Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[FIC] Meaning of Life [ผิงเสีย << ฮัว]

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[FIC] Meaning of Life [ผิงเสีย << ฮัว]

ตั้งหัวข้อ by kakujo on Sun 30 Aug 2015, 23:39

'พวกเราก็แค่....ไม่ได้เจอกันนาน....'

หลังจากเสี่ยวเกอออกมาจากบานประตู พวกเราก็ใช้ความพยายามเพิ่มอีกนิดหน่อยในการกลับขึ้นมาด้านบน เมินโหยวผิงความทรงจำดีเกินคาด แม้จะมีช่วงเวลาคิดบ้าง แต่เขาก็พยายามพาพวกเรากลับขึ้นมาอย่างปลอดภัย
ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีสวยก่อนจะหันกลับไปมองร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างกาย
เขาดูผอมลงไปมากจนน่ากลัว ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ข้างหลังประตูนั้นได้กินอะไรบ้างหรือเปล่า ผมสีดำสนิทก็ยาวพันกันยุ่งเหยิง แต่นัยน์ตาคมคู่นั้นไม่เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว นัยน์ตาที่เคยเฉยชาราวกับไม่สนใจโลกใดๆ วันนี้กลับมองไปบนท้องฟ้าแบบมีความหมาย
ความหมายของการดำรงชีวิตอยู่
ดูเหมือนเสี่ยวเกอจะได้คำตอบของบางอย่างในชีวิตเขาแล้ว
ราวกับรู้ว่าผมกำลังมอง ใบหน้าคมคายหันมาหาผม ภาพสะท้อนในนัยน์ตาคู่คมนั้นคือใบหน้าของผมที่กำลังแย้มรอยยิ้ม ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม
ท้องฟ้าวันนี้ก็ยังเหมือนท้องฟ้าในวันก่อนๆ
แต่วันนี้ท้องฟ้าที่มีคนๆ นี้ข้างกายมันกลับงดงามมากกว่าวันไหนๆ
การรอคอยของผมตลอดสิบปีที่ผ่านมาจบลงแล้ว
'เขา' ที่ผมวิ่งตามมาตลอด วันนี้มายืนข้างกายผมแล้ว ไม่ว่าจากนี้เขาจะไปไหนหรือจะไปทำอะไร ผมก็พอใจที่เห็นเขากลับมาอยู่บนโลกเดียวกันนี้แล้ว
ผมหันกลับมองท้องฟ้า คนข้างกายก็เหมือนกัน
"ฟ้าสวยนะ" เสียงทุ้มเอ่ย
"ใช่ สวยมากเลย"
มันสวย เพราะทั้งผมทั้งเขาค้นพบความหมายของการมีชีวิตอยู่แล้ว

ลูกน้องของผมลุกขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงเมื่อเห็นผมปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของแต่ละคนดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด หมอที่ผมพามาด้วยพยายามจะมาตรวจร่างกายของผม แต่ก็ผมก็ดันให้ไปตรวจคนผอมโซข้างๆ แทน
นายอ้วนดูเหมือนจะบาดเจ็บนิดหน่อย ถูกลากเข้าเต้นท์ไปแล้ว
"คุณชายเก้าล่ะ" ผมถามลูกน้องที่เดินถือผ้าชุบน้ำเข้ามาหาผม อีกฝ่ายมีท่าทีอึกอักก่อนจะตอบออกมา
"คนส่วนหนึ่งพาคุณชายเก้ากลับเมืองไปแล้วครับ" คำตอบที่ได้ยินเรียกให้ผมขมวดคิ้ว สังหรณ์ใจบางอย่างมันทำให้ผมรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
ยิ่งคำพูดของนายอ้วนที่บอกว่าเขาจะไม่ลงมาอีกแล้วยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณของผมมากขึ้นไปอีก
"คุณชายเก้าปลอดภัยดีหรือเปล่า"
"ยังมีลมหายใจครับ แต่บาดเจ็บค่อนข้างมาก ผมเลยถือวิสาสะสั่งให้คนส่วนหนึ่งพากลับไปรักษาที่เมืองครับ" แม้จะรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีจนทำให้ใจทั้งดวงเหมือนแผดเผา แต่ผมก็ระงับอาการไว้
อย่างน้อยเสี่ยวฮัวก็คงไปถึงมือหมออย่างปลอดภัย
ไม่น่าจะมีอะไร ผมอาจจะคิดมากไปเอง

ผมสั่งการให้ลูกน้องเก็บของหลังจากที่หมอตรวจอาการนายอ้วนและเมินโหยวผิงแล้ว ทั้งสองคนปลอดภัยดี แผลของนายอ้วนไมได้ร้ายแรงอะไร สามารถเดินทางต่อได้สบาย ส่วนอีกคนก็นอกจากร่างกายขาดสารอาหารแล้วก็ปลอดภัยดี
หมอนั่นอยู่หลังบานประตูโดยไม่กินไม่ดื่มได้ยังไงกันนะ
"ไม่ต้องเลยๆ" ผมตะโกนสั่งเมื่อเห็นคนที่เพิ่งออกมาหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย ใบหน้าคมคายหันมามองผมด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
"นายร่างกายยังไม่แข็งแรง ไม่ต้องทำอะไรหรอก คนของฉันมีเยอะพอที่จะแบกของแล้ว แค่พาตัวเองลงไปถึงเมืองอย่างปลอดภัยก็พอ" นายเมินยอมอ่อนให้โดยง่าย ไม่ดื้อเหมือนแต่ก่อน ร่างสูงยืนเฉยๆ มองลูกน้องของผมช่วยกันแบกของไปคนละไม้คนละมือ
ผมยืนมองคนที่ทำหน้าไม่รับรู้โลกอะไรแล้วขำ ลูกน้องของผมมีเสื้อผ้าไม่มากเพราะฉะนั้นเขาจึงอยู่ในชุดที่แปลกๆ พิกล แต่มันก็ยังดีกว่าตัวเปลือยเปล่า ผมเดินเข้าไปใกล้ มือก็ดึงชายเสื้อเขาแล้วจูงให้เดินมาด้วยกัน
"หน้าที่ของนายน่ะคือเดินทางลงไปข้างล่าง" ผมยิ้ม มองนัยน์ตาของเขานิ่ง
"ถึงเวลากลับ 'บ้าน' แล้ว เสี่ยวเกอ" สีหน้าของเขาดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากหนาขยับรอยยิ้มบางเบา
ใช่แล้ว...ถึงเวลากลับ 'บ้าน' สักที
บ้านที่มีทั้งผม และ เสี่ยวเกออยู่ด้วยกัน
...รวมถึงนายอ้วนด้วยนะ...

พวกเราเดินทางกันอย่างเร่งรีบ อยากลงไปถึงเมืองโดยเร็วที่สุด ใช้เวลาอยู่สองวันเราก็มาถึงเมือง โรงแรมขนาดไม่ใหญ่มากถูกพวกผมจองไว้แต่แรกอยู่แล้ว
พอผมปรากฏตัวขึ้นที่ล็อบบี้ ลูกน้องหลายคนก็กรูกันเข้ามาใกล้ ผมยกมือเป็นเชิงห้าม
"ฉันสบายดี กลับไปทำหน้าที่ตัวเองเถอะ" พอได้ยินคำพูดของผม ทุกคนก็ต่างกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง มีเพียงลูกน้องคนสนิทที่เดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นของให้
"นายน้อยครับ กุญแจห้องครับ" ผมรับของมา
"คุณชายเก้าล่ะ อยู่ที่โรงแรมหรือเปล่า"
"อยู่ครับ อยู่ที่ห้อง 403"
"หมอล่ะ"
"มาตรวจอาการเมื่อเช้าแล้วกลับไปแล้วครับ" ผมพยักหน้ารับก่อนจะโบกมือไล่เขากลับไปทำงาน อีกฝ่ายโค้งตัวแล้วหมุนตัวกลับไป ผมหันไปมองเสี่ยวเกอและนายอ้วนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
"นายไปเยี่ยมเสี่ยวฮัวเถอะ ขอเสี่ยอ้วนอาบน้ำอาบท่าแล้วก็นอนให้สบายใจสักตื่นแล้วจะตามไป" พูดแล้วร่างใหญ่ก็บิดขี้เกียจสามที ดึงกุญแจไปจากมือลูกน้องผมแล้วเดินดุ่มๆ ไปที่ลิฟต์ ผมหันไปมองคนที่ยืนเงียบมาแล้วสักพัก
"นายไปไหน ฉันก็จะไปกับนาย" ผมหัวเราะแผ่วเบาก่อนจะเดินนำเขาไปที่ห้องเสี่ยวฮัวทันที

ผมถือวิสาสะไม่เคาะประตู จึงได้เจอคนที่ไม่คาดฝันในห้อง ร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งลับมีดอยู่หันมามอง นัยน์ตาเบื้องหลังกรอบแว่นดำมองมาที่ผม ริมฝีปากหน้าขยับรอยยิ้ม
"อ้าว นายน้อยสาม กลับมาแล้วหรอ"
"นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง เฮยเสียจื่อ" ผมถามด้วยความงุนงง แต่นัยน์ตาก็มองไปที่คนบนเตียง ร่างโปร่งของเสี่ยวฮัวนอนนิ่งอยู่ ใบหน้านิ่งเรียบ นัยน์ตาคู่สวยปิดสนิท ร่างทั้งร่างพันไปด้วยผ้าพันแผล
"พอดีได้ยินมาว่าพวกคุณมาตามคนใบ้จางกลับ 'บ้าน' ผมว่างๆ อยู่ก็เลยแวะมาหา มาเจอกับลูกน้องของคุณที่พาคุณชายเก้าเข้ามาพอดี ผมก็เลยตามเข้ามา" ผมพยักหน้ารับแบบไม่ติดใจอะไร
การปรากฏตัวของนายแว่นดำไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายเท่าไร ดูเหมือนว่าช่วงสิบปีที่เมินโหยวผิงเข้าไปอยู่ในประตู หมอนี่จะตามติดเสี่ยวฮัวเป็นพิเศษ
"เขาเป็นยังไงบ้าง"
"หมอบอกว่าปลอดภัยดี แผลทั่วร่างไม่ได้ร้ายแรงอะไร สองวันมานี้ก็มีตื่นขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษ มองนิ่งๆ แล้วก็หลับไปอีก" ผมทำท่าจะพูดอะไรต่อแต่คนที่นั่งอยู่ก็ขัดขึ้นมาก่อน
"น่าจะอีกพักใหญ่ๆ กว่าคุณชายจะตื่น ผมว่านายน้อยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนมั้ย แล้วก็หลับอีกสักตื่น น่าจะมาพอดีกับตอนที่คุณชายตื่นพอดี" ผมก้มมองตัวเองที่ยังใส่เสื้อเมินโหยวผิงอยู่ เมื่อกี้มัวแต่วุ่นๆ เลยไม่ได้สนใจ พอโดนทักขึ้นมาถึงเริ่มรู้สึกถึงกลิ่นอึนก
"นั่นสินะ ฝากเสี่ยวฮัวด้วยล่ะ"
"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก นายน้อยสามพักให้สบายเถอะ เหนื่อยมามากแล้ว นายด้วยคนใบ้จาง" เมินโหยวผิงไม่ตอบอะไร เพียงแต่หันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้องไป ผมโคลงหัวเบาๆ แล้วตามเขาออกไป

ผมตั้งใจจะเดินเข้าไปถามหากุญแจห้องของเสี่ยวเกอกับลูกน้อง แต่พอคิดว่าจะปล่อยหมอนี่ให้นอนอยู่คนเดียวก็ไม่รู้จะเกิดเอ๋ออะไรขึ้นมาหรือเปล่า พอเห็นว่าห้องที่ผมได้มาเป็นห้องที่ใหญ่กว่าห้องอื่น ผมเลยตัดสินใจลากหมอนี่มานอนด้วยกัน
หลังจากอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ผมก็คลานขึ้นเตียงหลับปุ๋ยไปทันที ไม่ทันได้สังเกตว่าคนที่เอาแต่เงียบทำอะไรต่อ
ก็มันเหนื่อยนี่นา
ไม่รู้เหมือนกันว่าผมหลับไปนานแค่ไหน แต่พอลืมตาขึ้นมา ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว
ผมเบนสายตามาจากท้องฟ้ากลับมามองในห้องก็เห็นเสี่ยวเกอนั่งมองผมนิ่งมาจากโซฟา ผมกระพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าหมอนี่นั่งมองผมเงียบๆ แบบนี้มานานเท่าไร แล้วนี่ผมนอนท่าไหน น้ำลายยืดหรือเปล่าเนี่ย!
"มองอะไรของนายน่ะ" ผมถามแล้วถือโอกาสเนียนๆ เช็ดมุมปากตัวเอง พอไม่มีสัมผัสของของเหลวก็ชื้นใจ แสดงว่านอนน้ำลายไม่ไหล
"มองนายไง"
"มองฉันทำไม"
"แค่รู้สึกว่าไม่ได้เห็นหน้านายมานานแล้ว"
"ก็สิบปีไง" เมินโหยวผิงไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าผมนิ่งๆ จนผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ มีอะไรอยู่ข้างหลังผมหรือเปล่า หรือไม่มี ผมหันซ้ายหันขวา ก็ยังไม่เห็นว่าข้างหลังมีอะไร
"ฉันแค่ดีใจ...ที่ไม่ได้มีแต่ความมืดให้มองแล้วแค่นั้นเอง" คำพูดแผ่วเบาจากคนที่ปกติชอบนิ่งเงียบมาตลอดเรียกให้ผมหันขวับไปมอง นัยน์ตาคมนิ่งก็ยังดูนิ่งเรียบ เพียงแต่มีประกายของความมีชีวิตอยู่ภายใน
สิบปีที่อยู่หลังบานประตู...นายต้องอยู่แต่กับความมืดสินะ
สิบปีนั้นนายทำอะไรบ้างหรอ
"สิบปีที่อยู่หลังประตู นายทำอะไรบ้างหรอ"
"นับหยดน้ำ" เขาตอบสั้นๆ เหมือนเดิม ผมไม่รู้จะพูดอะไรจึงได้แต่หัวเราะออกมา อีกฝ่ายไม่พูดอะไรอีกเพียงแต่มองมานิ่งๆ ผมกลืนน้ำลายลงคอ
ดูสายตาของเขาก็รู้ว่าเขาก็อยากรู้ว่าสิบปีที่ผ่านมาผมทำอะไรมาบ้าง
จริงๆ มีเรื่องมากมายที่ผมอยากจะเล่าให้ฟัง อยากจะพูดว่าผมผ่านอะไรมาบ้าง ผมเติบโตมากแค่ไหน มือทั้งสองข้างนี้โชกเลือดมามากเท่าไร ผมเหยียบใครขึ้นมาบ้าง ทิ้งใครไว้ระหว่างทางบ้าง
อยากเล่าทุกอย่างในเสี่ยวเกอฟัง
แต่เขาจะรับได้มากแค่ไหน
จะฟังความชั่วร้ายของผมได้มากแค่ไหนกัน
อีกฝ่ายคงเห็นผมนิ่งไปจึงเบนสายตาลงมามองที่แขน ผมมองตามลงมาบ้าง เพราะเมื่อครู่เหนื่อยมาก พออาบน้ำจึงใส่เสื้อตัวหลวมๆ จะได้นอนหลับได้สบายตัว ผมลืมเรื่องแผลที่แขนไปเสียสนิท
ลืมไปว่าตั้งใจจะปิดบังเรื่องแผลที่แขนของผม
ไม่ทันแล้ว แขนเสื้อสั้นๆ ของผมตอนนี้มันปิดอะไรไม่ได้อีกแล้ว
"นายอยากเล่าเมื่อไร...ฉันจะรอฟัง"
ความรู้สึกตื้นตันมันพุ่งขึ้นมาจนล้นอก เพียงแค่คำพูดสั้นๆ ของเขา ไม่รู้ทำไมมันเกือบจะเรียกน้ำตาจากผมได้ ผมมองคนที่นั่งอยู่นิ่ง อยากจะถลาลุกขึ้นไปสวมกอดเขาให้เต็มอ้อมแขน ร้องไห้โฮเพื่อระบายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจ
อยากกอดเขาไว้ กลายเป็นเทียนเจินอู๋เสียคนเดิม ไม่ใช่เถ้าแก่อู๋เสียคนนี้
อยากจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วอยู่กับเขาด้วยกันโดยไม่ต้องสนใจโลกนี้เหลือเกิน
อยากจะพึ่งพิงเขา อยากพิงจางฉี่หลิงคนนี้ แล้วทิ้งหัวใจทั้งหมดไว้ที่เขา
แต่มันยังไม่ใช่เวลา ผมยังมีเรื่องต้องจัดการอีกมากมาย เพราะฉะนั้น ผมจึงเอ่ยได้แค่คำพูดสั้นๆ ว่า
"ขอบคุณ เสี่ยวเกอ"

ผมลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาแล้วตั้งใจว่าจะไปหาเสี่ยวฮัว แต่พอเห็นร่างสูงที่ผมเผ้ารุงรังไปหมดก็หงุดหงิด
"ขอตัดผมนายหน่อยได้มั้ยเสี่ยวเกอ" ผมถามไปเล่นๆ แต่ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นจะดึงลิ้นชักที่โต๊ะแล้วหยิบกรรไกรออกมายื่นให้ผม
"เห้ย เอาจริงน่ะ"
"ก็นายอยากทำไม่ใช่หรอ" ผมเป็นสถาปนิก ไม่ใช่ช่างตัดผม หมอนั่นไม่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองเลยหรือไง คนหน้านิ่งมองผมที่ยืนอยู่ พอเห็นผมไม่ขยับเขาเลยจับผมตัวเองขึ้นมาทำท่าจะตัดเอง
"หยุ้ดด ฉันทำให้ ฉันทำให้!" ผมรีบไปคว้ากรรไกรจากเขามา หมอนั่นขยับตัวนั่งหันหลังให้ผม ผมมองเขาที่นั่งหันหน้าเข้าหากระจกแล้วนึกอะไรตลกๆ ขึ้นมาได้ ผมวางของในมือแล้วรวบผมเขาขึ้นเป็นสองแกละ
"เสี่ยวเกอทวินเทล" ผมแซว คนถูกแกล้งกระพริบตาปริบๆ ดูเหมือนไม่ได้ยินดียินร้ายกับภาพตัวเองที่มีสองแกละเท่าไร เอาจริงๆ ผมว่าเขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทวินเทลคืออะไร
พอเห็นคนโดนแกล้งไม่โวยวาย ผมก็รู้สึกไม่สนุก ก็เลยเลิกแกล้งแล้วหยิบกรรไกรขึ้นมา
ทั้งชีวิตนี้เคยตัดแต่หุ่นจำลองกับขนหมา นี่ต้องมาตัดผมคน ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าภาพมันจะออกมาเป็นยังไง

"โย่วว เทียนเจิน น้องเสี่ยวเกอ ไปเยี่ยมเสี่ยวฮัวกัน" นายอ้วนเปิดประตูผวะเข้ามาแล้วร้องเรียก ผมที่นั่งกลั้นขำอยู่บนเตียงหันไปมอง ก็เห็นคนตัวใหญ่ยังเปิดประตูค้างอยู่ นัยน์ตามองตรงไปที่คนที่ยังนั่งอยู่หน้ากระจก
เกิดเดทแอร์ขึ้นพักใหญ่ก่อนที่เสี่ยอ้วนจะหัวเราะลั่นออกมา
"เสี่ยวเกอ ทำไมหน้าม้านายมาเบี้ยวขนาดนั้นล่ะ! ฮ่าๆๆๆๆ"

ผมพาเสี่ยวเกอหน้าม้าเบี้ยวกับเสี่ยอ้วนมาที่ห้อง 403 พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นนายแว่นดำยืนสีหน้าไม่ดีอยู่ เขาชะงักไปนิดหน่อยเมื่อเห็นผมของคนหน้านิ่ง แต่ดูจากบรรยากาศแล้วผมคิดว่าเขาคงไม่นึกขำเท่าไร
"เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า" ผมถาม
"เรื่องใหญ่เลยล่ะนายน้อยสาม" อีกฝ่ายพูดพร้อมกับแค่นหัวเราะ ผมหันไปมองคนบนเตียง เสี่ยวฮัวตื่นแล้ว ใบหน้าสวยมองมาที่ผมและอีกสองคนที่อยู่ข้างหลัง
"เสี่ยวฮัว เป็นยังไงบ้าง นายโอเคใช่ปะ" อีกฝ่ายกระพริบตาปริบๆ ไม่พูดอะไร ผมหันไปมองเฮยเสียจื่อ
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ เสี่ยวฮัวเป็นใบ้หรอ" ผมถามติดตลก คนที่ยืนอยู่หัวเราะขึ้นจมูก แต่ยังไม่ทันจะตอบอะไรคนบนเตียงก็เปิดปากพูดออกมา
"พวกนายเป็นใครน่ะ" ผมหันกลับไปมองคอแทบหัก เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่านัยน์ตาคู่สวยของคุณชายเก้าไม่ได้มองมาด้วยสายตาแบบเดิมแล้ว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและความระแวง
"หัวกระแทกอย่างรุนแรง คุณชายเก้าจำอะไรไม่ได้เลยต่างหากล่ะนายน้อยสาม"

---

ด้วงคุโจค่ะ // คลานเข้ามา
โดยไซโคเรื่องคืนแรกของ 817 มาเยอะ เลยลองเขียนมั่ง
งวดนี้ขอลองฟิคยาว ไม่รู้จะไปไกลได้แค่ไหน ฮือออ
เหมือนจะเขียนฟิคตลก แต่ก็เหมือนจะดราม่า งงตัวเอง ฮา
แล้วก็ไม่รู้ทำไมทำร้ายเมนตัวเองอีกแล้ว แงงง

kakujo
ด้วงฝึกหัด
ด้วงฝึกหัด

จำนวนข้อความ : 14
Points : 957
Join date : 13/05/2015
ที่อยู่ : ก้นถังกาว

ดูข้อมูลส่วนตัว https://kakujo59.wordpress.com/

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] Meaning of Life [ผิงเสีย << ฮัว]

ตั้งหัวข้อ by Rozenkreuz on Mon 31 Aug 2015, 14:23

อุ๊บส์ส์ส์ เสี่ยวฮัวความจำเสื่อม! มาแปลกครับ
แต่รู้สึกดีใจที่ไม่ใช่คู่ผิงเสียที่เอ๋อไปอีก ฮือ //โดนพลองฟาด
เอาล่ะ ความดราม่าตกอยู่ที่นายแล้วนะเฮยเฮย ฉวยโอกาสนี้งาบคุณชายให้สำเร็จน้อ ถถถถถ
avatar
Rozenkreuz
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่

จำนวนข้อความ : 625
Points : 1499
Join date : 01/07/2015
Age : 24
ที่อยู่ : กองทัพผีเก็บเห็ดแห่งประตูสำริด

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [FIC] Meaning of Life [ผิงเสีย << ฮัว]

ตั้งหัวข้อ by yakusoku on Thu 03 Sep 2015, 14:26

ไม่น๊าาา เสี่ยวฮัวความจำเสื่อม แต่อาจเป็นเรื่องดี
เพราะหนี้ที่นายน้อยติดไว้เสี่ยวฮัวก็จำไม่ได้ หึหึหึ//ยิ้มชั่วร้าย
avatar
yakusoku
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 369
Points : 1481
Join date : 05/11/2014
ที่อยู่ : โลงในสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ