เป็นสีเหลืองของดิน บนนั้นมีลายสีดำจนเต็ม ลักษณะเหมือนปลาไหลชนิดหนึ่ง หางของมันมีขนาดเท่าเสาไฟฟ้า

นายอ้วนลุกพรวดขึ้นจากน้ำ "หว่อเช่า ปลาไหลนาพันปี!"

รอกเก็บสายเบ็ดของผมปล่อยสายออกไปรัวๆ แล้วก็เห็นเจ้าเงานั้นม้วนกลิ้งไม่หยุด ทั้งท่อนบนและล่าง ผมมองเห็นเกราะเหรียญเงินโบราณที่ฝังเข้าเนื้อของมัน
นายอ้วนจะโจมตีด้วยฉมวก ผมห้ามเขาไว้เพราะกลัวจะเกิดลูกหลง เห็นเจ้าปลานั้นยกตัวขึ้นอีกครั้ง เมินโหยวผิงถูกกระแทกขึ้นมาจากผิวน้ำ
ตกลงมาข้างตัวผม บนตัวพันเต็มไปด้วยสายเบ็ด พันเข้าอยู่กับตัวปลา แล้วถูกกระชากกลับลงน้ำในพริบตา

ผมเข้าใจความตั้งใจของเมินโหยวผิงทันที

เขาต้องการใช้สายเบ็ดมัดตัวปลานี้ไว้ ปลายักษ์เช่นนี้ เมื่ออยู่ใต้น้ำสู้ด้วยยากมาก มีแต่ต้องพันสายเบ็ดให้ไว้ทั่วตัวของมัน
จึงจะทำให้มันตื่นกลัว ขัดขืน สายเบ็ดยิ่งยุ่ง มันยิ่งดิ้นหลุดได้ยาก

ขณะนี้เมินโหยวผิงเหมือนจะทำสำเร็จแล้ว สายเบ็ดพันรอบตัวปลานั่นหลายร้อยรอบแล้ว แต่ตัวเขาเองก็พันติดไปกับตัวปลาด้วย กำลังจะจมน้ำตายแล้ว

ปลาดิ้นอย่างรุนแรง ผมโยนเบ็ดทิ้ง มือหนึ่งชักไฟฉายออกมา ตรงเข้าไปพร้อมกับนายอ้วน ดึงสายเบ็ดไว้ สายเบ็ดไม่ขยับ
เพียงมันดิ้นเท่านั้น นิ้วมือก็ถูกบาดหมด นายอ้วนโกรธจัด ตรงเข้าไปทั้งเตะทั้งต่อย ผมตะโกนลั่น "ตัดสายซะ! เสี่ยวเกอจะม่องแล้ว!"

นายอ้วนคว้าฉมวกขึ้นมาจะตัดสาย ผมพลันก้าววืด ที่แท้เรามาถึงชายขอบของหาดตื้นแล้ว ทำให้พลัดจมลงไป

ปลานั่นกับเมินโหยวผิงก็ตกออกจากเขตตื้นเช่นกัน ผมตะกุยมือเท้าสาวจับไปทั่ว ถูกสายเบ็ดพันไว้ ก็โมโหจัด

วัตถุทั้งสามจมลงสู่ใต้น้ำที่มีดสนิทพร้อมๆ กัน

อุณหภูมิใต้น้ำนั้นต่ำลงยิ่งขึ้น ซ้ำยังมีคลื่นใต้น้ำ พวกเราหมุนติ้วทันที ผมหันไปคว้ามีดขาหมา หมายจะตัดสายเบ็ด
ผมรู้ว่าพอสายเบ็ดขาด เจ้าปลานี่ก็ต้องดิ้นหลุดด้วย แต่หากสายเบ็ดไม่ขาด พวกเราต้องตายอยู่นี่กันแล้ว

ในความมืดมิด ผมมองเห็นแสงสว่างเหนือศีรษะ นายอ้วนชูไฟฉายดำลงมาช่วยพวกเรา แต่เขาอยู่ไกลจากพวกเรามากเกินไป
คลื่นเชี่ยวใต้น้ำพัดพวกเราห่างออกไปหลายร้อยเมตร ใต้ท้องน้ำต้องมีเส้นทางของแม่น้ำใต้ดิน หากถูกพัดไปถึงนั่น พวกเราตายแน่
ผมคาบไฟฉายไว้ ชักมีดออกมา แต่กลับถูกมือหนึ่งในความมืดกดไว้ ผมเห็นเมินโหยวผิงลอยตัวอยู่ในน้ำ เขาถูกพันติดไว้กับปลาอย่างสงบ
สายตาไม่ได้มองปลา แต่มองไปยังทิศทางหนึ่ง

ไฟฉายของผมกวาดผ่านความเวิ้งว้างของก้นทะเลสาบที่มืดมิด ผมเห็นตำหนักโบราณใหญ่โตมหึมาที่ถูกเกลือคลุมเคลือบ ปรากฏเลือนลางอยู่ในน้ำ
สองฟากแนวขวางทอดเหยียดออกไปไม่เห็นปลายสุด บานหน้าต่างฉลุลายนับไม่ถ้วนแช่แข็งผุกร่อน เสาเรือนชายคาที่มีขี้เกลือจับเกาะเป็นหย่อมๆ
ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ท่ามกลางเกล็ดเกลือนั้น ยังมองเห็นคานไม้แกะสลักสีสันจัดจ้านกับเสาใหญ่สีแดง ไม่มีลอกร่อน

พวกเราลอยตัวอยู่ด้านข้าง เหมือนกับลอยคว้างอยู่กลางอากาศขณะมองดูตำหนักวิหารลอยฟ้า แสงของไฟฉายส่องออกไป ไม่รู้กระตุ้นสิ่งใดเขา
ภายในอาคารเริ่มปรากฎแสงเรื่อสีแดงเหมือนโคมไฟ โคมแดงเหล่านั้น ประเดี๋ยวติด ประเดี๋ยวดับ เหมือนกับมีสัตว์ประหลาดบางอย่างอาศัยอยู่ข้างใน

กระแสน้ำหมุนวนอย่างเชี่ยวกราก ผมพบว่ากระแสน้ำทั้งหมดนั้นหมุนเป็นวงเวียนโดยวนอ้อมสิ่งปลูกสร้างมหึมาใต้น้ำแห่งนี้ ยิ่งจมลงไปลึก กระแสน้ำก็ยิ่งแรง

ผมใกล้จะกลั้นหายใจไม่อยู่แล้ว หลังสูบบุหรี่ก็หายใจสั้นลงมาก จับมือเมินโหยวผิง แล้วเขาจึงตัดสายเบ็ด เราสองคนดิ้นหลุดออกมา
ปลาไหลยักษ์ตัวนั้นก็ดิ้นหลุดจากสายเช่นกัน ว่ายตรงไปยังอาคารนั้นอย่างรวดเร็ว ผมได้มองเห็นหน้าตาทั้งหมดของมันแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร
และไม่รู้ว่าเหตุใดทั่วทั้งตัวจึงเต็มไปด้วยชุดเกราะเหรียญโบราณ ดูจากในน้ำ ประดุจมังกรน้อยตัวหนึ่ง

ขณะชุลมุน ผมเงยหน้าขึ้นเห็นสายเบ็ดเส้นหนึ่งโยงตรงลงมาจากผิวน้ำ ขึงเข้าไปในตัวตำหนัก เมินโหยวผิงมือหนึ่งจับผมไว้ อีกมือหนึ่งยึดเกาะสายเบ็ด
พวกเราทรงตัวได้ท่ามกลางน้ำเชี่ยว สายเบ็ดตึงแน่ว เขายกตัวผมขึ้น ทีละนิด ทีละนิด ไต่ตามสายเบ็ดขึ้นไป

ขณะโผล่ขึ้นเหนือน้ำ ผมจึงพบว่าสายเบ็ดเส้นนี้เป็นสายตกศพของเหลยเปิ่นชาง ใช้สายเบ็ดชนิดที่ตกปลายักษ์ในทะเล เหนียวแน่นมาก
ส่วนคันเหล็กก็ตอกตายอยู่ในเนื้อหินสันเขื่อน พวกเราปีนขึ้นฝั่งไป ส่องไฟให้นายอ้วน นายอ้วนซึ่งยังอยู่ที่หาดเขินรีบวิ่งมาหา เมื่อเห็นว่าพวกเราไม่เป็นไรจึงโล่งอก

เปียกโชกไปทั้งตัว ฝ่ามือบาดเจ็บ พวกเรากลับไปเปลี่ยนชุดที่แคมป์ ไตร่ตรองกันครู่หนึ่ง นายอ้วนก็พูดว่า

"ปลาพวกนี้จะต้องเลี้ยงไว้โดยคนที่สร้างที่นี่ ถึงได้มีคำบอกว่า ปลาไหลพันปีตะพาบหมื่นปี อาจไม่ได้มีแค่ตัวเดียวด้วย สงสัยถ้าไม่ค้นให้รู้เรื่องว่าที่นี่คือที่อะไร เจ้าปลานี่เราต้องตกมันไม่ขึ้นแน่"

ผมนึกทบทวนภาพที่เห็นใต้น้ำ ตำหนักวิหารใต้น้ำนั่น น่าจะถูกสร้างขึ้นบนหน้าผาใต้น้ำเหมือนกับการสร้างอารามลอยฟ้า สีสันจัดจ้านเหล่านั้น
เป็นไปได้ว่าอาจแกะสลักขึ้นจากหินอัญมณีทั้งก้อน ศาลเจ้าพญามังกรบนบกนี้ธรรมดาสามัญมาก ดูท่าจะสร้างขึ้นโดยคนละกลุ่มกัน
ส่วนพญามังกรน้ำตายนั่น น่าจะเป็นปลาไหลยุคโบราณชนิดหนึ่ง ในยามปกติจะอาศัยอยู่ด้านในของสิ่งปลูกสร้างใต้น้ำ เพียงแต่ไม่รู้ว่าแสงจากโคมไฟพวกนั้น มันคือสิ่งใดกันแน่

แต่เมื่อไม่มีเหยื่อ ก็ไม่รู้จะตกปลาขึ้นมาอย่างไรอีก และเมื่อได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของปลาตัวนี้ ผมกลับไม่รู้แล้วเมื่อตกมันขึ้นมาได้ แล้วจะทำยังไงกับมัน

ฆ่ามันหรือ เหมือนจะไม่มีความจำเป็นเช่นนั้น รอบนี้แตกต่างจากการเดินทางครั้งก่อนๆ คราวนี้พวกเราเป็นฝ่ายมาแหย่รังชาวบ้านเองจริงๆ
เหตุใดจึงต้องสังหารปลาที่มีอายุยาวนานเช่นนี้ด้วย

ต่อให้ตกขึ้นมาได้ จะเอามาทำบะหมี่ทอดปลาไหลกินหรืออย่างไร

แต่ผมรับรู้ได้แล้วว่า ความสงสัยใคร่รู้ในใจของผม หลังจากที่ตายจากไปนานหลายปี บัดนี้เริ่มพองฟูขึ้นมาอย่างรุนแรง ผมมองผิวน้ำอย่างเลื่อนลอย
ผมจะผละจากที่นี่ไปได้ไหมนะ ความรู้สึกอยากปล่อยวางแต่ทำไม่ได้อันคุ้นเคยนี่ ทำให้ผมหวาดวิตกมาก ผมพร่ำถามตัวเองไม่หยุด
ผมผละไปจากที่นี่ได้ ผมพิสูจน์มันหลายครั้งแล้ว ผมถอนตัวได้ แต่ถ้าผมถอนตัวได้ เหตุใดไม่ถอนตัวไปตอนรู้สึกว่ามีอันตราย กลับจะมาถอนตัวในยามที่ไม่ได้มีอะไรเลย

ใช่หรือไม่ว่า ผมสามารถที่จะเดินเข้าไปในตำหนักมังกรน้ำตายนั่น แล้วเมื่อรู้สึกว่าเมื่อใดก็ตามที่ควรถอนตัวก็จะถอนตัว เหตุที่ผมไม่ได้เดินเข้าไป
เป็นเพราะผมรู้ตัวว่า เมื่อเข้าไปแล้วก็ไม่มีทางถอยออกมาต่างหากสินะ

นี่ไม่ใช่ความกระจ่างรู้ แต่เป็นการหลอกตัวเองอย่างนั้นหรือ

ผมพลันกระจ่างในบางเรื่อง ในช่วงเวลานี้ หลังจากที่ผมปิดกั้นความสงสัยใคร่รู้แล้วความคิดเห็นของตนเองทั้งหมด แม้แต่ก้าวเดียวก็ไม่ยอมย่างเข้าไปในมวลปริศนาใดๆ
ผมพลันตระหนักได้ถึงความผิดพลาดบางอย่าง

"ไปกันเถอะ" ผมกัดฟันตบไหล่นายอ้วน มองหลุมศพของเหลยเปิ่นชางแวบหนึ่ง สะพายสัมภาระตนเองขึ้น เมินโหยวผิงก็ยกสัมภาระขึ้นมาเช่นกัน นายอ้วน "เฮ่ เฮ่" สองที

"จะไปกันเฉยๆ งี้?" เขาพูด "วังมังกรไม่สำรวจก็ได้ แต่ปลาไม่ตกไม่ได้นะ"

ผมจุดบุหรี่พูดว่า "ใครบอกว่าไม่ตก ปลาตัวนี้ ต้องตกแน่นอน อีกอย่าง วังมังกร พวกเราก็ต้องเข้าไปดูด้วย"

"งั้นทำไมจะกลับกันแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงน่า เรารอให้นายปวดท้องอีกรอบ จะต้องเบ่งคลอดเหยื่อมากพอให้ใช้งานอย่างแน่นอน" นายอ้วนกล่าว

ผมไม่ตอบคำถามนายอ้วน เพียงลากเขาเดินย้อนกลับ

สมองของผมกลับคิดตกเรื่องหนึ่ง ผมยังไม่รู้อยู่ดี ว่าเมินโหยวผิงอยากบอกอะไรผม แต่อย่างน้อยมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้แล้ว

ปลาตัวนี้ พวกเราต้องตกมันขึ้นมาแน่ เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้ แต่จะเป็นสักวัน อาจสักสองสามวัน หรือสองสามปี เราสามคนจะกลับมาตกปลาตัวนี้อีก
ทำงานจ้างวานงานนี้ของเหลยเปิ่นชางให้ลุล่วง การผจญภัยครั้งนี้ของชีวิต เป็นครั้งที่ผิดหวัง พวกเราทำมันไม่สำเร็จ ไม่ได้ความกระจ่าง ทำได้ไม่สุด

เมื่อกลับไปแล้ว ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นในกลางดึก ผมจะต้องนึกถึงสิ่งปลูกสร้างใต้น้ำแห่งนี้ เหมือนกับสมัยที่ผมจะนึกถึงประตูยักษ์บานนั้น
ในสิบปีนั้น ทุกสิ่งที่ผมหยัดยืนอยู่ได้ เป็นเพราะผมมีความคิดหนึ่งในใจ ความสงสัยใคร่รู้ ความต้องการเอาชนะ คำมั่นสัญญา นั่นทำให้ชีวิตของผมมีความหมายยิ่งขึ้น

ผมไม่ได้หลบหนีอะไรในหมู่บ้าน เหมือนอย่างที่นายอ้วนอยู่ย่อยความเจ็บปวดทั้งมวล ผมต้องเรียนรู้การย่อยทุกสิ่งในอดีต
ไม่ใช่มัวไร้ความรู้สึกต่อทุกสิ่ง ดังนั้น อยู่ที่หมู่บ้านคือทางเลือกของผม ต่อให้ไม่ใช่อยู่ในหมู่บ้าน ผมก็สามารถตัดสินใจการรุกหรือรับได้ด้วยตัวเอง

ผมเดินจบครบวงแล้วหนึ่งรอบ เริ่มจากไอ้เด็กหัวเกรียน กลายเป็นสภาพเยี่ยงตอนนี้ ก้าวต่อไปจะเป็นอะไร หลังจากที่ผมรู้ทุกสิ่งแล้ว เข้าใจทุกอย่างแล้ว
ผมจะกลับไปเป็นอู๋เสียผู้เทียนเจินเมื่อครั้งนั้นได้อีกไหม เป็นไปได้ไหม

มันเป็นไปได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ไต่ขึ้นบนแบบวงสว่าน เมื่อผมรู้สึกว่าตนเองกลับมาที่เดิม มันคือที่เดิมในเส้นขวาง แต่ในทางเส้นตั้ง
ระดับความสูงของผมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผมสามารถการวางตัว การปฏิบัติแบบเดียวกันกับคราวก่อนนั้น ไปปฏิบัติต่อผู้คนทั้งหมด
โดยไม่ได้รับบาดเจ็บอีก ผมสามารถเชื่อใจคนอื่น พร้อมกับปกป้องตนเองไปด้วย

พวกเรากลับถึงหมู่บ้าน มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ผมเก็บเงียบไว้ไม่ได้บอกนายอ้วนกับเมินโหยวผิง และมันกวนใจผมมาตลอด บัดนี้ผมพลันรู้แล้ว ว่าควรทำอย่างไร
ผมหยิบกระเป๋าที่เก็บของใช้เก่าของผมออกมา ในนั้นมีมือถือเครื่องเก่าและหมายเลขโทรศัพท์เบอร์เดิม ผมเสียบสายชาร์จต่อหน้านายอ้วน
จากนั้นก็เปิดกล่องข้อความสั้น ข้างในมีข้อความเข้าใหม่ล่าสุด ส่งมาถึงผมในคืนส่งท้ายปีใหม่จีน มาจากหมายเลขที่ระบุไม่ได้

ในข้อความเขียนเพียงสั้นๆ ว่า "ทิศตะวันออก หอกลอง เมืองหนานจิง ตู้เก็บของ หมายเลข 221 พิพิธภัณฑ์การพยากรณ์อากาศ เป่ยจี๋เก๋อ สวัสดีปีใหม่"

ผมมีลางสังหรณ์อันแรงกล้า ว่าข้อความสั้นนี้ มาจากอาสามของผม

/จบเรื่อง "ราชานักตก" ภาคพิเศษตรุษจีน 2016

--- --- ---

คนแปล Talk:
จบแล้ววว ฟู่ว์... อยู่ด้วยกันมาเดือนกว่า เท่ากับหนังสือบางๆ ได้เล่มนึงเลย
ฝากไว้เพียงเรื่องเดียวครับ งานหนังสือคราวนี้ส่วนตัวผมได้บูธต่อมาจากเพื่อน คือบูธ N15 โซน C1 (ชั้นล่าง) นะครับ
มีหนังสือใหม่ในนามสำนักพิมพ์ตัวเองชื่อ “ลวง Souls Embracing” วางจำหน่ายเป็นหลัก และหนังสือของเพื่อนๆ ในเครือ
ผมกับก้อยเฝ้าบูธกันแค่สองคนนี่แหละ นอกเหนือจากไปอุดหนุนสำนักพิมพ์หลัก (สยามอินเตอร์บุ๊ก) ที่ A03 แล้ว
อย่าลืมแวะมาเยี่ยมเยียนทักทาย มาถ่ายรูปกัน หากมีงบเหลือ มารับอะไรติดมือกลับไปนิดๆ หน่อยๆ นะครับ
แล้วพบกันใหม่เมื่อหนานไพ่ฯ มา

_________________
:: s :: s :: s :: s :: s :: s :: s ::




用我一生,换你十年天真无邪
また、会える日まで
avatar
souless_angel
ด้วงสกุลเอ้อร์
ด้วงสกุลเอ้อร์

จำนวนข้อความ : 413
Points : 2484
Join date : 26/10/2014
ที่อยู่ : ใต้เตียงท่านเอ้อร์

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ