Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[OS]We will never part again. (ผิงเสีย)

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[OS]We will never part again. (ผิงเสีย)

ตั้งหัวข้อ by susuwatari on Tue 08 Sep 2015, 09:22

We will never part again.
Paring : ผิงเสีย

เสียงผัดกับข้าวดังออกมาจากในครัว ผมที่เพิ่งกลับจากเคลียร์บัญชีร้านเสร็จรีบสะบัดรองเท้าเอาไว้ตรงหน้าประตูแจล้วตรงเข้าไปยังจุดกำเนิดเสียงอย่างรวดเร็ว พอก้าวพ้นตู้หนังสือชุดที่ถูกจัดวางให้เป็นที่กั้นระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัวแล้วก็ได้เห็นแผ่นหลังสูงตรงในชุดอยู่บ้านอันประกอบด้วยเสื้อยืดสีทึบและกางกางขายาวกำลังทำอะไรง่วนอยู่หน้าเตา

เสียงเครื่องดูดควันอัตโนมัติครางหึ่งๆ ขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาผมถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้คนหูไวอย่างเขารู้สึกถึงการมาถึงของผม เมินโหยวผิงหันมาส่งยิ้มบางให้กับผม ผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลดูเข้ากันกับเขาอย่างน่าประหลาด ในมือถือกระทะซึ่งมีผักสีเขียวๆแดงๆปนกันอยู่

ผมส่งยิ้มตอบกลับให้เขาแล้วเอ่ยขึ้น

“กลับมาแล้ว”

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”

สองประโยคนี้เป็นประโยคธรรมดาพื้นฐานที่สุดที่คนสองคนซึ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจะพูดโต้ตอบกัน แต่สำหรับผมแล้วทุกครั้งที่ได้พูดประโยคพวกนี้มันเหมือนกับเป็นเครื่องยืนยันว่าการที่พวกเรายังอยู่ด้วยกันนั้นคือความจริง ผมไม่ได้เพียงแค่ฝันไป

เมินโหยวผิงเห็นผมทำท่าชะงักก็แสดงสีหน้าสงสัยออกมา ผมจึงส่งยิ้มตอบเขาแล้วก้าวเท้าเข้าไปจูบลงบนแก้มมันๆทีหนึ่ง นี่ก็เป็นหนึ่งในธรรมเนียมของเราสองคนเช่นกัน เมินโหยวผิงจูบแก้มผมตอบแล้วไล่ให้ผมไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย

ผมหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องนอนอย่างว่าง่าย รู้สึกว่าสองสามวันมานี้จะกังวลถึงการอยู่ด้วยกันอย่างน่าประหลาด ผมกลัวว่าทุกอย่างที่มีในตอนนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันหนึ่งตื่น เมื่อตื่นแล้วก็จะอยู่ตัวคนเดียวเหมือนเมื่อก่อน

ว่ากันว่าเวลาที่คนเรามีความสุขมากที่สุดความทุกข์จะมาเยือนอย่างไม่รู้ตัว เพราะเหตุนี้ผมจึงรู้สึกหวาดระแวงทุกครั้งที่หลับตาลงในยามดึก และตื่นขึ้นมาในยามเช้า หมู่นี้เลยรู้สึกว่าหลับไม่สนิทเท่าไหร่นัก

ผมผลักความคิดฟุ้งซ้านทั้งหมด อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมานั่งรอเมินโหยวผิงจัดโต๊ะอาหาร ผมไม่เคยนึกมาก่อนว่าคนที่ไม่ข้องเกี่ยวกับโลกภายนอกสุดๆแบบเขาจะทำอาหารเป็น ซ้ำยังทำได้อร่อยเสียจนสามารถเปิดร้านขายอาหารได้สบายๆ ผมนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่เหม่อมองแผ่นหลังคล่องแล้วกำลังจัดโต๊ะอาหารอย่างเพลิดเพลิน

จู่ๆความง่วงงุนประหลาดก็เคลื่อนเข้ามาครอบคลุมทั่วร่าง ภาพแผ่นหลังของเมินโหยวผิงไหววับเหมือนกับภาพลวงตาของโอเอซิสในทะเลทราย ผมพยายามจะขัดขืนแต่ความง่วงงุนนั้นมีชัยเหนือกว่า ในที่สุดแสงสว่างตรงหน้าก็ดับวูบหายไป

————

อากาศเย็นเยือกพุ่งเข้าปะทะตัว ผมนึกทบทวนความทรงจำต่างๆอยู่สองสามรอบขณะพยายามลืมตาตื่นขึ้นเพื่อจะพบว่าเวลานี้ผมกำลังขดตัวหลับอยู่ในเต้นท์หลังหนึ่ง เมื่อยันร่างลุกขึ้นดูรอบตัวก็พบว่าข้างๆมีนายอ้วนหวังที่ยังดูหนุ่มนอนกรนเสียงดังเหมือนกลองศึกอยู่ ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อครู่ที่อยู่กับเมินโหยวผิงในห้องที่หังโจวคงเป็นเรื่องฝันไปสินะ

นี่ผมฝันเลอะเทอะเลื่อนเปื้อนถึงขนาดนี้ได้ยังไงกัน ผมลูบหน้าลูบตาไล่ความรู้สึกแปลกๆออกไปจากสมอง แต่บนแก้มกลับจำสัมผัสของริมฝีปากที่เมินโหยวผิงประทับลงมาได้ รู้สึกเหมือนจริงจนเกินไป จนผมรู้สึกกลัว

ผมรีบคลานออกไปจากเต้นท์เงียบๆ หลังปล้ำสวมรองเท้าในความมืดอยู่ครู่ใหญ่ก็พาตัวเองเดินออกมาจนถึงทะเลสาบปริศนาได้สำเร็จ เสียงคลื่นจากกาลักน้ำดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมกับผิวน้ำไหววับเป็นระลอก ผมมองไปริมน้ำก็พบร่างสูงของเมินโหยวผิงยืนนิ่งอยู่

เมื่อผมก้าวเข้าไปหากลับพบว่าแม้จะเดินไปกี่ก้าวก็ไม่อาจไปถึงตัวเขาได้เสียที ผมตะโกนเรียกแต่เขาก็ไม่ได้หันมา ผมยิ่งเร่งฝีเท้าสองมือเอื้ิอมไปด้านหน้าไขว่คว้าหวังโอบกอดแผ่นหลังนั้นแต่ไม่รู้ทำไมร่างของเมินโหยวผิงกลับยิ่งห่างออกไปทุกขณะ

ผมตะโกนเรียกเขาจนสุดเสียง

“เมินโหยวผิง”

———————-

ผมสะดุ้งลุกพรวดขึ้นมานั่งหอบหายใจอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เหงื่อไหล่ท่วมตัวจนรู้สึกเหนียวเหนอะไปหมด เมื่อกวาดสายตามองไปรอบกายก็พบว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่ในห้องของตัวเองที่หังโจว นาฬิกาดิจิตอลบนหัวเตียงบอกเวลาตีหนึ่ง เครื่องปรับอากาศตัวเก่าส่งเสียงครางหึ่งๆพ่นไอเย็นออกมาสัมผัสกับเหงื่อจนผมรู้สึกหนาวสะท้าน

ผมนึกทบทวนความฝันพลางสูดหายใจลึกยาว ที่แท้ผมก็ฝันซ้อนฝันนี่เอง สุดท้ายก็กลับมาอยู่ในห้องมืดๆนี้คนเดียวจนได้ ความฝันครั้งนี้่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองปรารถนาจะใช้ชีวิตอยู่กับเมินโหยวผิงมากเพียงไร จู่ความรู้สึกบางอย่างตีขึ้นในอกพาเอากระบอกตารู้สึกร้อนไปหมด ผมแข็งใจเดินโซเซตรงไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้า

หวังว่าน้ำเย็นๆจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาได้ ผมเปิดประตูห้องนอนแล้วก้าวผ่านห้องนั่งเล่นมืดๆไปอย่างไม่คิดจะเปิดไฟ ผลคือสะดุดเข้ากับมุมโซฟาเต็มแรงจนล้มลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น รู้สึกเหมิือนว่าพลังในการใช้ชีวิตถูกสูบหายไปจนหมด

ผมนั่งก้มหน้านิ่งบนพื้นไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้น ก่อนที่น้ำตาหยดแรกจะกระทบถูกพื้นก็มีมืออุ่นคู่หนึ่งจับไหล่ผมเอาไว้ตามด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ถามขึ้น

“อู๋เสีย เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ทำไมออกมาเดินมืดๆแบบนี้”

เสียงนั้นที่ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่สามารถลืมได้ ผมเงยหน้าเห็นเมินโหยวผิงในชุดนอนกำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ผมค่อยๆเลื่อนมืออันสั่นเทาไปตามสันกรามและใบหน้าของอีกฝ่าย ต้องการยืนยันว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพฝันอีกต่อไป สุดท้ายผมก็โผเข้ากอดเขาแน่นเหมือนกับลูกลิงกอดแม่

จมูกได้กลิ่นสมุนไพรอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว มันเป็นกลิ่นที่หอมที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้ผมจะเคยได้กลิ่นมา เมินโหยวผิงมีท่าทีงุนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆสวมกอดผมกลับ มือหนาลูบหลังผมไปมาเบาๆ เขาคล้ายจะเข้าใจความรู้สึกผมจึงส่งเสียงกระซิบ

“ฉันอยู่นี้แล้ว”

“นายไม่มีอะไรต้องกลัว จากนี้เราจะไม่แยกจากกันอีก”

ผมลอบสูดน้ำมูกเงียบๆทั้งที่ใบหน้ายังคงซุกอยู่ที่อกของเขา เขาปล่อยให้ผมกอดแน่นๆอยู่อย่างนั้นจนพอใจก่อนจะค่อยๆดึงร่างผมให้ลุกขึ้น

“ไปนอนเถอะ”

“ฉันสัญญาว่าพอถึงพรุ่งนี้ เมื่อนายลืมตาขึ้นมาก็จะเห็นฉันเป็นคนแรก”

ผมพยักหน้ารับแล้วปล่อยให้เขาอุ้มพาผมกลับไปยังห้องนอน สุดท้ายคืนนั้นผมก็หลับไปทั้งๆที่ยังกอดแขนเขาแน่น

“เมินโหยวผิง………”

“เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

————–

ตัดจบฉับๆ จบแบบมึนๆค่ะ วิลดันแอบมโนว่า พอมาอยู่ด้วยกันแรกๆมันก็มีบ้างแหละที่นายน้อยสับสนว่าฝันไปหรือเรื่องจริง แต่งๆแล้วก็สงสารนายน้อยอยู่นะคะ กว่าจะพานายเมินกลับมาอย่ด้วยกันได้หนทางช่างยากลำบาก มาให้ด้วงโอ๋ก็ได้ค่ะ/โดนดาบดำจ่อคอ

ปล. ไม่ค่อยได้ตอบเม้นในนี้แต่เราก็อ่านของทุกคนนะค๊าาาา โบกมือ ขอบคุณสำหรับคำติชมและกำลังใจมากค่ะ
avatar
susuwatari
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา

จำนวนข้อความ : 81
Points : 1240
Join date : 27/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ