Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[OS] #DMBJdailyquote รูปเก่าๆ - 'เรื่องบางเรื่อง รู้แล้วอาจไม่ใช่เรื่องดี' #day288 [อู๋เสีย, Implied 15]

Go down

[OS] #DMBJdailyquote รูปเก่าๆ - 'เรื่องบางเรื่อง รู้แล้วอาจไม่ใช่เรื่องดี' #day288 [อู๋เสีย, Implied 15]

ตั้งหัวข้อ by sinnerdarker on Sun 08 Nov 2015, 23:06








“ท่านพร้อมหรือยัง?” เสียงนั้นกล่าวคล้ายขบขัน แฝงแววตื่นเต้นในที

ผู้ถูกถามเพียงแค่นเสียงในลำคอ เชิดขึ้นเล็กน้อยราวกับจะเอ่ยแทนคำตอบ

เสียงหัวเราะดังขึ้น จากนั้นผู้เอ่ยจึงสำทับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“อย่าขยับล่ะท่าน”

สิ้นสุดคำกล่าว เสียงกระจ่างชัดของกลไกก็ดังขึ้น

ฟุ่บ

+++++++++++++++++++++++++++++++

“กล้องถ่ายรูป?”

ผมเงยหน้าขึ้นจากกล้องถ่ายรูปประจำตัวของตน มองใบหน้าของเตี่ยอย่างสงสัย

วันนี้ ผมได้โอกาสกลับมาที่บ้านใหญ่หลังจากที่ไม่ได้มาเสียนาน ที่ทางของผมตอนนี้ห่างไกลความเจริญ หากไม่จำเป็นก็มักไม่เดินทางเข้ามาในเมือง แต่เพราะผมขาดการติดต่อนานเกินไป เตี่ยร้อนใจจึงให้เสี่ยวฮัวติดต่อกับผม ผมเห็นว่าระยะหลังมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องของตน ไม่ได้ติดต่อเตี่ยกับม๊ามานาน จึงรีบเข้ามาเยี่ยมเตี่ยในเมือง ถือโอกาสหาข้าวของที่จำเป็นไปในตัว

ตี่ยดีใจมากที่เห็นผม ม๊าเองก็ไม่ต่างกัน ทั้งคู่รีบหาข้าวหาปลามาให้ รั้งให้ผมอยู่ค้างที่บ้านซักคืนสองคืน ความจริงแล้ว ผมควรกลับบ้านตนเอง แต่เมื่อเตี่ยชวนไว้ ผมจึงรับคำโดยไม่ขัดข้องอะไร

พวกท่านชราลงไปมาก ผมเห็นแล้วบางครั้งก็อดสะท้อนใจไม่ได้ อายุอานามปานนี้ ควรจะมีหลานมาเรียกปู่จ๋าให้ดีใจเล่น แต่ผมเองกลับไม่ถูกใจใคร และด้วยสถานการณ์ตอนนี้…มีความเป็นไปได้ว่าผมอาจจะโสดไปจนตาย

ผมตัดสินใจไม่ยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูด และเตี่ยกับม๊าเองก็ไม่ได้กล่าวถึง และในระหว่างที่ผมยกกล้องขึ้นมาอวดภาพที่ถ่ายในหมู่บ้านกลางป่าเขา เตี่ยก็พูดถึงกล้องอีกตัวหนึ่งขึ้นมา

“ใช่…เตี่ยเห็นกล้องเสี่ยวเสียแล้วนึกได้ เมื่อก่อนปู่เขาเคยเล่าให้ฟัง ว่าบ้านเราเคยมีกล้องอยู่ตัวหนึ่ง..เป็นกล้องถ่ายรูปสมัยก่อน” เตี่ยเริ่มเล่าให้ผมฟัง ดูเหมือนกล้องตัวนั้นจะเป็นกล้องตั้งแต่สมัยปู่ เป็นแบบที่ต้องตั้งขาอยู่กับพื้น ใช้เวลานานในการทำปฏิกิริยากว่าจะได้มาซักภาพ กล้องแบบนั้นปัจจุบันแทบไม่มีเหลือแล้ว นับเป็นของทรงคุณค่าที่คู่ควรแก่การเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์

ผมถามเตี่ยกลับไปว่าปู่ได้กล้องแบบนั้นมาได้อย่างไร ท่านดูไม่ใช่คนที่ชอบถ่ายภาพหรือชอบสะสมของเก่า นอกจากนี้ สมัยก่อนกล้องไม่ได้ใช่ง่ายและแพร่หลายอย่างสมัยนี้ คนที่มี ส่วนใหญ่ก็จะประกอบอาชีพถ่ายภาพไปในตัว

“เสี่ยวเสียรู้ใช่ไหม สมัยก่อนนี้ปู่เขามีอาชีพขุดสุสาน ฝึกสุนัขจนประสาทกลิ่นดี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีคนยืมสุนัขของปู่ แต่ไม่มีเงินจ่าย จึงให้กล้องนี้มากำนัล” เตี่ยลูบคางทำท่านึก “ดูเหมือนปู่จะเห่ออยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เลิกไป”

ผมฟังถึงตรงนี้แล้วนึกสงสัยขึ้นมา จำได้ว่าสมัยโน้น เกิดเหตุขึ้นที่ฉางซา โจรขุดสุสานต่างหนีตายกันจ้าละหวั่น ความจริงแล้วปู่ของผมไม่ควรมีกล้องขนาดใหญ่แบบนั้นติดตัวมาด้วย แล้วทำไมจึงพกติดตัวมา

“ไม่ได้พกติดตัวหรอกเสี่ยวเสีย ปู่เขากลับไปเอาที่บ้านเก่า ท่านเล่าว่ากลับไปเก็บของที่พอจะเอาไปได้อีก เห็นกล้องตัวนั้นจึงรีบหยิบมา” เตี่ยเล่าถึงตรงนี้ ครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ ทำท่าเสียดายอยู่เล็กน้อย “แต่ก็ขายไปนานแล้ว มีคนสนใจอยากได้ ปู่จึงขายไป”

ผมฟังแล้วนึกเสียดายขึ้นมาตามประสาคนเล่นกล้อง แต่ก็ไม่ใช่เร่องแปลกที่จะขายไป เตี่ยเล่าถึงตรงนี้ก็เริ่มเปลี่ยนเรื่องไป แต่กล้องตัวดังกล่าวยังติดอยู่ในใจผม
“ที่เสี่ยวเสียชอบถ่ายรูปอาจจะมาจากปู่ก็ได้”

เตี่ยว่าแล้วหัวเราะให้ผม แต่ผมกลับคิดว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันซักเท่าไหร่


+++++++++++++++++++++


“….”

“เสร็จหรือยัง?”

“…ข้าถ่ายออกมาพลาด ท่านช่วยยืนต่ออีกซักครู่ได้ไหม?”

ได้ยินเช่นนั้น ผู้ที่ยืนนิ่งกับที่จึงพยักหน้าคล้ายยินยอม และปล่อยให้ฝ่ายนั้นชักภาพของเขาอีกครั้ง

ฟุ่บ!


++++++++++++++++++++++++++



หลังจากที่เราทานข้าวเสร็จแล้ว ผมก็อาบน้ำ เตรียมแยกย้ายกันเข้านอน แต่เพราะวันนี้ได้ยินเรื่องของคุณปู่ จึงอดรู้สึกคิดถึงท่านไม่ได้ ผมเดินตรงไปที่ห้องของปู่ บิดลูกบิดประตู เปิดเข้าไป จากนั้นก็ป่ายมือหาสวิตซ์ไฟ ไม่นานนักแสงสว่างก็วาบขึ้นมา

ภายในห้อง ยังคงเป็นเช่นเดิมกับที่ผมจำได้

หลังจากที่ปู่จากไป ห้องนี้ก็ถูกปิดตายไว้ ไม่มีใครขนของของท่านออกไป และไม่มีใครขนสิ่งใดเข้ามา สิ่งที่เพิ่มเติมจากยามที่ท่านยังมีชีวิต คือผ้าสีขาวที่คลุมเครื่องเรือนทุกชิ้นในห้อง และสิ่งที่หายไป คือกลิ่นอายของปู่

ผมสูดลมหายใจลึก จากนั้นก็ไอโขล่กน้ำหูน้ำตาไหล

“แม่งเอ๊ย..” ผมเผลอสบถออกมา ดึงชายเสื้อเช็ดจมูกตัวเองแล้วโบกมือไปมาตรงหน้าตน ภายในห้องเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ไม่น่าแปลกใจซักเท่าไหร่สำหรับห้องที่ไม่ได้ทำความสะอาดมานาน

ผมเช็ดนิ้วกับจมูก เดินเข้าไปที่โต๊ะของปู่ กวาดมือบนผิวไม้ราบเรียบ มองฝุ่นที่หนาติดมือตนมาเป็นแผง

ผมมองฝุ่นในมือแล้วเช็ดกับผ้าที่คลุมเครื่องเรือนอยู่ จากนั้นก็ดึงลิ้นชักของปู่ออกมา

เป็นดังคาด ภายในนั้นไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครแตะต้องของของปู่ ก็ดูเหมือนจะเก็บข้าวของเอาไว้อย่างเรียบร้อย ของชิ้นเช็กชิ้นน้อยของปู่ น่าจะถูกเก็บลงไปในลังเรียบร้อยแล้ว

ทั้งที่ควรเป็นเช่นนั้น แต่ผมกลับเห็นของบางสิ่ง นอนนิ่งอยู่ภายใน


เป็นรูปถ่าย


รูปถ่ายสีขาวดำ…แสงเงาและตัวฟิล์มบ่งบอบกว่าไม่ได้ถ่ายจากกล้องในยุคปัจจุบัน สีสันของมันซีดจางตามกาลเวลา ทว่ายังคงมองออกว่าเป็นรูปอะไร

ผมพลิกรูปไปมา จากนั้นก็สังเกตเห็นตัวอักษรด้านหลัง เมื่อเห็นว่ามีชื่อใครปรากฏอยู่นั้นผมก็เบิกตาขึ้น หันรูปด้านหน้ามาดูแทบจะในทันที

ภายในรูป เป็นร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบทหารเก่าของชายคนหนึ่ง เส้นผมสีดำขลับเสยเรียบไปด้านหลัง ใบหน้าขึงขังปรากฏรอยยิ้มบางๆ คลายบรรยากาศตึงเครียดในรูปให้ผ่อนคลายขึ้น ฝ่ามือข้างหนึ่งจับเก้าอี้ไว้ อยู่ในท่าถ่ายรูปมาตรฐาน

ใบหน้าของคนผู้นี้ไม่ชัดเจนนัก อาจเป็นเพราะกาลเวลา หรืออาจเพราะฝีมือของผู้ถ่าย อย่างไรก็ตาม ภาพๆ นี้ก็ทำให้ผมเงียบไป

เมื่อคลุกคลีกับรูปถ่ายมานาน คุณจะเริ่มดูออกว่าภาพนี้ คนถ่ายถ่ายด้วยความรู้สึกอย่างไร เป็นคนแบบไหน คนเราเมื่อถ่ายรูป สิ่งที่ปรากฏขึ้นย่อมสะท้อนตัวตนและความรู้สึก ณ ขณะนั้นออกมา แม้ว่าคนถ่ายจะเป็นมือใหม่หรือไม่ชำนาญการ ก็ยังคงมีบางสิ่งที่แสดงออกมาผ่านแสงเงาเหล่านั้น

ผมมองภาพถ่ายภาพนี้ เห็นชัดว่าคนถ่ายรู้สึกเช่นไร

และยิ่งเห็นชัด ว่ารอยยิ้มที่อยู่บนภาพนั้น เป็นรอยยิ้มแบบใด

ผมลูบปลายนิ้วตามขอบรูป ชะงักเล็กน้อยเมื่อพบร่องรอยของการถูกเผา มันเป็นรอยขาดหายบางๆ ที่มุมปลาย…บางทีคงมีคนเคยคิดทำลายมัน

วูบหนึ่ง ผมคิดถึงคุณย่า แต่คิดอีกทีหนึ่ง..ก็รู้ว่าท่านไม่ใช่คนเช่นนั้น

บางทีคนที่เผา..อาจจะเป็นปู่ของผมเอง

แต่ท่านอยากเผารูปใบนี้เพราะเหตุใด เก็บไว้เพราะอะไร และทำไมจึงเหลือเพียงสิ่งนี้ในลิ้นชักอันว่างเปล่า..ผมเองก็สุดที่จะคาดเดา

..บางที อาจจะเกี่ยวกับสายตาและรอยยิ้มของคนผู้นี้กระมัง

ผมมองดูรูปใบนี้อีกครั้ง ก่อนจะพลิกไปอ่านด้านหลังภาพ

ที่กึ่งกลาง เขียนชื่อของคนสองคนเอาไว้




‘จางฉี่ซาน

อู๋เหลาโก่วเป็นผู้ถ่าย’





+++++++++++++




“ท่านพอใจหรือไม่?” เขาเอ่ยถามผู้ที่ยืนนิ่ง ถือรูปถ่ายในมือ

ร่างตรงหน้ายังคงนิ่งงัน ดูรูปถ่ายอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้า “นับว่ายังดูได้”

“ข้าควรถือว่าท่านพอใจ?”

“หากเจ้าคิดเช่นนั้นก็ให้เป็นเช่นนั้น” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบบอกกล่าว เก็บรูปถ่ายแนบกระเป๋าอกเสื้อ จากนั้นจึงหันมามอง แย้มรอยยิ้มขึ้นบางเบา “ข้าควรให้อะไรตอบแทนหรือไม่?”

“จะมีของตอบแทนเพื่ออันใด ข้าเป็นฝ่ายขอร้องท่านให้ถ่ายรูป เป็นข้าต่างหากที่ควรขอบคุณท่าน”

“เช่นนั้นเจ้าควรต้องมีของตอบแทนข้า”

“ท่านได้รูปที่ข้าถ่ายไปแล้ว”

ผู้ฟังหัวเราะเมื่อได้ยินคำนั้น ผงกหัวรับคำ ดวงตาจดจ้องผู้อ่อนวัยเบื้องหน้าตน “..ขอบใจเจ้า อู๋เหลาโก่ว”

เจ้าของนามนิ่งงัน ดวงตาสบมองตอบ จากนั้นจึงผุดรอยยิ้ม เอ่ยตอบกลับไป “ขอบคุณท่านเช่นกัน พ่อพระใหญ่จาง”



++++++++++++++++++++



ผมไม่รู้ว่าย่าจะเห็นรูปนี้หรือเปล่า ท่านเป็นคนจัดการข้าวของของปู่ แต่หากลิ้นชักนั้นว่างเปล่า เหลือเพียงรูปใบนี้ …ย่าก็อาจจะจงใจทิ้งมันเอาไว้

ความวุ่นวายใจก่อตัวขึ้นในอกผม เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนหลังจากเขากลับมาที่ผมถูกปริศนาใหม่ทำให้ปั่นปวน แต่ปริศนานี้ ผมไม่สามารถตามสืบได้..ไม่มีร่องรอยใดเหลือให้สืบสาวหาความอีกต่อไป

ผมถอนหายใจ ออกมานั่งอยู่บนระเบียงให้สายลมพัดผ่าน จุดบุหรี่ขึ้นสูบอย่างอดไม่ได้ จากนั้นก็มองรูปภาพในมือตน




..ภาพถ่ายบ่งบอกถึงตัวตนของคนผู้นั้น

บ่งบอกถึงความรู้สึก ณ ขณะนั้น

และยังบ่งบอกความรู้สึกที่มีต่อคนที่อยู่เบื้องหลังเลนส์





รูปนี้ที่ปู่ถ่ายค่อนข้างดูดี…แม้ไม่นับว่าดีมากหากเทียบกับมืออาชีพ ก็ยังแสดงถึงความใส่ใจ ถ่ายโดยที่มีตัวตนของคนคนนี้ที่ปู่รู้จักแสดงออกมาผ่านท่าทางมากที่สุด




..ความรู้สึกของปู่ต่อคนคนนี้

ผมเลือกที่จะไม่แสดงมันออกมาผ่านคำพูด




ผมมองรูปนี้อยู่นาน ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจจุดไฟแช๊ค จ่อเปลวไฟที่ปลายรูป ปล่อยให้มันค่อยๆ ลุกลามเผาผลาญแผ่นฟิล์มจนหมดใบ

เหม่อมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นของตน ยังคงนึกถึงรอยยิ้มและแววตาของคนในรูปถ่าย



..ผมคิดว่าตนรู้ดีว่าสื่อถึงอะไร



ผมหลุบตาลง สูบลมหายใจลึก นึกอยากลบความรู้สึกและสิ่งที่ตนเพิ่งรู้ในค่ำคืนนี้ออกไป..แต่ผมรู้ดี มันจะกลายเป็นสิ่งที่ติดค้างอยู่ในความทรงจำไปจนวันตาย




…เรื่องบางเรื่อง รู้แล้วอาจไม่ใช่เรื่องดี




ผมเดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน ปล่อยให้เปลวไฟกลืนกินรูปถ่ายจนมอดดับ

กลายเป็นเถ้าธุลี ลอยหายไปกับสายลม






+++++++++++++++++


อู๋เหลาโก่วมองรูปในมือตน


รูปนี้ เขาเป็นผู้ถ่ายเองกับมือ เมื่อนานแสนนานมาแล้ว ของสิ่งเดียวที่ไม่ยินยอมให้หายไป


ราชาสุนัขถ่ายรูปของคนผู้นี้ไว้สองรูป รูปหนึ่ง เขามอบให้กับเจ้าตัวไป อีกรูปหนึ่งเก็บเอาไว้ติดตัว อ้างว่าเป็นรูปเสีย และถ่ายรูปที่สองให้พ่อพระใหญ่


วินาทีแรกที่เห็นภาพปรากฏชัดขึ้น ไม่ว่าด้วยความรู้สึกหรือสัญชาตญาณใด อู๋เหลาโก่วก็ตัดสินใจจะไม่ให้ผู้ใดได้เห็นรูปนี้


ไม่ว่าเจ้าตัวเองหรือใครคนไหน


เขาเคยตัดสินใจเผามันทิ้ง แต่สุดท้ายแล้วกลับเก็บเอาไว้ เป็นความอับอาย เป็นความลับที่ไม่ต้องการให้ใครทราบ


ทว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อรู้สึกตัวอีกที กลับรักษาไว้เยี่ยงสมบัติล้ำค่าของตน


บัดนี้เมื่อชราลง รูปถ่ายกลายเป็นร่องรอยหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ของคนผู้นั้น ชายที่หายสาบสูญไปยังอีกฟากของแม่น้ำ และไม่เคยปรากฏตัวขึ้นอีก


..เป็นหลักฐานของความรู้สึก ที่ครั้งหนึ่งเคยเบ่งบาน


..และบางที อาจยังไม่โรยรา


อู๋เหลาโก่วหลับตาลง มือเหี่ยวย่นเก็บรูปกลับเข้าไปในลิ้นชัก จากนั้นจึงลุกขึ้น เดินออกมาจากห้องของตน


ทิ้งความทรงจำเอาไว้เบื้องหลัง



END
avatar
sinnerdarker
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 343
Points : 1942
Join date : 27/10/2014
ที่อยู่ : บ้านสกุลหวัง

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [OS] #DMBJdailyquote รูปเก่าๆ - 'เรื่องบางเรื่อง รู้แล้วอาจไม่ใช่เรื่องดี' #day288 [อู๋เสีย, Implied 15]

ตั้งหัวข้อ by tamahome on Mon 09 Nov 2015, 07:06

ทำไมอู๋เสียบอกว่าเรื่องนี้รู้แล้วไม่ใช่เรื่องดีล่ะคะ! มันก็มิตรภาพแบบแมนๆพอๆกะนายน้อยกับเสี่ยวเกอนั่นแหละ 55555555 กลัวมีปัญหาร้าวฉานในครอบครัว รู้สึกแตกแยกไม่เชื่อใจปู่ขึ้นมาเหยอ อิอิอิอิ

ส่วนปู่อู๋...เรื่องบางเรื่อง รู้ไปก็ไม่ใช่เรื่องดี...คือเรื่องที่พ่อพระยิ้มหวานให้ปู่ขนาดนี้ ปู่อยากเก็บไว้ดูคนเดียวสินะคะ 55555555
avatar
tamahome
ด้วง
ด้วง

จำนวนข้อความ : 32
Points : 1392
Join date : 27/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ