Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by ennewiis on Fri 21 Aug 2015, 23:28

❥ZHANGKYLINTAXONOMY



Title : Zhang Kylin Taxonomy
Fandom : 盜墓筆記, Daomu Biji, บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
Pairing : เมินโหยวผิง x อู๋เสีย
Rate : PG



คำเตือน : แฟนฟิคชั่นเรื่องนี้มีเนื้อหาชายรักชายและอาจมีการสปอยเนื้อหาในบางช่วง กรุณาใช้วิจารณญาณในการเสพ





-1-



ผมคลุกคลีกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก

ด้วยที่บ้านมีคุณปู่ผู้คลั่งหมา ที่สามารถเลี้ยงพวกมันคราวเดียวได้กว่าสิบตัว แถมยังสามารถฝึกฝนจนเชื่องแล้วนำไปใช้กับธุรกิจของที่บ้านได้อีก แม่พวกมันนจะค่อยๆ ล้มตายไปแทบจะพร้อมๆ กับเจ้าชีวิต หากก็ถือว่าผมเติบโตมากับหมาของผู้เป็นปู่ ดังนั้นจึงได้คุ้นชินกับการอยู่ใกล้สัตว์หลายๆ ตัว โดยไม่กังวลผลที่จะเกิดตามมาแต่อย่างใด

แม้คลุกคลีก็ไม่ได้หมายความว่าผมรักเจ้าหน้าขนพวกนั้นเหมือนที่ปู่ของผมรัก กลับกัน ผมอาจจะเกลียดพวกมันแต่ไม่ยอมรับก็ได้ ฟังแล้วคุณควจะคิดว่าผมไร้สาระ แต่ถ้าคุณเกิดมาในครอบครัวที่คุณปู่จำชื่อหมาทุกตัวได้แต่กลับลืมชื่อหลานสุดที่รักของตัวเองคุณน่าจะเข้าใจความรู้สึกเอง

ผมจะเล่าให้คุณฟังถึงสาเหตุของความไม่พอใจ (อาจจะเรียกว่าเกลียด) หมาของผู้เป็นปู่ ลามไปยังหมาตัวอื่นในโลกหล้า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝังใจผมมาตลอด และแน่นอนว่าฝังใจคนที่บ้านเช่นกัน อารองถึงกับสั่งว่าให้เก็บเรื่องนี้ลงโลงไปด้วย นับเป็นเรื่องต้องห้ามอีกเรื่องของตระกูล ขนาดอาสามที่ว่าแน่ยังยอมเงียบทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะสงสารหลานตัวน้อยที่มีแผลใจเพราะพ่อของตัวเอง

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนผมยังเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยก อายุอานามไม่น่าจะถึงห้าขวบดี ตอนนั้นผมติดปู่แจเพราะปู่ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ผมฟังอยู่เสมอ ผมชอบที่จะปีนไปนั่งบนตักปู่ แล้วออดอ้อนให้ท่านเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังเสมอ และแน่นอนว่าที่นั่งข้างๆ ท่านต้องมีหมาตัวโปรดชื่อ ซันซุ่นติง นั่งเคียงข้างด้วยเสมอ

“คุณปู่~ เล่านิทานให้เสี่ยวเสียฟังหน่อยน้า”

วันนั้นผมอ้อนคุณปู่ที่นั่งเล่นตรงบริเวณศาลาริมน้ำด้วยท่าทางน่ารักสุดติ่งที่เด็กคนนึงจะทำได้ แน่ล่ะว่าท่านก็ยอมเล่าประสบการณ์ลงกรวยของตัวเองให้ฟัง สำหรับผมในตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ามันเป็นนิทานที่มาจากเรื่องจริง ฟังไปฟังมาผมก็เคลิ้ม และหลับไปในเวลาไม่นานเท่าไหร่

รู้ตัวอีกทีก็ตอนตื่นมาแล้วไม่เจอใครอยู่กับผมเลย รอบด้านมืดสนิท มองไปเห็นเพียงเงาตะครุ่มที่ไม่รู้ว่าคืออะไร แถมเสียงร้องระงมของเหล่าแมลงในสวนก็ใช่ว่าจะน่าฟังสำหรับผมในตอนนั้น

พอรู้ตัวว่าถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวแน่แล้วก็เริ่มน้ำตารื้น ใจทั้งหวั่นวิตก ทั้งกลัวผีที่อยู่ในเรื่องเล่า คิดสาระพันถึงเรื่องน่ากลัว จนขีดสุดจึงได้แหกปากร้องเสียงดังลั่นกระทั่งพ่อเป็นคนมาเจอภายหลังอาสามเล่าให้ฟังตอนโตแล้วว่าเวลานั้นขนาดจิ้งหรีดยังสู้เสียงผมไม่ได้

ส่วนสาเหตุที่ปู่ทิ้งผมให้อยู่คนเดียวตั้งแต่เย็นนั้น ก็ได้อาสามอีกนั่นแหละที่เล่าให้ฟัง โดยเขาบอกว่า

“พอพ่อเห็นแกหลับก็จัดการอุ้มแกลงมานอนบนเก้าอี้ไม้ หลังจากนั้นก็ตั้งใจจะพาขบวนหมาออกไปเดินเล่นแล้วมารับ แต่ดันเกิดอาเพศ หมาตัวนึงดันล้มป่วยกระทันหันทำให้พ่อรีบร้อนพามันไปโรงพยาบาล ในสมองมีแต่ความปลอดภัยของหมาเลยลืมเรื่องแกไปหมด พวกฉันไม่เห็นทั้งแกทั้งพ่อก็คิดว่าคงไปด้วยกัน ที่ไหนได้ ไปเจอแกแหกปากร้องไห้อยู่ที่ในสวน! นึกว่าเจอผีหลอกเข้าแล้ว”

นั่นล่ะครับ สาเหตุที่ผมไม่พอใจ (เข้าขั้นเกลียด) หมาของปู่ (และตัวอื่นบนโลก) เพราะมันบังอาจมาเรียกร้องความสนใจ เป็นเหตุให้เด็กน้อยน่ารัก ทายาทคนเดียวของเตี่ยอีฉยงต้องแหกปากร้องไห้จนไข้ขึ้น!

อย่างที่บอกว่าหลังจากคุณปู่เสีย สุนัขทั้งหลายแหล่ที่เลี้ยงไว้ก็พากันตายตาม (เจ้าหมาตัวที่เคยป่วยตายตัวหลังสุด ผมเกลียดมัน!) ที่บ้านไม่มีหมาตัวใดได้ย่างกรายเข้ามาอีก ผมก็ไม่เคยงอแงว่าอยากได้เพื่อนซี้สี่ขาคู่ใจมาไว้ข้างกายเหมือนเด็กคนอื่นๆ ด้วย

แม้จะเป็นความทรงจำฝังใจ แต่ผมก็เกือบลืมมันไปแล้ว มาคราวนี้ที่ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงความทรงจำอันขมขื่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรักก็เพราะผมกำลังเลี้ยงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอยู่ มันไม่ใช่หมาเหมือนที่ปู่เคยเลี้ยง มันเป็นอะไรที่แปลก แต่ก็ไม่หลุดโลกเกินไป เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับมือยาก แต่ก็ใช่ว่าจะรับมือไม่ได้ สิ่งมีชีวิตที่พิเศษ และผมแน่ใจว่ามีเพียงผมเท่านั้นที่มีเจ้านี่ไว้ในครอบครอง

สิ่งมีชีวิตนั้นมีชื่อว่า จางฉี่หลิง



-2-



ชื่อสายพันธุ์ : Zhang Kylin Taxonomy

ชื่อไม่เป็นทางการ: จางฉี่หลิง, เมินโหยวผิง, เสี่ยวเกอ, อาคุน – อาจมีเพิ่มเติม

ผู้ค้นพบ: ถูกค้นพบโดยชาวเวียดนามที่มณฑลกว่างซี ต่อมาตกอยู่ภายใต้การดูแลของเฉินผีอาซื่อที่เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนั้นด้วย แต่ความจริงเป็นคนของตระกูลจาง ตอนนี้ตกอยู่ภายใต้การดูแลของนายน้อยสามแห่งสกุลอู๋

ถิ่นที่อยู่อาศัย: ดั้งเดิมอยู่ที่ปาหน่าย (เป็นเพียงการคาดเดา) ตอนนี้อยู่ข้างกายนายน้อยสามแห่งสกุลอู๋

ลักษณะทั่วไป: ร่างกายคล้ายมนุษย์ทั่วไป สูงเกิน 170 cm. ผมสีดำ ตาสีเข้ม ใบหน้าได้รูปเรียวสวย รูปร่างบอบบาง (แม้ยังไม่ได้ชั่งแต่สามารถกะได้ว่าน้ำหนักตัวแตกต่างจากภายนอกที่เห็น คาดว่าเป็นเพราะกล้ามเนื้อ) ผิวขาวเป็นหยวก เสียงทุ้มหวาน ชอบใส่เสื้อผ้าสีเข้มไม่มีลาย (ตัวอย่างเช่น เสื้อฮู้ดสีน้ำเงินที่เก่าเกินรับ และกางเกงขายาวสีดำ) ยกเว้นกางเกงใน หากเป็นไปได้ต้องมีลายลูกเจี๊ยบ

ความสามารถพิเศษ: อายุไม่เพิ่ม มีวิชาหดกระดูก สองนิ้วสำรวจถ้ำ หายตัวได้เหมือนนินจา ไม่กลัวผี แบกของได้เยอะกว่าร้อยกิโลกรัม ตัวเล็กแต่แรงควาย – อาจมีเพิ่มเติม

อาหารและการเลี้ยงดู: ไม่มีอาหารที่ชอบเป็นพิเศษ สามารถกินได้ทุกอย่างตั้งแต่อาหารสุกยันอาหารบีบอัด วิธีการเลี้ยงดูง่าย ข้าวสามมื้อ อาบน้ำเมื่อสกปรกเกินกว่าจะให้ขึ้นเตียง


ผมหยุดมือที่กำลังเขียนรายละเอียดทั้งหลายลงก่อนจะอ่านทวนอีกครั้งว่ามีส่วนใดที่ตกหล่นบ้าง ความจริงแล้วผมตั้งใจจะรวมเรื่องราวต่างๆ ของเมินโหยวผิงให้เป็นเรื่องเป็นราวมานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนแยกจากบันทึกประจำวันของผมอย่างไรดี และยังมีหลากหลายเรื่องของเขาที่ผมยังไม่รู้และอยากจะรู้อีก

เพราะเป็นคนประเภทพอคิดอยากจะทำอะไรขึ้นมาก็ต้องทำเสียงเดี๋ยวนั้น ดังนั้นผมจึงมานั่งร่างข้อความทั้งหลายมนหัวไว้เป็นข้อๆ แต่ไม่คิดว่าพอเขียนไปเขียนมา จากการเขียนเรื่องของคนๆ หนึ่งมันดันกลายเป็นเขียนอนุกรมวิธานของสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งถูกค้นพบเสียได้ หากเมื่อย้อนคิดอีกครั้งก็ไม่แปลก เพราะผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมินโหยวผิงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดไหน (ถึงจะยอมรับว่าเขาเป็นคน แต่อีกใจก็ค้านว่าเขาไม่ใช่คน) ดังนั้นผมจะเขียนตามที่นึกออกไปก่อนแล้วกัน

“ขาดอะไรไปอีกนะ…”

รู้ตัวว่าติดนิสัยพึมพำเมื่อใช้ความคิดแต่ก็หยุดนิสัยนี้ไม่ได้ ลองอ่านย้อนแล้วยังมีความรู้สึกว่ามีส่วนที่ขาดๆ เกินๆ อยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้ต้องเขียนรายละเอียดหลักๆ ให้ครบไว้ก่อน

“ลักษณะนิสัย…?”

นึกได้แล้วผมก็ใช้เวลาตรึกตรองถึงลักษณะนิสัยทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งมีชีวิตที่ชื่อจางฉี่หลิงเพื่อกลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือ


-3-


ลักษณะนิสัย: เมิน เงียบ น่าเบื่อ

วิธีการทดสอบ: พูดคุยและตบมุกใส่


ครั้งแรกที่เจอเมินโหยวผิง คือวันที่เขาได้ดาบดำไปจากร้านของอาสาม ตอนนั้นผมไม่ทันสังเกตใบหน้าของเขาให้ดี แต่เมื่อเจอกันอีกทีตอนประสบการณ์ลงกรวยครั้งแรก ผมก็รู้ได้เลยว่าเขาต่างจากพวกเรามาก

คุณคิดดูสิ มีใครบ้างที่จะเงียบได้ตลอดเวลาและมีใครบ้างที่พูดเป็นต่อยหอยได้ตลอดเวลา คนสองประเภทนี้ต่างกันสุดขั้วเลยใช่ไหมล่ะ

อย่าเพิ่งโฟกัสว่าผมพูดมาก เพราะผมเชื่อเสมอว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่อยู่วงการนี้ พูดให้เยอะ ขายให้เยอะ จะได้มีเงินใช้ แต่ให้โฟกัสที่ความแปลกของเมินโหยวผิง คนบ้าอะไร พูดทีอย่างกับกลัวแผลฟันปลอมจะร่วงออกจากปาก (จนถึงปัจจุบันผมยังสงสัยไม่หายว่าจางอากงคนนี้ฟันแท้ร่วงหมดหรือยัง)

“นี่นายอ้วน ไม่คิดย้ายมาอยู่หังโจวเป็นหลักเป็นแหล่งเลยหรือ? ไหนๆ นายก็ไปๆ มาๆ บ่อยอยู่แล้วนี่”

ผมถามเขาในวันที่เขาแวะมาเยี่ยมที่ร้าน เห็นว่ามาทำธุระเรื่องสินค้ากับคนรู้จักหรือยังไงนี่แหละ

“โธ่ๆ เทียนเจินพูดเหมือนไม่รู้จักเสี่ยอ้วน ถ้าย้ายมานี่จะมีผู้หญิงตั้งกี่คนที่ร้องไห้รู้หรือเปล่า”

“ร้องไห้เพราะดีใจ?”

“เสียใจสิ! เทียนเจินเป็นแค่เทียนเจิน อย่ามาพูดกับเสี่ยอ้วนแบบนี้”

ว่าแล้วเราก็หัวเราะ ในขณะที่อีกหนึ่งมนุษย์ยังนั่งเงียบ เมินคิดพูดขิงพวกเราราวกับฟังหูซ้ายทะลุหูขวา

“แล้วตอนเสี่ยวเกออยู่กับนาย นายพาเขาไปทำอะไรบ้าง อย่าบอกนะเรื่องเละเทะแบบนี้นายก็เอาเขาไปเอี่ยว ไม่ดีมั้ง”

“เสี่ยอ้วนไม่เคยสักหน่อย ไม่เชื่อถามน้องเสี่ยวเกอ”

เขาพยักเพยิกไปทางน้องเสี่ยวเกอที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้ตายเถอะ ขนาดมีคนพูดเรื่องของตัวเองอยู่ใกล้ๆ เขายังทำท่าทีราวกับไม่มีตัวตนอยู่บนโลกได้ เป็นผมหน่อยป่านนี้คงเข้ามาร่วมพูดคุยแล้ว นายนี่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระดับการเข้าสังคมต่ำติดลบจริงๆ

“ว่าไงเสี่ยวเกอ นายอ้วนพานายไปที่แปลกๆ บ้างหรือเปล่า?”

“……….เปล่า”

ผมได้ยินเสียงนายอ่วนพูดว่า เห็นไหมล่ะ! อยู่ข้างๆ แต่ทำเป็นไม่สนใจเขา ผมอยากคุยกับเมินโหยวผิงให้มากกว่านี้อีกกน่อยนี่หน่า

“แล้วนายอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างไหม? ฉันพานายไปได้นะ”

“……….” เงียบ

“อย่างพวกร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า หรือไม่ก็ไปเที่ยวตามแหล่งที่นายไม่เคยไปไง ฉันว่าต้องมีแน่ๆ เลือกมาได้เลยนะ ถ้าไม่ใช่ลงกรวยฉันพานายไปได้หมด”

“……….” ยังเงียบอยู่

“ว่าไงเสี่ยวเกอ”

“……….” เงียบแถมเมินไปมองอย่างอื่นแทน

โว้ย! น่าเบื่อ นี่มันอะไรกัน!? ผมกระฟัดกระเฟียดอยู่ในใจ แค่ไม่ตอบก็แย่แล้ว นี่มองหน้าแล้วเมินไปมองอย่างอื่นแทนอีก รู้สึกเหมือนหน้าผมร่วงเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปรวมกันอยู่บนพื้น

“ฮ่าๆๆๆ เทียนเจินโดนสาวงามปฏิเสธเดตแรก น่าสงสารจริงๆ มาๆ เสี่ยอ้วนเลี้ยงเหล้าเอง เราไปหาเหล้ารสเลิศดื่มแก้ช้ำในกันดีกว่า”

โดนปฏิเสธน่ะใช่ แต่สาวงามนี่มันอะไรกัน อย่างเมินโหยวผิงเนี่ยนะสาวงาม? เขาเรียกหนุ่มงามต่างหาก! นายอ้วนมีตาหามีแววไม่

อันที่จริงผมก็เสียดายอยู่เหมือนกันที่เขาไม่บอกว่าอยากไปที่ไหน ถ้าแค่เขาพูดผมก็สามารถพาเขาไปได้ทุกทีอยู่แล้ว แต่มาคิดอีกทีผมว่าเขาคงไม่รู้จะตอบยังไงมากกว่า คนแบบเมินโหยวผิงไร้ความทรงจำ วัยเด็กเป็นเช่นไรไม่รู้ พอลืมตาตื่นมาอีกทีชีวิตก็มีแต่การลงกรวยไปแล้ว

กว่าผมจะสำนึกเรื่องนั้นได้ก็อรกสักพักใหญ่เลยทีเดียว แต่ก็อีกนั่นแหละ ความเงียบของเขามันชวนให้หงุดหงิดจริงๆ นายเรือพ่วงน่าเบื่อเอ่ย!

สมชื่อเขาไหมล่ะ? เมินโหยวผิง เมิน เงียบ น่าเบื่อ ทุกสถานการณ์


-4-


ลักษณะนิสัย: ชอบการปลีกวิเวก

วิธีการทดสอบ: พาไปลงกรวย


รูปวาดบนผนังกำลังเล่าเรื่องราวในตัวมันเอง ผมไล่สายตามองรูปคนทั้งกองทัพกำลังขนย้ายแจกันและสิ่งของอื่นๆ ที่ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร แต่แน่ชัดว่ามันเป็นของที่นำไปใช้ในการเซ่นบวงสรวงเทพเจ้าในยุคสมัยนั้น

นายอ้วนอยู่อีกฝั่งของผม กำลังก้มมองเครื่องเคลือบดินเผาที่ตั้งอยู่ริมกำแพง ผมว่าเขาไม่ได้ตั้งใจศึกษาลวดลายบนนั้นหรอก แต่กำลังพิจารณาว่าจะแบกออกไปจากสุสานใหญ่แห่งนี้ยังไงมากกว่า ได้ยินเขาถกปัญหากับเมินโหยวผิง ถ้าจะให้ถูกคือนายอ้วนพูดอยู่ฝ่ายเดียวส่วนเมินโหยวผิงมองหากลไกรอบห้องมากกว่า

“ฉันว่าที่นี่มันมีอะไรแปลกๆ…”

ผมเปรยเมื่อเจอภาพที่แสดงถึงห้องโล่งกว้าง และอีกภาพเป็นห้องปิดตายที่มีคนอยู่ในนั้น โดยที่ข้างนอกห้องมีคนคุกเข่ากราบไหว้ ถัดไปอีกภาพกลับเป็นรูปห้องเดิมที่มีการถมดำทีละนิด มันจะเป็นภาพที่ไม่มีความหมายอะไรเลย หากมันไม่ใช่ภาพห้องที่เราอยู่ในตอนนี้

“นายหาอะไรเจอบ้างมั้ยเสี่ยวเก…อ… หายไปไหนวะ!?”

เขาหายไปแล้ว! สาบานได้ว่าผมไม่ได้เหม่อจนไม่ได้ยินเสียงกลไกใดๆ ที่จะสูบคนลงธรณีได้ แถมที่นี่ก็เป็นเส้นทางที่ลึกที่สุดของปีกฝั่งนี้ที่เรามากันแล้ว หรือเขาจะเดินกล้บไปคนเดียวโดนไม่บอกเรา? แบบนี้ก็แร้งน้ำใจมากเกินไปแล้ว

“น้องเสี่ยวเกออาจจะไปเคลียร์ทางให้เราก็ได้นะเทียนเจิน ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

นายอ้วนพูดเรื่อยเปื่อย เพราะความสนใจของเขาตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหตรงหน้าเลยไม่สนใจสิ่งอื่นอีก

“แต่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรไปทางไหนต่อ”

“ก็รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวน้องเสี่ยวเกอก็มา”

ฟังคำพูดขอไปทีของเขาแล้วของขึ้น ผมหันไปถลึงตาตั้งใจจะด่าแม่เขาแต่ก็ต้องชะงักก่อน

“…..นายทาน้ำมันเร่งผมยาวยี่ห้อไหนมาน่ะนายอ้วน ผมถึงได้ยาวเร็วขนาดนั้น”

เส้นผมของนายอ้วนค่อยๆ ยาวขึ้นทีละนิด จากหัวเกรียนไล่มาถึงบ่าและยังไม่ยอมหยุด ผมเริ่มก้าวขาขยับถอยหลังแม้จะรู้ว่ามันเป็นทางตันก็ตาม พยายามไม่คิดถึงสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าน้ำยาเร่งผมยาว เพราะในสถานการณ์ไร้ทางสู้เช่นนี้หากสิ่งนั้นโผล่มาจริงๆ คงมีแต่ซวยกับซวย

“หือ? อะไรของนายเทียนเจิน ฉันจะไปเรางผมยาวทำไมในเมื่อฉันเป็นผู้ชาย”

เขาตั้งท่าจะเถียงต่อแต่พอเห็นหน้าตาตื่นของผมจึงเริ่มรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติ นายอ้วนเหล่มองบ่าตัวเองที่มีเส้นผมเปียกแฉะปกคลุมแล้ว เขารีบยกมือมาปิดปากกันไม่ให้เส้นผมพวกนั้นเข้าไปได้ ก่อนค่อยๆ ขยับกายเถิบมาทางผมอย่างเชื่องช้า หมายจะไม่ให้ผมผีนั่นรู้ตัว…

แต่ช้าไปแล้ว เจ้าของเส้นผมพวกนั้นเริ่มเผยโฉมแท้จริงแล้ว

“กอด… ข้า”

สิ้นวาจาชวนขนลุก ผมเหนียวเปียกวนพันก็รัดรอบตัวนายอ้วนก่อนที่เขาจะหนี ร่างใหญ่พยายามดิ้นให้หลุด ผมแทบลืมตัวกรี๊ดออกมาเมื่อเห็นใบหน้าขาวซีด และดวงตาสีดำทะมึนจ้องมองตรงมา ถมด่าตระกูลจางในใจ จะหายตอนไหนไม่หาย! มาหายตอนกำลังซวยเสียได้!

“โยนตะบันไฟ! ตะบันไฟ!”

นายอ้วนตะโกนพลางดันหน้าผีแม่ย่าให้ห่างตัว ผมละล่ำละลั่กจุดตะบันไฟในมือด้วยไฟแช็กที่พกมาแล้วรีบปาใส่เข้าไประหว่างคนทั้งสอง นายอ้วนร้องเชี่ย ผีแม่ย่าร้องกรี๊ดก่อนจะถอยหลังกลับไป

“วิ่ง! กลับไปทางเดิม มีห้องว่างอยู่!”

ผมตะโกนขณะวิ่งนำนายอ้วน ตี้งหน้าตั้งตาวิ่งกลับไปทางเดิมแต่ก็ต้องสบถด้วยความเซ็ง เฮงซวยชะมัด! เส้นทางเปลี่ยนไปแล้ว ผมหันไปมองด้านหลัง ผีแม่ย่ายังคงไล่ตามมา ละล้าละหลังอยู่ชั่วครู่นายอ้วนก็เป็นคนคว้าแขนผมแล้วฉุดกระชากลากถูให้ตามเขาแทน

“มันคนละเส้นทาง! วิ่งไปเดี๋ยวหลง!”

“เอาชีวิตตัวเองก่อนเทียนเจิน!”

คิดดูก็ถูก ผมจึงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งวนตามเส้นทางของเขา เห็นห้องที่อยู่ข้างหน้ามีประตูและเปิดอยู่เราทั้งคู่จึงรีบถลาเข้าไป จัดการปิดล็อกประตูโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง เราเอาหูแนบประตูฟังเสียง ไม่รู้ยัยผีแม่ย่าตามไม่ทันหรือหลงทางไปแล้ว เพราะผมไม่ได้ยินเสียงใดๆ อีกจึงได้วางใจ พยายามโกยอากาศเข้าปากให้ได้มากที่สุด

“หนีอะไรมา?”

พวกเราสะดุ้งโหยงก่อนหันควับไป เชี่ยแม่ง! เมินโหยวผิงยืนอยู่ข้างหลังพวกผม สภาพร่างกายเป็นปกติเหมือนที่เห็นครั้งสุดท้ายทั้งที่พวกผมเพิ่งเฉียดโดยผีแม่ย่าปล้ำแท้ๆ

“นี่นาย… นายหายไปไหนมาหา!?”

ผมตะโกนใส่เขาทั้งที่ยังหอบอยู่ นายอ้วนลงไปกองกับพื้นแล้ว ท่าทางเขาเหมือนจะเป็นลมได้ตลอดเวลา เมินโหยวผิงมองสภาพของเราทั้งคู่ด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปก่อนตอบเสียงเรียบ

“ไม่มีทางอื่นเลยย้อนกลับมา”

ไอ้… ไอ้คนน่าหมั่นไส้! ก็บอกกันบ้างสิโว้ย! ผมนึกอยากจะหยิกแก้มขาวละเอียดของเขาด้วยสองมือของผมแต่ยังไม่กล้าพอ

หลังจากนั้นเขายังใจดี ปล่อยให้เราพักกันได้ครู่ใหญ่ก็ตัดสินใจเดินทางกันต่อ แต่นอนว่าครั้งนั้นเราเจอเรื่องวุ่นวายกันอีกหลายครั้งหลายคราแต่ก็เอาชีวิตรอดกลับมาได้ และก็แน่นอนอีกนั่นแหละ ว่าในเรื่องวุ่นวายนั้นส่วนนึงก็เพราะเมินโหยวผิงเล่นเดินหายไปเงียบๆ โดยที่ไม่บอกพวกเรา ทำราวกับกำลังปล่กวิเวกเที่ยวอยู่แถบแหล่งท่องเที่ยว ทั้งที่เรามาลงกรวยกันอยู่

และเพราะเหตุการณ์นั้นแหละที่ให้ผมรู้แจ้งแก่ใจแล้วว่าเขาชอบปลีกวิเวกในสุสานขนาดไหน



-5-



ลักษณะนิสัย: เหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง

วิธีการทดสอบ: นั่งมอง


วันนี้เป็นอีกวันที่ร้านของผมไร้ซึ่งลูกค้ามาเยี่ยมเยียน ยังดีที่สินค้าเข้าคราวก่อนมีแต่ของดีทำให้ซื้อง่ายขายคล่องจนบัญชีในร้านอยู่ในระดับที่ไม่ต้องขายอะไรก็อยู่ได้ไปอีกเกือบปีแล้ว ผมหาวหวอดเพราะความเบื่อหน่าย ไม่ต้องถามถึงหวังเหมิง ลูกจ้างผู้แสนดีประจำร้าน ป่านนี้ถ้ามันไม่ไปเฝ้าฮ่องเต้ในฝันก็ต้องกำลังดื่มเหล้ากับเตี่ยของฮ่องเต้แล้วแน่ๆ

ผมกำลังจะเคลิ้มหลับตอนที่นายอ้วนกระแทกประตูเปิดเข้ามาในห้องด้านใน ซึ่งทำให้ผมสะดุ้งเกือบตกเก้าอี้แต่ก็รั้งร่างตัวเองให้มานั่งหลังตรงมองหน้าเขาได้

“อะไรของนายน่ะนายอ้วน คิดจะมาปล้นสะดมก็มาให้มันเงียบๆ หน่อยไม่ได้หรือไง ทำแบบนี้เขาก็รู้กันหมด”

“ปล้นบ้านบรรพบุรุษนายสิ! เสี่ยอ้วนแวะมาฝากน้องเสี่ยวเกอไว้ที่นี่ก่อน พอดีต้องไปทำธุระด่วนกับพรรพวกเก่าไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่ คงใช้เวลาทั้งวันแต่เสี่ยอ้วนก็ไม่อยากปล่อยให้น้องเสี่ยวเกอนอนมองฝ้าเพดานอยู่ในโรงแรมคนเดียว”

เขาพูดรัวเร็วจนผมเกือบฟังไม่รู้เรื่อง ท่าทางลุกลี้ลุกลนทำให้รู้ว่าเขารีบจริงๆ อีหรอบนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องสินค้าราคางามตามความต้องการของนายอ้วน ก็คงเป็นเรื่องสุรานารีเป็นแน่ และไม่รอให้ผมตอบตกลงหรือปฏิเสธเขาก็แล่นออกจากร้านไปแล้ว ตอนวิ่งออกไปมีชนโต๊ะหวังเหมิงให้สะดุ้งตื่นจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้ด้วย แต่ก็แค่ครู่เดียวก่อนหวังเหมิงจะซบหน้าลงกับท่อนแขนแล้วหลับไปอีกครั้ง

สรุปนี่ผมจากมันมาเฝ้าร้านหรือจ้างมาเปลี่ยนที่นอนหลับกันแน่

ผมละความสนใจจากลูกจ้างของตนมาเป็นคนที่อยู่ตรงหน้าแทน เมินโหยวผิงในสภาพคนเสียความทรงจำ แม้จะดูเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เหมือนเดิมในความทรงจำ

“วันนี้เป็นไงบ้าง”

ผมถามเขา แต่ก็นั่นแหละ คำตอบเดิมๆ พยักหน้าแล้วย้ายตัวไปยืนกอดอกพิงกระจกบานใหญ่ในห้อง ท่าทีเหมือนก่อนที่จะสูญเสียความทรงจำไม่มีผิด

“นายมานั่งที่เก้าอี้นี่ก็ได้ จะยืนทำไมให้เมื่อยเล่น”

“ฉันชอบยืน”

ก็แล้วแต่ ผมยักไหล่แล้วไม่เซ้าซี้อะไรเขาอีก เมินโหยวผิงก็ยืนพิงกรอบหน้าต่าง เหม่อมองไปข้างนอกของเขาต่อ ไม่รู้ว่ากำลังมองท้องฟ้า มองทะเลสาบ หรือแค่จ้องมองความว่างเปล่าในอากาศเท่านั้น

จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอกันเขาก็เอาแต่เหม่อมองอะไรก็ไม่รู้ทั้งที่เรากำลังเดินทางไปลงกรวยกับพวกอาสามแท้ๆ แต่พอเวลาคับขันเขาเสียอีกที่เป็นคนช่วยพวกเราทุกคนในกลุ่มไว้ และหลังจากนั้นก็มีอีกหลายเหตุการณ์ที่คล้ายกับครั้งแรก เขาเหม่อลอย แต่ก็มีสติไวพอที่จะรับการปะทะได้ทุกเมื่อ

ไพร่คิดไปถึงเรื่องในอดีตและคราวนี้เป็นผมเองที่เหม่อมองไปที่เขา เมินโหยวผิงยังชอบแต่งตัวสไตล์เดิมๆ เน้นเสื้อผ้าสีทึบ (แต่อย่างที่บอกว่ากางเกงในลายลูกเจี๊ยบ) ขับให้รูปร่างดูผอมบางผิดกับกล้ามเนื้อที่ซ้อนอยู่ ผมที่ตอนนี้ไม่มีฮู้ดปิดเป็นสีดำสนิท ดูแล้วยาวกว่าตอนก่อนเขาจะเข้าโรงพยาบาลค่อนข้างเยอะ อีกเดียวคงจะต้องพาไปตัดเสียแล้ว

ไล่สายตามามองใบหน้า โครงหน้าได้รูปของเมินโหยวผิงจัดว่าเป็นที่อิจฉาของใครหลายๆ คนได้ง่ายมาก เขามันบุรุษหน้าหยก แค่ได้เห็นก็ต้องตรึงตราตรึงใจไปกับความสวยและดูดีที่คลุกเคล้าปนกัน คิ้วเข้ม ตากลมโต จมูกโด่ง ริมฝีปากไม่หนาไม่บางเกินไป ทุกอย่างช่างดูลงตัวบนร่างกายเขา

ส่วนที่ผมชอบที่สุดเห็นจะเป็นดวงตาสีดำขลับคล้ายหลุมดำ ยามถูกจ้องมองชวนให้รู้สึกเหมือนโดนดูดเข้าไปในดวงตาของเขา ผมเคยเห็นเขาโกรธจนถลึงตาเพียงรอบเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็เห็นแต่เวลาทำหน้าจริงจัง ขมวดคิ้วเวลาครุ่นคิด พอรู้คัวอีกทีผมก็ติดการสังเกตคิ้วของเมินโหยวผิงไปแล้ว

“มองอะไร”

ผมสะดุ้งรู้สึกตัว ใบหน้าที่ผมเพิ่งชมไปว่าสวยงามเมื่อครู่บัดนี้หันมามองผมพร้อมคำถาม แสดงว่ารู้ตัวมานานแล้วว่าโดนจ้องมอง แต่เขาไม่ขมวดคิ้ว ไม่แสดงอากาศไม่พอใจกับสายตาจาบจ้วง เพียงแค่มองด้วยดวงตากลมโต คมกริบนั้น

แต่ไม่รู้สิ แม้จะโดนมองแต่ผมกลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้มองมาที่ผมโดยตรง แค่เหม่อมองสิ่งอื่นที่ลอยวนรอบตัวผม พอตอบว่าเปล่า เขาก็ไม่เซ้าซี้ หันกล้บไปเหม่อมองอะไรไม่รู้นอกหน้าต่างเช่นเดืม

นั่นแหละเมินโหยวผิงทั้งที่มีความทรงจำหรือเสียความทรงจำ เขาชอบเหม่อ



-6-

ลักษณะนิสัย: กินจุ

วิธีการทดสอบ: ปล่อยให้กินข้าวโดยไม่พูดคุย


เวลาพ้นผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วหลังจากที่ผมไล่หวังเหมิงกลับบ้านไปก่อนเวลาปิดร้าน เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่หังโจวก่อนจะออกเดินทางไปปาหน่ายเพื่อหาสิ่งที่น่าจะช่วยคืนอดีตให้แก่เมินโหยวผิงได้ และไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่ ผมจึงตั้งใจจะพาเมินโหยวผิงกับนายอ้วนไปหาอะไรกินที่โหลวว่ายโหลวให้เต็บคราบ

พอมาถึงร้านเราก็สั่งทั้งหมู เห็ด เป็ด ไก่ อาหารหลากหลายชนิดมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะไปหมด นับได้ด้วยกันกว่าสิบอย่าง แม้ไม่รู้ว่าจะกินกันหมดหรือเปล่า หากพอคิดถึงความกันดารที่เรากำลังจะต้องพบเจอก็ทำให้หลงลืมความยั้งใจไป

“นายเตรียมของเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?”

ผมถามนายอ้วน เพราะเขาเป็นคนออกปากจะจัดการเรื่องข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด และระหว่างที่อยู่หังโจวเขาก็เที่ยวหย่อนเมินโหยวผิงไว้ที่ร้านผม ด้วยข้ออ้างว่าจะเตรียมของเลยต้องถามความพร้อมเสียหน่อย

“แน่นอนสิเทียนเจิน ของทุกอย่างที่จำเป็น และเส้นสายที่นั้นฉันจัดการติดต่อไว้แล้ว”

เขาว่าถึงตรงนี้ก็จิบเหล้าในมือ

“ว่าแต่ เราจะออกเดินทางกันตอนไหนล่ะ? เสี่ยอ้วนจะได้เตรียมตัวตื่นถูก”

เราพูดคุยกันไปเรื่อยเรื่องการเตรียมตัวและการเดินทาง มือก็ยกเหล้าขึ้นจิบสลับกับคีบอาหารในจานมาทาน ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่พอรู้อีกที ปลาหิมะตัวเขื่องที่อยู่บนโต๊ะก็เหลือแต่ก้างแล้ว ผมจึงเบนความสนใจไปที่เป็ดย่างตัวโตแทน

“นายว่าเราจะไปเจออะไรที่ปาหน่ายบ้าง?”

ผมเอ่ยถามหลังจากเคี้ยวเป็ดในปากหมด เนื้อมันทั้งนุ่มทั้งช่ำ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพนักงานรับออเดอร์ถึงได้เชียร์เมนูนี้นัก

“อาจจะเป็นบ้าน รูป บรรพบุรุษที่รออยู่อะไรพวกนี้มั้ง?”

นายอ้วนว่ามาเช่นนี้ผมก็นึกเห็นด้วย ความจริงก็คาดหวังว่าจะได้เจออะไรจำพวกที่นายอ้วนว่ามาเหมือนกัน เพราะถึงยังไงนายเมินโหยวผิงก็ต้องมีครอบครัว ถึงแม้ว่าจะล้มหายตายจากเพราะกาลเวลา แต่เขาก็ต้องมีหลักฐานอะไรหลงเหลือไว้บ้าง นอกจากว่าเขามาจากต่างดาวนั่นแหละเราถึงจะหาอะไรที่เกี่ยวกับเขาไม่เจอเลย

ตะเกียบในมือเริ่มขยับอีกครั้งหมายจะคีบเป็ดชิ้นโตเข้าปากอีกคำ แต่เมื่อดูสิ่งที่คีบมาได้ผมกลับต้องขมวดคิ้ว ทำไมมันถึงเหลือแค่กระดูกแบบนี้ล่ะ? ด้วยความสงสัยผมจึงหันไปมองจานเป็ดตัวใหญ่และผมว่ามันเหลือเพียงแค่เศษซากเป็ดแล้ว รวดเร็วพอๆ กับปลาหิมะเลยทีเดียว

“นายอ้วน นายกินเร็วไปหรือเปล่า? ไม่เคี้ยวบ้างเดี๋ยวก็ติดหลอดลมตาย”

“หือ? พูดอะไรน่ะเทียนเจิน เสี่ยอ้วนเพิ่งได้กินซาลาเปาไปสองลูก กินเร็วอะไรกัน”

ฟังคำตอบของเขาแล้วก็แปลกใจ ถ้าเขาไม่ใช่คนกินเข้าไปแล้วทำไมมันถึงได้พร่องลงไปเร็วนักล่ะ? ฉับพลันผมนึกเอะใจ ในเมื่อไม่ใช่เขา ไม่ใช่ผม ก็เหลือแค่คนเดียวเท่านั้น

ผมหันไปมองคนที่เอาแต่นั่งเงียบตลอดรายการอย่างเมินโหยวผิง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นซากอาหารทั้งหลายแหล่กองอยู่บนจานข้างหน้าเขา สาบานได้ว่าเศษซากบนนั้นมันเยอะมากจริงๆ ชนิดที่ผมต้องมองสำรวจอาหารบนโต๊ะ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าส่วนใหญ่นั้นหายไปมากกว่าครึ่ง

เพราะเวลาที่ลงกรวยกันเรามีแค่อาหารบีบอัดจำกัดจำนวน และผมไม่ค่อยเห็นเขากินอะไรเท่าไหร่จึงคิดเองเออเองว่าเมินโหยวผิงเป็นคนกินน้อย เน้นใช้พลังงาน ร่างกายจึงได้เพรียวบางแต่มีกล้ามเนื้ออัดแน่นเช่นนี้

“…..เสี่ยวเกอ อร่อยไหม?”

“……….”

ผมถามเขาและได้คำตอบเป็นดวงตาสีดำสนิทมองกลับมา ขนาดเรื่องรสชาติเขายังริอาจตอบผมด้วยสายตา แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อเขาฟาดอาหารไปเกินครึ่งขนาดนี้ผมจะคิดว่ารสชาติถูกปากเขาก็แล้วกัน

นายอ้วนเห็นท่าทีของพวกเราก็หัวเราะ ตบบ่าผมป้าบๆ บอกว่าให้สั่งอาหารเพิ่มเถอะเพราะดูท่าว่าบนโต๊ะนี้คงจะไม่พอกินแน่แล้ว ผมจึงต้องสั่งอะไรเล็กๆ น้อยๆ อีกสองสามอย่าง แน่นอนล่ะว่าเย็นวันนั้นอาหารทั้งหลายหมดเกลี้ยง ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของเมินโหยวผิง ในขณะที่ผมกับนายอ้วนตัวเต็งเอฃป็นแค่ผู้ช่วยเท่านั้น

อ่อ… ไม่ต้องถามถึงค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนั้นภัตตาคารโหลวว่ายโหลวก็จัดอันดับผมเป็นลูกค้าชั้นดีขึ้นกว่าเดิมสองขั้น

แม้ผมจะยังสงสัยว่าเขาเก็บอาหารไว้ที่ใดในกระเพาะแต่ก็ไม่กล้าถาม เอาเป็นว่าตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้รู้ว่าที่จริงแล้วเมินโหยวผิงเป็นคนประเภทกินจุ (มาก)
avatar
ennewiis
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา

จำนวนข้อความ : 62
Points : 1257
Join date : 26/10/2014
Age : 26
ที่อยู่ : หลุมหลืบในใจของนายน้อย

ดูข้อมูลส่วนตัว http://imannew.wordpress.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by ennewiis on Fri 21 Aug 2015, 23:30

-7-



ลักษณะนิสัย: รักสัตว์

วิธีการทดสอบ: พาไปเดินล่น


“พวกคุณสองคนอยู่ด้วยกัน ไม่ช้าก็เร็ว คนหนึ่งต้องตายเพราะอีกคน”

คำพูดของผานหม่าเหล่าเตยังก้องกังวานอยู่ในหัวของผม เมื่อได้ยินคราแรกผมทั้งมึนทั้งงง ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่อากุ้ยแปลความหมายให้ว่าอย่างไร แต่เมื่อสติกลับมาเข้าร่างก็ผงะ ด้วยคำพูดที่ได้รับฟังมานั้นน่ากลัวเหลือเกิน เมินโหยวผิงไล่ตามเขาไป ผมยังตำภาพกิเลนสองตัวที่ประจัญหน้ากันได้อยู่ในหัวสมอง แต่ยังดีที่ครั้งนั้นไม่เกิดเรื่องราวใดๆ ขึ้น แม้ในใจผมจะคิดไปแล้วว่าอาจได้เห็นกิเลนกรำศึกกัน

หลังจากนั้นผมได้พูดคุยกับผานหม่าเกี่ยวกับอดีตของเมินโหยวผิงเท่าที่เขาจำได้ แต่กลับรู้เรื่องในอดีตที่ชวนสยดสยองและลึกลับซับซ้อนของเขาแทน ผมเล่าเรื่องราวพวกนี้ให้ทั้งคู่ฟัง และตกลงกันว่าจะออกสำรวจเพื่อหาร่องรอยของสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของผานหม่า สามหวังหลังจากนี้เราจะเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อค้นหามัน

เพราะผมใช้หัวสมองในการใคร่ครวญเรื่องนี้มากไปหน่อย เย็นก่อนวันเกินทางผมจึงตั้งใจจะไปเดินสูดบรรยากาศรอบหมู่บ้านเล่น ไม่มีจุดหมายตายตัว แค่อยากเดินเล่นเฉยๆ เท่านั้น ผมออกจากบ้านของอากุ้ย เดินตรงไปตามเส้นทางที่ปูลาด ไม่นานผมก็เดินมาในโซนที่ติดกับชายป่าแล้ว

“มาทำอะไร?”

ผมสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ มีเสียงคนทักมาจากแถบชายป่า แทบจะร้องหาแม่ออกมาดังๆ แล้ว แต่เมื่อหันไปมองว่าเจ้าของเสียเป็นใครผมก็ตกลงใจว่าจะด่าบรรพบุรุษตระกูลจางแทนร้องเรียกแม่ของผม

“เมินโหยวผิง! ตกใจหมดเลย นายมาทำบ้าอะไรเงียบๆ ตรงนี้!?”

เมินโหยวผิงขมวดคิ้ว เขาคงรำคาญเสียงโวยวายของผมทั้งที่เขานั่นแหละเป็นคนทำให้ผมอกสั่นขวัญหายเอง

ผมนึกว่าเขาจะเงียบแล้วเดินหนีหายไปเฉยๆ ซะแล้ว แต่ไม่ใช่ เขามองตรงเข้าไปในป่าเหมือนจะบอกว่าต้องการเข้าไปในนั้นและก้าวเท้านำไปก่อน เมื่อผมก้าวเท้าตามเขาเพียงแต่เหลือบมองแต่ไม่กล่าวอะไร ซึ่งผมเหมาเอาเองว่าเขาให้ตามเข้าไปได้

เราเดินกันอยู่ในป่าได้ครู่ใหญ่ ผมจำได้ว่ามันเป็นบริเวณเดียวกับที่เราออกค้นหาผานหม่าเหล่าเต ไม่รู้ว่าทำไมเมินโหยวผิงถึงได้อยากกลับมาที่นี่อีก หรือเขาจะเจออะไรที่อาจเป็นเบาะแสกัน คิดเช่นนี้ผมก็ตื่นเต้น หรือเมินโหยวผิงจะใช้นิ้วยาวๆ ของเขาขุดดินจนเจออะไรบบางอย่างกัน อาจจะเป็นของที่ผานหม่าเจอ หรืออาจจะเป็นโครงกระดูกที่เรากำลังจะค้นหา

แต่เมื่อไปถึงจุดที่เขาหยุดเท้าผมกลับต้องผิดหวังและพรั่นพรึงกับสิ่งที่เห็น สิ่งที่เมินโหยวผิงเดินมาหาไม่ใช่เบาะแสและสิ่งที่ผมคิดว่าจะเห็น มันกลับเป็นพียงแมวป่าลิงซ์แบบเดียวกับที่เคยเจอตอนออกตามหาผานหม่า

“…..นายมาเพื่อดูแมวป่าเนี่ยนะ?”

ผมยังจำได้ถึงความโหดร้ายของเจ้าสัตว์ชนิดนี้ แม้จะขึ้นชื่อว่าแมว มีขนอุยนุ่มน่าจับแค่ไหน แต่มันก็เป็นนักล่า และผมเกือบจะถึงฆาตเพราะมันมาแล้ว ดังนั้นผมจึงเว้นระยะห่างระหว่างผมกับมันเอาไว้ไกลพอควร

“มันบาดเจ็บ”

เมินโหยวผิงบอกแบบนั้นแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้แมวป่าที่นอนอยู่ เจ้าแมวตัวนั้นมองเขาด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ ตาสีเหลืองอำพันของมันว่อแววดุร้าย พอมันขยับตัวผมถึงได้เห็นรอยแผลที่อยู่บริเวณขาหลัง เหมือนเป็นรอยบาดจากมีด น่าจะลึกขนาดที่ทำให้มันเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวกมันจึงไม่เผ่นหนีไปทันทีที่เห็นพวกเรา

เจ้าแมวนั่นมองผมก่อนหันไปมองเมินโหยวผิงที่ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่เหมือนมันพ่นลมหายใจหนักๆ เหมือนเอือมระอาเต็มทีด้วย หนอยแน่ะ

“อู๋เสีย หยิบกระเป๋าให้หน่อย”

เขากล่าวเช่นนี้ผมก็ได้แต่มองซ้ายมองขวาหากระเป๋าที่เขาว่า แล้วก็พบมันวางพิงกับต้นไม้ต้นใหญ่ไม่ไกลกันนัก ดูท่าเขาคงเข้ามาที่นี่ก่อนแล้ว และออกไปเพราะสาเหตุอะไรบางอย่าง คงไม่ใช่ว่าเขาออกไปดักรอผมเพื่อให้มาหยิบกระเป๋าให้หรอกนะ

ผมส่งกระเป๋าให้เขา เมินโหยวผิงค้นอะไรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบเอาผ้าพันแผลออกมา ราวกับจิ๊กซอว์ต่อติดกัน ผมเข้าใจแล้วว่าเขากำลังจะทำแผลให้กับเจ้าแมวป่าตัวนี้

“ระวังนะ”

เขาพยักหน้ารับก่อนค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปหาเจ้าสัตว์ยักษ์นั่นทีละนิด แมวป่าร้องเสียงต่ำแต่ไม่มีทีท่าว่าจะพุ่งเข้ามาโจมตี มันคงเจ็บปวดมากจริงๆ

ใช้เวลาไม่นานในการเข้าถึงตัว ผ้าพันแผลค่อยๆ ถูกคลี่ออก ผมเห็นเขาหยิบน้ำมาราดบนปากแผลก่อนด้วย เจ้าแมวนั้นร้องเสียงหลงแต่ก็ยอมให้เมินโหยวผิงพันปากแผลแต่โดยดี เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเขาก็ผละออกมา ขมวดคิ้วไปด้วยเมื่อเห็นว่าเจ้าสัตว์ตัวนั้นเลียผ้าพันแผลเสียจนเปียกชุ่ม

เราอยู่ตรงนั้นกันสองคนสักพักเพื่อดูให้แน่ใจว่ามันจะไม่กระชากผ้าพันแผลหลุดก่อนตัดสินใจว่าได้เวลาออกจากป่าแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้า กลุ่มขนปุกปุยก็วิ่งตรงมา พุ่งเข้าไปหาผู้บาดเจ็บเสียก่อน ผมถึงกับร้องเบาๆ ด้วยความตกใจ จนเมินโหยวผิงต้องเอามือปิดปาก ทำท่าทำทางให้ผมอยู่เงียบๆ แล้วมองให้ดี พอผมทำตามที่เขาว่าจึงได้สติกลับมา ขนปุกปุยที่ผมเห็นนั้นคือลูกแมวป่านั่นเอง

“ตัวที่บาดเจ็บเป็นตัวเมีย”

เสียงของเขาดังอยู่ข้างหูก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือจากปากผม กลิ่นสมุนไพรที่มาจากผิวกายเขาค่อยๆ ผละห่าง ใจผมนี่สั่นไปหมด ไม่รู้เป็นเพราะตกใจหรือเพราะความเย็นจากร่างกายของเขากันแน่

ผมลอบมองเมินโหยวผิง เห็นเขากำลังตั้งอกตั้งใจดูลูกแมวกับแม่แมวคลอเคลียกันด้วยสายตานิ่งเฉย ไม่รู้ว่าขณะเห็นภาพนี้เขากำลังคิดถึงอะไร อาจจะเป็นเรื่องราวในอดีตที่ค่อยๆ หวนกลับมา หรือเขาอาจจะแค่มองโดยไม่คิดอะไรก็ได้ แต่ท่าทางของเขาทำให้ผมเจ็บปวดในใจด้วยไม่อาจช่วยอะไรเขาได้มากกว่าแค่ยืนข้างๆ เขาเท่านั้น

“นาย… ทำไมถึงได้ช่วยมันล่ะ?”

ระหว่างที่เรากำลังเดินกลับไปยังบ้านของอากุ้ยผมก็ถามเขา แม้จะแน่ใจว่าเขาคงแค่ส่ายหน้าไม่ก็เมินผมไปเหมือนเคยก็ตามที

“ฉันแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ”

เขาตอบมาแบบนั้นผมก็ไม่อยากจะเซ้าซี้อะไรอีก เพียงแต่บางอย่างในหัวผมร้องว่ามันไม่ถูกต้อง มีสิ่งที่ผิดปกติมากเกินไปอยู่ในนั้นด้วย ผมใครครวญถึงเหตุการณ์ที่ประสบพบมา เมื่อรู้แล้วว่าอะไรที่แปลกไปผมก็ต้องเบิกตากว้าง หันไปมองคนที่เดินอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“หรือว่านาย… จะชอบสัตว์?”

เมินโหยวผิงชะงักไปก่อนจะทำตาล่อกแล่กแล้วรีบจ้ำเดินต่อโดยที่ไม่หันกลับมามองผมอีก แต่แม้เขาจะเดินเร็วแค่ไหนผมก็ยังเห็นรอยแดงฉายบนใบหน้าของเขาอยู่ดี และมันก็ทำให้ผมไม่สามารถพูดอะไรได้อีกนอกจากฉีกยิ้ม

พอกลับถึงบ้านเราก็แยกย้ายกันอาบน้ำเข้าห้องนอนเพื่อเตรียมตัวสำหรับปฏิบัติการวันพรุ่งนี้ แต่คืนนั้นผมกลับหลับไม่ลงเพราะมัวแต่คิดถึงหน้าแดงๆ ของเมินโหยวผิงตอนที่ผมรู้ความลับของเขา

และวันนั้นเป็นวันที่ผมรู้ว่าเขารักสัตว์ และยังรู้อีกด้วยว่าผู้ชายหน้านิ่งเหมือนเหม็นเบื่อตลอดเวลาอย่างเขามีมุมน่ารักเช่นนี้ด้วย



-8-



ผมหยุดมืออีกครั้งเพื่อคิดทบทวนถึงข้อมูลที่อยู่ในหัว ความจริงมีอีกหลายอย่างที่ผมอยากเขียนเกี่ยวกับเมินโหยวผิงแต่นั่นเป็นส่วนที่ต้องสังเกตการณ์เพิ่มเติมเสียก่อน

ทว่าตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่ผมใคร่ครวญว่าจะเขียนมันลงไปดีหรือไม่ คิดคำนึงถึงผลดีผลเสียอยู่ชั่วครู่ก่อนตัดสินใจว่าจะเขียนรายละเอียดในส่วนนี้ลงไปด้วย เพื่อเป็นการย้ำเตือนตัวเอง และเพื่อเตือนใจคนที่จะเปิดอ่านบันทึกเล่มนี้ต่อในอนาคต แค่เผื่อไว้น่ะนะ

ลักษณะพิเศษ: ชอบทำตัวน่ารักตอนอยู่ต่อหน้านายน้อยสกุลอู๋ – กำลังศึกษาเพื่อหาวิธีการที่ใช้ดึงลักษณะนิสัยพิเศษนี้

เพิ่มเติม: ลักษณะพิเศษและวิธีการทั้งหมดทั้งมวลของขั้นตอนในบันทึกนี้ขึ้นตรงกับนายน้อยสกุลอู๋เท่านั้น ห้ามใครนำไปใช้ต่อเด็ดขาด


ผมยิ้ม จรดปลายปากกาต่อลงมาอีกหนึ่งบรรทัด ด้วยรู้ว่าต้องมีเหตุการณ์ประมาณนี้เกิดขึ้นหลังจากนี้แน่

ปล. ฉันรู้ว่านายต้องแอบอ่านถึงบรรทัดนี้ นายอ้วน! วางมันลงซะ ก่อนที่ฉันจะขโมยบันทึกลับของนายมาเปิดโปงบ้าง

ปล.2 อ่านถึงบรรทัดนี้น่าจะรู้ตัวดีว่าเงินเดือนเดือนนี้ลดลง 10% นะหวังเหมิง



ลงชื่อเจ้าของบันทึก

นายน้อยสามแห่งสกุลอู๋ – อู๋เสีย



NEVER END

■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■  ■



Talk: สวัสดีหลังจากหายไปนานเนื่องจากจรลีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาเรียนอยู่ที่ต่างประเทศค่ะ วันนี้ฤกษ์ดีเลยได้มาลงฟิคหลังจากหาโอกาสมาหลายครั้งแล้วค่ะ (หัวเราะแรง) หวังว่าจะชอบฟิคสั้นๆ เรื่องนี้กันนะคะ

มีเรื่องมาประกาศสองเรื่องด้วยค่ะ เรียกว่างานขายต้องมา แม้จะไม่ได้ไปงานเต้ามู่แต่เรามี Free Paper ไปวางที่บูธ D05 ชื่อบูธน่ารักใสๆ “คุณชายสามตัวร้ายพิชิตใจนายเรือพ่วง” ล่ะค่ะ (น่ารักใช่มั้ยล่ะ 555555555555) ชื่อเรื่อง “หนึ่งความลับของเมินโหยวผิง” ล่ะค่ะ และยังมีแก้วมัคนและพวงกุญแจน่ารักๆ ฝีมือคุณแป้งวางขายด้วยนะ พลาดไม่ได้แล้วค่ะ  Razz  Razz

นอกจากนี้ทางผู้จัดยังได้เปิดโอกาสให้นักเขียนมือใหม่อย่างเราไปร่วมโปรเจคฟิคเฟ่ด้วยล่ะค่ะ ต้องขอขอบคุณผู้จัดทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยอีกครั้งนะคะ เป็นเกียรติมากๆ ที่ได้ร่วมทำโปรเจคสำคัญในครั้งนี้ด้วย หากใครสนใจ เราขอฝาก GAME or KYLIN? ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะเอาลงเล่มฟิคเฟ่ของทุกคนด้วยนะคะ  Embarassed


แล้วเจอกันโอกาสหน้าค่ะ
1.30 น. ในวันหนึ่งของหน้าร้อนที่อบอ้าวสุดๆ ณ ประเทศญี่ปุ่น
avatar
ennewiis
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา

จำนวนข้อความ : 62
Points : 1257
Join date : 26/10/2014
Age : 26
ที่อยู่ : หลุมหลืบในใจของนายน้อย

ดูข้อมูลส่วนตัว http://imannew.wordpress.com

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by The_Dark_Lady on Fri 21 Aug 2015, 23:42

ชอบค่ะ ชอบค่ะ ชอบค่ะ ชอบค่ะ
นายน้อยตระกูลอู๋ตะไมทำอะไรน่ารักมุ้งมิ้งแบบนี้
แงงง อนุกรมวิธาน(?)ของจางฉี่หลิง
นายน้อยนี่ช่างสังเกตนัก น่าไปเป็นนักสัตววิทยานะคะ
บันทึกซะเป็นระบบเรียบร้อยเชียว
...แต่ดันหวงซะ 555555555555555555555 สงสารหวังเหมิงเหลือเกิน
ว่าแต่นายน้อยคะ...ขาดเรื่องการสืบพันธ์ุ-แค่ก-นะคะ //ยัยหื่นนนนนนน
avatar
The_Dark_Lady
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 301
Points : 1306
Join date : 21/06/2015
Age : 22
ที่อยู่ : On the Land, Below the sky

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by Nlm1122 on Sat 22 Aug 2015, 22:19

อยากให้เสี่ยวเกอมายืนอ่านอยู่ข้างหลังจริงจริ๊งงงง
avatar
Nlm1122
ด้วง
ด้วง

จำนวนข้อความ : 33
Points : 891
Join date : 07/08/2015

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by Rozenkreuz on Sat 22 Aug 2015, 23:58

ขาดไปนะครับ
ชื่อไม่เป็นทางการ : คนใบ้จาง
ความสาารถพิเศษ : บิดคอบ๊ะจ่างหลุดในทีเดียว , เลือดตราไบก่อนไล่แมลงสารพัดชนิดได้ ฮา

ขนาดเรื่องรสชาติเขายังริอาจตอบผมด้วยสายตา < 5555 ชอบประโยคนี้จังเลยครับ นายน้อยสาเป็นคนตลก 555

ลักษณะพิเศษ: ชอบทำตัวน่ารักตอนอยู่ต่อหน้านายน้อยสกุลอู๋ – กำลังศึกษาเพื่อหาวิธีการที่ใช้ดึงลักษณะนิสัยพิเศษนี้ << อ๊ากกกกกกก นายนว้อยยยย ดาเมจทำลายตับมาก แง นั่ลลั่กกกกก
avatar
Rozenkreuz
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่

จำนวนข้อความ : 625
Points : 1520
Join date : 01/07/2015
Age : 24
ที่อยู่ : กองทัพผีเก็บเห็ดแห่งประตูสำริด

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by Luckey.B on Sun 23 Aug 2015, 18:44

น่ารักกก นายน้อยคะไม่มี ปล.3ถึงเมินบ้างหรอ ฮาๆๆๆๆ
avatar
Luckey.B
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา

จำนวนข้อความ : 102
Points : 978
Join date : 20/07/2015
ที่อยู่ : ใต้ถุนบ้านสกุลจาง ใต้ดินบ้านอาสาม

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [OS] Zhang Kylin Taxonomy [ผิงเสีย]

ตั้งหัวข้อ by yakusoku on Sun 23 Aug 2015, 23:09

น่ารักมากๆเลยคะนายน้อย ชอบตอนเสี่ยวเกอหน้าแดงอ่าา
avatar
yakusoku
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 369
Points : 1502
Join date : 05/11/2014
ที่อยู่ : โลงในสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ