Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by sinnerdarker on Tue 04 Aug 2015, 23:24

บันทึกของเสี่ยวหลิง

-------ที่มา-------

[OS] The Last Moment [ผิงเสีย] [R18] *สปอยเล่มสิบ*

[OS] ของยึดเหนี่ยวอันไม่จีรัง [ผิงเสีย] *สปอยเล่มสิบ*

-------------เรื่องหลัก-----------

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (1) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง  (2) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[OS] พี่ชายที่ไม่ยอมบอกชื่อ ~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง  (3) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง [Imply ผิงเสีย] (3.5) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (4) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (4.5) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (5) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[OS] #dmbjdaily (บุหรี่) เลิกได้ไหม? [อู๋เสีย+เสี่ยวหลิง]~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (6) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (7) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง  | บทคั่น : Black Space - I  *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (Cool *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (9) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (10) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (12) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

----------ตอนพิเศษ--------------



[OS] #dmbjdaily (ป่วย) ความลับเวลาไม่สบาย [อู๋เสีย+เสี่ยวหลิง]~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[OS] เรื่องของปู่ทวด [บันทึกของเสี่ยวหลิง]

[OS] #dmbjdaily (ประถม) แปดชั่วโมงที่ห่างกัน [อู๋เสีย+เสี่ยวหลิง]~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[OS] #dmbjdaily (พ่อ) บันทึกของเสี่ยวหลิง : รักอันไร้เงื่อนไข [เซี่ยอวี่ฮัว + ?? /Implied ฮัวเฮย or เฮยฮัว]

[OS] #dmbjdaily (เก้า) การรวมตัวที่ไม่รู้จุดประสงค์ [~~~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special ~~~] [All Character]

[OS] #dmbjdaily (พี่ชาย) หน้าที่ของพี่ชาย [บันทึกของเสี่ยวหลิง : เสี่ยวฮวา + เสี่ยวหลิง]

[Drabble] #dmbjdaily (น้องชาย) สิทธิ์ของคนเป็นน้อง [บันทึกของเสี่ยวหลิง : เสี่ยวฮวา+เสี่ยวหลิง]

[Drabble] ~ว่าด้วยภาคซาไห่กับทรงผมใหม่ของอู๋เสีย~ [บันทึกของเสี่ยวหลิง]

[Drabble] ในวันที่อากาศหนาว [บันทึกของเสี่ยวหลิง]


-----ตอนพิเศษหลังเจอเสี่ยวเกอ---------


[Drabble]~ครอบครัวสุขสันต์หลังเราพบกันที่ฉางไป๋ซาน~[บันทึกของเสี่ยวหลิง/ผิงเสีย/เฮยฮัว]

[Drabble] #dmbjdaily (สำริด) ตลกหลายฉากของสองหนุ่มแห่งต้นสำริด [บันทึกของเสี่ยวหลิง+เหล่าหยาง]

[OS] #dmbjdaily (ทวินเทล) สาเหตุที่ยอมลงให้ [บันทึกของเสี่ยวหลิง/ผิงเสีย] *สปอยเล่มสิบ / 10 Years Laters* [อัพเดท : FA by Zerin]



+++++++++++++++++++++++


ตอนนี้สั้น + อ่านไม่รู้เรื่องหน่อยนะคะ UlllllllllU



(13)





ผมจ้องซองจดหมายสีขาวสะอาดตาที่วางกองรวมอยู่ในลิ้นชัก ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรกับมันดี

จดหมายนับสิบนับร้อยฉบับที่นอนนิ่งอยู่ในโต๊ะหนังสือของผม คือจดหมายที่เตี่ยส่งมาให้ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา จดหมายทุกฉบับจ่าหน้าถึงผม..ถึงอู๋ซานหลิง

ฉบับแรกที่ส่งมา หากจำไม่ผิด เป็นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เตี่ยโทรมาว่าการเดินทางจะยืดยาวออกไป ปู่ใหญ่เป็นคนยื่นมันให้ผมกับมือ แต่ว่าผมไม่ได้เปิดอ่าน ไม่ได้รู้สึกดีใจ ตอนนั้น จำได้ว่ารู้สึกอยากจะร้องไห้ มีความรู้สึกต่อต้านบางอย่างอยู่ข้างใน สุดท้าย ผมเลยได้แต่เก็บจดหมายเข้าลิ้นชัก ไม่ได้อ่านแม้แต่ฉบับเดียว

ผมไม่ยอมติดต่อกลับไป ไม่คุยโทรศัพท์ด้วย ไม่ยอมรับรู้เรื่องราวของเขา ไม่ฝากคำพูดไปถึง

ผมตัดขาดการติดต่อกับเตี่ยโดยสิ้นเชิง

เตี่ยโทรศัพท์มาที่บ้านอีกสองสามครั้ง ทั้งสามครั้งนั้น ผมไม่ยอมเข้าไปคุยด้วยแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งการติดต่อขาดหายไปเพราะเข้าเขตที่ไม่มีสัญญาณ

หลังจากนั้น จดหมายหลายฉบับจากเตี่ยส่งมาถึงผมในหลายรูปแบบ เช่นมากับอาฮัว หรือส่งไปรษณีย์มาตามธรรมดา รู้สึกตัวอีกที จดหมายก็กองอืดในลิ้นชักจนปิดไม่ได้แล้ว

เพราะว่าชักเยอะจนไม่มีที่เก็บของในลิ้นชัก ก็เลยตัดสินใจว่าควรจะทิ้งหรือเอาไปเก็บที่อื่นเสียที ที่จริงแล้วถ้าไม่คิดจะอ่าน จะทิ้งไปก็ไม่เห็นเป็นไร

แต่ถึงโมโหเตี่ยแค่ไหน ผมก็คงทิ้งของที่ได้มาจากเตี่ยไม่ลง โกรธขนาดนี้ ก็รักเตี่ยมากๆ อยู่ดี

และเพราะคิดอย่างนั้น ก็เลยถอนหายใจ เดินไปถามย่าใหญ่ว่าจะเก็บจดหมายพวกนี้ยังไงดี

“อ่านหมดแล้วหรือลูก?”

ผมได้แต่เงียบไป

มีหลายครั้งที่ผมอยากจะหยิบจดหมายของเตี่ยมาอ่าน แต่พอคิดถึงเรื่องที่เขาผิดสัญญากับผม เดินทางไปไกลแสนไกล ผมก็อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่อยากอ่านจดหมายของเตี่ย ไม่อยากเห็นคำขอโทษหรือคำแก้ตัวที่อาจจะเขียนมา

หรืออาจจะไม่ได้เขียนมา

ย่าใหญ่มองหน้าผม ถอนหายใจยิ้มๆ รวบมือผมไว้ เงยหน้ามอง และเอ่ยเสียงเบา “เสี่ยวหลิง..อ่านจดหมายของเตี่ยแล้วเขียนตอบกลับไปบ้างสิลูก เตี่ยเขาคิดถึงหนูนะ เราไม่ยอมคุยด้วย ไม่ยอมอ่านจดหมายแบบนี้ เตี่ยเขาเป็นกังวลแล้วก็เสียใจนะ รู้ไหม?”

ผมชะงักไป ก้มหน้าลงมองพื้น ก่อนจะเงยขึ้นมองย่าใหญ่ ถามกลับไปเสียงเบา “..ถ้าคิดถึง ทำไมเตี่ยถึงไม่รีบกลับมาล่ะฮะ ย่าใหญ่”

ทำไมถึงไม่รีบกลับมา ทำไมถึงไม่ยอมรักษาสัญญา

ถึงจะไม่ได้คุยกับเตี่ย แต่หลายครั้งผมก็แอบฟังปู่ใหญ่คุยโทรศัพท์กับเขา แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง ก็ไม่มีทีท่าว่าเตี่ยจะกลับมา เขายังคงตามสิ่งที่ตนปรารถนาต่อไป

ยังไม่ยอมกลับมาหาผม

ย่าใหญ่มองสบดวงตามองผม ถอนหายใจ บีบมือผมเบาๆ “..เตี่ยเขามีเหตุผลของตัวเอง ก็เลยรีบกลับมาไม่ได้ แล้วเพราะว่าเป็นห่วง ก็เลยส่งจดหมายมาให้ยังไงล่ะลูก”

ผมนิ่งฟังย่าใหญ่พูด จากนั้น ก็เงยหน้าขึ้น ถามไปเสียงเบา

“..เหตุผลอะไร ที่ทำให้ไม่ยอมกลับมาเหรอฮะ”

เหตุผล..เหตุผลอะไรที่ทำให้เตี่ยผิดสัญญากับผม..เหตุผลอะไรที่เตี่ยใช้เพื่ออ้างการกระทำของตัวเอง

ทำไมผู้ใหญ่ถึงมักอ้างเหตุผล..แต่ไม่ยอมบอกว่าเหตุผลนั้นคืออะไร

...เหมือนกับเหตุผลที่เตี่ยไม่ยอมบอกผมเรื่องแม่

เรื่องของแม่ ผมปล่อยวางมันไปนานแล้ว เพราะไม่อยากให้เตี่ยเสียใจ เพราะไม่อยากให้เรื่องของคนที่ผมไม่เคยพบเคยเจอทำให้เตี่ยที่ผมรักมากเสียใจ แต่คราวนี้ ไม่ว่าทำอย่างไร ความโกรธนี้ก็ไม่จางหายไป

ผมไม่อยากทำให้เตี่ยเสียใจ ไม่อยากให้เตี่ยเป็นกังวล แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าดีแล้วที่เตี่ยเป็นกังวล ดีแล้วที่เตี่ยร้อนใจ เพราะว่าเตี่ยเป็นคนที่ทำให้ผมเสียใจก่อน เพราะฉะนั้น ทำไมผมจะทำให้เตี่ยเดือดร้อนบ้างไม่ได้

ผมพยายามจะหายโกรธ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับความรู้สึกในใจดี

ไม่เหมือนกับคราวนั้นที่ผมหายโกรธเตี่ยอย่างง่ายดาย

ย่าใหญ่เงียบไป มองหน้าผม ลองพูดออกมา “..ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร ย่าคิดว่ามันสำคัญมากพอให้เตี่ยเขาไปโดยไม่พาเสี่ยวหลิงไปด้วยนะ”

“..เหตุผลนั้น สำคัญกว่าผมเหรอฮะ?”

พอผมพูดไปแบบนั้น ย่าใหญ่ก็นิ่งไป ยิ้มเฝื่อนให้ผม ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ผมรู้สึกราวกับนั้นเป็นคำยืนยันความคิดของตน ดังนั้นจึงก้มหน้าลงมองพื้น ไม่ให้ย่าใหญ่เห็นสีหน้าของตัวเอง

ไม่ให้เห็นความผิดหวังในดวงตาของผม

ย่าใหญ่เหมือนจะสังเกตเห็นว่าผมเงียบไป จึงถอนหายใจ ดึงผมไปกอดไว้ โคลงตัวไปมา

“เอาอย่างนี้ไหม เสี่ยวหลิง” ย่าใหญ่พูดขึ้นอีกครั้ง “…ทำไมไม่ลองส่งจดหมายไปหา บอกให้เตี่ยเขากลับบ้านมาเร็วๆ ล่ะ?”

ผมเงยหน้าขึ้นมอง ส่ายหัวไปมาให้คุณย่าใหญ่ ปฏิเสธที่จะส่งจดหมายไปหาเตี่ย

ผมไม่อยากคุยกับเตี่ย ไม่อยากขอร้องเขา ไม่อยากอ้อนขอให้กลับมา เพราะไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว คำขอร้องของตนจะสัมฤทธ์ผลหรือเปล่า หรือว่าจะถูกทิ้งไว้ตรงนั้น เหมือนกับคำสัญญาที่ผ่านมา

ผมไม่อยากเสี่ยง..

ไม่อยากเสียใจ

ถ้าหากว่าผมบอกไปแล้วเตี่ยก็ยังไม่กลับมาล่ะ ถ้าหากว่าเตี่ยไม่สนใจแม้ว่าผมจะร้องไห้ล่ะ

พอคิดถึงเรื่องพวกนั้นแล้ว ก็ไม่อยากจะติดต่อกับเตี่ย ไม่อยากได้ยินเสียง

ไม่อยากร้องไห้

พอเห็นผมเงียบไปแบบนั้น ย่าใหญ่ก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรผม แต่ยังพยายามพูดให้ผมอ่านจดหมายของเตี่ย บอกว่าถ้าไม่ตอบจดหมาย อย่างน้อยก็อ่านจดหมายจากเตี่ยเสียหน่อยก็ได้ แต่ผมเอาแต่ส่ายหน้าท่าเดียว สุดท้ายย่าใหญ่จึงถอนหายใจ บอกว่าจะหาลังมาให้ผมใส่จดหมายพวกนี้

“แต่ไม่ว่าจะอ่านหรือไม่ หลานก็ห้ามทิ้งนะรู้ไหมเสี่ยวหลิง ไม่อย่างนั้นตัวหลานเองจะเสียใจ” ย่าใหญ่กำชับตอนที่ช่วยผมโกยจดหมายออกมาจากชิ้นชัก แยกตามวันที่แล้วแยกมัดไว้เป็นเดือนๆ พอนำมาจัดให้เป็นระเบียบ จดหมายก็ไม่ได้ดูมากมายอะไร ความจริง ก็น้อยพอที่จะใส่ในกล่องเล็กๆ ได้ พอเห็นแบบนั้น ย่าเลยบอกว่าเปลี่ยนไปใส่กล่องสวยๆ จะดีกว่า อย่าใส่ไว้ในลังเลย และไม่ทันที่ผมจะค้าน ย่าใหญ่ก็ลุกขึ้น เดินออกจากห้องไปแล้ว

ผมยืนรออยู่ในห้องของตน ระหว่างนั้นเสี่ยไป๋ก็เดินเข้ามา ดมๆ กองจดหมายอย่างสนใจ ผมจึงตบจมูกมันเบาๆ บอกว่าอย่าเล่นกับกองจดหมายนี้

เสี่ยไป๋ครางหงิง ลูบจมูกตัวเอง ก่อนจะเดินวนรอบตัวผม แล้วขดตัวนั่งอยู่ด้านหลัง

เห็นแบบนั้น ผมเลยนั่งลง พิงกับลำตัวนุ่มๆ ของมัน

ผมมองไปที่จดหมายฉบับล่าสุด จำลายเส้นตวัดปลายของเตี่ยได้ บนนั้น มีชื่อของผมเขียนไว้

ผมนั่งมองมันอยู่นานมาก จากนั้น ก็เอื้อมไปหยิบขึ้นมามอง ลูบปลายนิ้วบนเนื้อกระดาษสีน้ำตาล

ดูเหมือนว่า ที่ที่เตี่ยไปจะไม่มีกระดาษขาว ระยะหลังจดหมายที่ส่งมาจึงเป็นกระดาษสีน้ำตาลที่ค่อนข้างเก่า ดูแล้วย้อนยุคอย่างไรชอบกล

ผมรู้สึกราวกับจะหลอนได้กลิ่นบุหรี่ที่เตี่ยชอบสูบ แต่จะเป็นไปได้หรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ เตี่ยเลิกสูบบุหรี่ไปแล้วไม่ใช่หรือ? แต่ถ้าเตี่ยไปที่นั่น เตี่ยอาจจะสูบอีกก็ได้ ยังไงซะ คำสัญญาของเราก็ไม่มีความหมายอะไรกับเตี่ยอยู่แล้ว

ผมพอถึงเรื่องนั้น ตะกอนขุ่นเคืองในใจก็ตีฟุ้งขึ้นมา สุดท้ายผมจึงวางจดหมายลงบนกองเหมือนเดิม และคลานกลับมานั่งกอดเข่า ขดตัวซุกอยู่กับเจ้าหมาตัวโตสีขาวโพลน

ย่าใหญ่หายไปนานมาก จนในที่สุดก็โผล่มาพร้อมกับกล่องไม้สลักลายกล่องหนึ่ง ย่าใหญ่บอกว่า นี่เป็นกล่องของเตี่ย เมื่อก่อนชอบเอาไว้เก็บของสำคัญไว้ แต่ตอนที่เตี่ยย้ายออกไป ก็ทิ้งกล่องนี้ไว้ บางที..ของที่เคยใส่ไว้ อาจจะยังอยู่ในนี้ก็เป็นได้

พอได้ยินแบบนั้น ผมเลยรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย ย่าใหญ่ทำสีหน้าขี้เล่นแล้วบอกว่ามาเปิดดูด้วยกันไหม ถือว่าเอาคืนเตี่ยแล้วกัน

ผมพยักหน้า ขยับไปนั่งใกล้ๆ กล่องใบนั้น ย่าใหญ่ใช้กุญแจที่ติดมาด้วยไขสลักกล่อง จากนั้นก็เปิดมันออกมา

ในนั้นมีของอยู่หลายชิ้น

ของส่วนใหญ่มัวหม่นไปตามกาลเวลา กระดาษที่พับไว้ก็เหลืองกรอบได้ที่ ถ้าผมมองไม่ผิดก็เหมือนจะมีนาฬิกาด้วย เพียงแต่ว่ามันหยุดเดินเสียแล้ว

ย่าใหญ่ว่าเดี๋ยวจะย้ายของของเตี่ยลงลังเล็กไป ส่วนกล่องนี้ยกให้ผม ความจริงผมรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เตี่ยอาจจะอยากเก็บกล่องใบนี้ไว้ก็ได้ แต่ย่าใหญ่บอกว่าไม่เป็นไร เพราะแม้แต่เตี่ยเองก็อาจจะลืมกล่องใบนี้ไปแล้วก็ได้

เตี่ยเก็บของไว้เยอะมาก เช่นสมุดบันทึก กระดิ่งกลมสีเหลืองทองที่บัดนี้ก็ยังคงมีเสียง ผ้าพันแผลเก่าๆ ที่ไม่มีที่มา มงกุฏดอกไม้แห้ง รูปภาพสมัยยังเด็กของเตี่ยที่ถ่ายคู่กับปู่ทวด และของจุกจิกอีกมากมาย

แต่ในบรรดาของในกล่องทั้งหมดนั้น ผมสนใจสมุดบันทึกของเตี่ยที่สุด

ผมคิดว่าบางที นิสัยชอบจดบันทึกคงจะถ่ายทอดกันมาตามสายเลือด ผมยังจำได้ว่าปู่ทวดเองก็เขียนสมุดบันทึกเช่นกัน เตี่ยยังว่าเขาอ่านบันทึกเล่มนั้นอยู่บ่อย ตัวเตี่ยเองก็เขียนบันทึกสะสมเป็นเล่มๆ เอาไว้ (แต่ไม่ยอมให้ผมอ่าน) ผมคิดว่าบางที ปู่รองกับปู่ใหญ่ก็คงเขียนบันทึกไว้ไม่ต่างกัน

และที่จริง ผมเองก็ชอบเขียนบันทึก แต่ว่ายังเขียนไม่ค่อยเก่ง ก็เลยชอบอ่านมากกว่าเท่านั้นเอง

มองย่าใหญ่ย้ายของของเตี่ยออกมาจากกล่อง ส่วนผมมองปกสมุดบันทึกของเตี่ยอย่างสนใจ ย่าใหญ่เห็นแบบนั้นก็ยื่นมาให้ผม บอกว่าอยากลองอ่านไหม?

ผมกำลังจะพยักหน้า แล้วก็ชะงัก จำได้ว่าตนงอนเตี่ยอยู่ ดังนั้น ที่จริงก็ไม่ควรอ่านสมุดบันทึกของเตี่ยหรือเปล่า

ระหว่างที่ลังเล ย่าใหญ่ก็ยัดสมุดบันทึกของเตี่ยใส่มือผม บอกว่าให้เก็บไว้เป็นไม้ตาย ถ้าอ่านแล้วมีอะไรน่าอาย วันหลังก็จะได้เอาไว้ต่อรองกับเตี่ยไม่ให้ไปไหนไกล

ผมฟังย่าใหญ่แล้วอึ้งไปนิด ก่อนจะผงกหัวหงึก งึมงำขอบคุณย่าใหญ่

ย่าใหญ่ยิ้มให้ผม หอมแก้มทีหนึ่ง บอกว่าเสี่ยวหลิง มาจัดจดหมายลงกล่องกันดีกว่า

ผมกับย่าใหญ่ เราช่วยกับจัดจดหมายเข้าไปในกล่องไม้สีน้ำตาล ไม่นานนัก จดหมายกองเล็กๆ ก็เข้าไปวางไว้ในกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมจนหมดสิ้น ย่าใหญ่ยกกล่องขึ้นไปวางบนโต๊ะหนังสือของผม บอกว่าไว้ตรงมุมก็ดี ประเดี๋ยวอากาศถ่ายเทไม่สะดวก อากาศชื้นกระดาษจะพองเอา

แต่ผมไม่ได้คิดจะอ่านจดหมาย..จะพองหรือไม่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร ผมแค่อยากได้ที่เก็บจดหมายเท่านั้นเอง

ผมบอกตัวเองแบบนั้น

+++++++++

..ถึงไม่อยากอ่านจดหมาย แต่สมุดบันทึกของเตี่ยคาใจผมมาก

ผมนั่งพิงเสี่ยไป๋ มองสมุดบันทึกเก่าครึในมือตน ลูบมือลงบนหน้าปกสีน้ำตาล ผมไม่รู้ว่าสมุดเล่มนี้ เตี่ยได้เขียนไว้ในช่วงอายุใดของตัวเอง แต่เดาว่าน่าจะเป็นก่อนเตี่ยออกไปอยู่คนเดียว น่าจะเป็นก่อนที่ผมจะเกิด และอาจจะเป็นตอนที่เตี่ยยังเรียนหนังสืออยู่

พอคิดแบบนั้น ก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เตี่ยจะเขียนอะไรไว้ในนี้ เตี่ยตอนที่ยังเรียนอยู่จะเป็นคนอย่างไร จะเป็นเตี่ยคนที่ผมรู้จัก หรือเป็นเตี่ยอีกคนที่ผมไม่รู้จัก แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ผมก็รู้สึกสนใจ

เพราะฉะนั้น หลังจากที่ลังเลอยู่นาน ผมจึงเปิดสมุดบันทึก อ่านสิ่งที่เตี่ยเขียนไว้ข้างใน

สมุดบันทึกของเตี่ยเรียบง่าย เป็นบันทึกเรื่องราวต่างๆ สมัยเรียน ออกจะเรียกได้ว่าเป็นบันทึกประจำวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรของคนคงแก่เรียนคนหนึ่ง

ผมอ่านบันทึกของเตี่ยเท่าที่จะอ่านออก จึงได้รู้ว่าเตี่ยจบสถาปัตย์มา สมัยที่ยังเรียนอยู่นั้นเจอเรื่องราวต่างๆ มากมาย เคยทำเรื่องวุ่นวายไว้ก็มาก วีรเวรวีรกรรมสมัยนั้นทำให้คนรอบตัวปวดหัวไม่น้อย ดูเหมือนนอกจากเป็นสมุดบันทึกแล้ว นี่เป็นสมุดระบายความในใจของเตี่ยด้วย เพราะว่าเตี่ยบ่นไว้เยอะมาก ทั้งเรื่องเพื่อนที่เจอที่มหาลัย เรื่องงานหนักที่หลายครั้งส่งแทบไม่ทัน หรือบางครั้งก็แทบจะทำงานจนสว่างคาตา เตี่ยบ่นไว้ในสมุดบันทึกว่าไม่รู้ตัวเองจะเลือกเรียนสถาปัตย์ทำไม เวลาต้องส่งงานนรกมาก แต่ว่าเรียนมาแล้ว ก็ต้องเรียนให้จบ

เรื่องที่เตี่ยเขียนไว้ในบันทึกเล่มนี้สนุกมาก ผมไม่เคยอ่านบันทึกเล่มอื่นของเตี่ย เพราะว่าเตี่ยไม่ยอมให้อ่าน แต่ผมคิดว่าเตี่ยเป็นคนเขียนเก่ง ทั้งที่ในสมุดเป็นเรื่องราวธรรมดา แต่เตี่ยก็เขียนให้ผมรู้สึกว่าน่าตื่นเต้นได้

ผมอ่านบันทึกไปยิ้มไป ไม่รู้ทำไม ก็ลืมเรื่องที่กำลังงอนเตี่ยอยู่ไปได้ชั่วคราว

+++++++++++

เวลาผ่านไป ย่าใหญ่ก็มาหาผมที่ห้อง เรียกให้ไปทานข้าวด้วยกัน

ผมวางบันทึกของเตี่ยลงบนโต๊ะ หากระดาษมาคั่นไว้ จากนั้น ก็ไปทานข้าวตามที่ถูกเรียก บนโต๊ะอาหารมีปู่ใหญ่ ปู่รอง และย่าใหญ่ รวมผมเข้าไปด้วยเป็นสี่คน

ย่าใหญ่พูดถึงเรื่องกล่องที่ไปหามาให้ บอกว่าคิดถึงสมัยที่เตี่ยยังอยู่ที่บ้านนี้ด้วยกัน สมัยเด็กเตี่ยเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูดค่อยจา ใส่แว่นแล้วเอาแต่เดินกอดหนังสือของตัวเอง เมื่อก่อนนี้ ปู่ใหญ่เคยกังวลว่าเตี่ยจะไม่มีเพื่อน แต่ตอนนี้ เตี่ยมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ ปู่ใหญ่จึงรู้สึกโล่งใจ

พอมาถึงตรงนี้ ปู่ใหญ่กับย่าใหญ่ก็หันมามองผม คงเพราะปกติแล้ว ผมมักจะถามว่าเพื่อนที่เตี่ยไว้ใจเป็นใคร หรือขอให้ปู่ใหญ่เล่ามากกว่านั้น แต่ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความรู้สึกอยากจะถามออกไป

บทสนทนาเรื่องนี้จึงจบลงโดยไม่มีการสานต่อ

หลังจากทานข้าวเสร็จ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ย่าใหญ่เดินไปรับ ปรากฏว่าเป็นเตี่ยโทรมา ดูเหมือนเตี่ยจะอยู่ในที่ที่พอใช้โทรศัพท์ได้ จึงโทรกลับมาหา

ผมรีบรวบตะเกียบ บอกว่าอิ่มแล้ว จากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้อง แต่ไม่ทันจะออกจากห้องกินข้าว ปู่รองก็จับคอเสื้อผมเอาไว้ ไม่ยอมให้เดินกลับห้องตัวเอง

“เตี่ยแกโทรมา จะไม่ไปคุยด้วยหน่อยหรือ?” ปู่รองกล่าวเสียงเรียบ ฉะฉาน ไม่มีร่องรอยของการใส่อารมณ์ กระนั้น ก็ยังทำให้รู้สึกกดดัน

ผมส่ายหัวไปมา เป็นการบอกว่าไม่อยากคุยกับเตี่ย

“แกจะโกรธเตี่ยตัวเองไปถึงเมื่อไหร่ เสี่ยวหลิง”

ปู่รองถาม และผมไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร

จะโกรธเตี่ยไปถึงเมื่อไหร่?

จนกว่าเตี่ยจะขอโทษ? จนกว่าเตี่ยจะกลับมา? ผมจะโกรธเตี่ยไปจนถึงเมื่อไหร่?

ผมไม่รู้..ผมรู้เพียงว่าตนเสียใจ รู้เพียงว่าไม่อยากคุยกับเตี่ย ไม่อยากรับรู้เรื่องของเตี่ย ไม่อยากได้ยินเสียงเตี่ย ไม่อยากคิดถึงคนที่ไม่ยอมรักษาสัญญา

ปู่รองมองผมที่ก้มหน้ามองพื้น ขยำขากางเกงแล้วห่อไหล่ ก่อนจะถอนหายใจยาว

“เจ้าหนู แกงอนเงียบๆ แบบนี้ เตี่ยแกก็ไม่รู้หรอกนะว่าแกงอน”

ผมเงียบ ไม่พูดอะไรตอบกลับไป

“..ไปคุยกับเตี่ยให้รู้เรื่องรู้ราวไป” ปู่รองบอกผม ดึงคอเสื้อให้ผมเดินไปที่โทรศัพท์บ้าน แต่ผมพยายามจะฝืนไว้ไม่เดินไป ถึงอย่างนั้น ก็สู้แรงของปู่รองไม่ได้อยู่ดี

ผมฝืนไม่คุยโทรศัพท์กับเตี่ยมานาน แต่คราวนี้ เหมือนจะหนีไม่ได้ แต่ผมจะคุยอะไรกับเตี่ยดี จะรู้สึกอย่างไรตอนที่เตี่ยพูดออกมา

ถ้าผมขอร้องเตี่ยไปว่าให้รีบกลับมา ถ้าบอกว่าคิดถึง เตี่ยจะรีบกลับมาไหม

ผมกลัว..

หัวใจของผมเต้นรัว แต่ตอนที่ไปถึงโทรศัพท์ ตอนที่โทรศัพท์แนบกับหู เสียงที่ดังออกมากลับมีแต่เสียงซ่า

ไม่มีเสียงเตี่ย

ผมยืนนิ่ง ไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้พูดอะไร ภายในหัวใจ รู้สึกวูบโหวง

ไม่รู้ว่าโล่งใจหรือเสียใจ

ปู่ใหญ่เห็นว่าผมผิดปกติไป ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู จากนั้นก็ถอนหายใจ

“..สายตัดไปแล้ว” ปู่ใหญ่บอก ลูบมือบนหัวของผม “เมื่อครู่ก็เหมือนกับสัญญาณไม่ชัด ไม่รู้ว่าจะโทรมาอีกได้หรือเปล่า”

ปู่รองขมวดคิ้ว คลายฝ่ามือที่หลังเสื้อผม ผมเห็นแบบนั้นเลยฉวยโอกาศรีบวิ่งกลับห้อง และดูเหมือนปู่รองก็ไม่ได้วิ่งตามมา

พอกลับมาถึงห้อง ผมก็ยืนหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆนั่งลงพิงหลังกับประตู กอดเข่าตัวเองไว้

ไม่รู้ทำไม ก็รู้สึกปวดหัวใจมากๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงปวดขนาดนี้

เพราะผิดหวังที่ไม่ได้คุยกับเตี่ยหรือ?

น้ำตาของผมรื้นขึ้นมา แต่ผมก็สูดลมหายใจลึกๆ เข้าไป แล้วก็เดินไปอ่านบันทึกของเตี่ยต่อ แต่คราวนี้ กลับไม่รู้สึกว่าสนุกเหมือนก่อนหน้านี้

ผมพยายามจะอ่านบันทึกของเตี่ยต่อ แต่ยังไม่ทันอ่านถึงไหน ปู่ใหญ่ก็มาหาผม บอกว่าเมื่อครู่ต่อสายได้แวบหนึ่งแล้วตัดไป เตี่ยฝากมาบอกว่าเป็นห่วงและคิดถึง อยากได้ยินเสียงของเสี่ยวหลิง อยากให้ผมหายงอนเสียที

แต่ผมไม่รู้ว่าจะเชื่อคำพูดนั้นได้หรือเปล่า

ถ้าคิดถึง ทำไมไม่กลับมา..

ถ้าหากว่าอยากได้ยินเสียงผมจริงๆ ก็อยากให้เตี่ยรีบๆ กลับมาหา มาได้ยินเสียงจริงๆ ของผม

ผมคิดแบบนั้นในใจ แต่ไม่ได้บอกปู่ใหญ่ และไม่ได้คิดอยากบอกเตี่ยให้รู้ ผมรู้ว่าตัวเองทำตัวงี่เง่า ไม่มีเหตุผล แต่ผมจัดการความรู้สึกของตัวเองไม่ได้จริงๆ

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งลักลั่นย้อนแย้งในตัวเอง ทั้งที่ผมอ่านบันทึกของเตี่ยได้ ฟังเรื่องราวของเตี่ยได้ แต่กลับไม่อยากได้ยินเสียงเตี่ย ไม่ยอมอ่านจดหมายที่เตี่ยส่งมา

ผมเริ่มไม่เข้าใจตัวเอง ผมยังโกรธเตี่ยอยู่จริงๆ หรือเปล่า ยังงอนอย่างที่ตัวเองคิดจริงๆ น่ะหรือ? แต่ถ้าไม่โกรธเตี่ยแล้ว เหตุใดผมจึงยังไม่อยากอ่านจดหมายของเตี่ย ไม่อยากคุยกับเตี่ยทั้งที่โทรศัพท์มา

ผมไม่อยากโกรธเตี่ยแล้ว ไม่อยากงอนแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ก็ยังไม่อยากได้ยินเสียงของเตี่ย ไม่อยากคุยด้วยอยู่ดี

ความจริงแล้ว ตอนที่กลับมาถึงห้อง ผมพยายามจะเปิดจดหมายของเตี่ยอ่าน แต่ไม่รู้ทำไม มือผมก็สั่นจนไม่อยากจะเปิดมันออก มีความรู้สึกคลื่นเหียนตีตื้นขึ้นมา สุดท้าย ผมจึงได้แต่เก็บจดหมายของเตี่ยลงไปในกล่อง เก็บมันเอาไว้เหมือนเดิม

หลังปู่ใหญ่เดินออกไปจากห้อง ผมพยายามอ่านบันทึกของเตี่ยต่อ แต่พออ่านต่อได้ไม่กี่หน้า ผมก็ละเลิกความพยายามของตน เก็บหนังสือเข้าที่ ปีนขึ้นไปนอนบนเตียงที่มีเสี่ยไป๋ขดอยู่

แล้วก็หลับไปทั้งอย่างนั้น


แก้ไขล่าสุดโดย sinnerdarker เมื่อ Wed 05 Aug 2015, 23:14, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
sinnerdarker
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 343
Points : 1707
Join date : 27/10/2014
ที่อยู่ : บ้านสกุลหวัง

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by Yuwadee Wana on Tue 04 Aug 2015, 23:41

งึมงำ งึมงำ กอดเสี่ยวหลิง
avatar
Yuwadee Wana
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 352
Points : 1481
Join date : 27/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by The_Dark_Lady on Tue 04 Aug 2015, 23:42

งอนยาวและงอนแรงมาก...ใจแข็งอีกต่างหาก
เสี่ยวหลิงไปได้นิสัยนี้มาจากใครกันนะ//ยังคงสงสัย
สงสารอู๋เสียตอนที่ต้องกลับมาง้อลูกจริงๆ (รึว่าจะเจอเรื่องวุ่นจนไม่ได้ง้อฟระ...)
แต่อีกใจก็อยากสมน้ำหน้าใครใช้ให้ทิ้งลูกไปตามหาอดีตผู้ชายโดยไม่ยอมอธิบาย
เอ...ไอ้อาการแปลกตอนท้ายเรื่องนี่มันตัวบ่งชี้ถึงดราม่าที่จะเกิดหรือเปล่านะ...//สั่นนน
avatar
The_Dark_Lady
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 301
Points : 1287
Join date : 21/06/2015
Age : 22
ที่อยู่ : On the Land, Below the sky

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by yakusoku on Wed 05 Aug 2015, 00:52

ขอตีก้นเสี่ยวหลิงสักทีได้มั้ยคะ เลิกงอนเตี่ยได้แล้วลูกกกก
avatar
yakusoku
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 369
Points : 1483
Join date : 05/11/2014
ที่อยู่ : โลงในสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by Rozenkreuz on Wed 05 Aug 2015, 15:08

ฮรู่มมมม
ผมเป็นคนบ้าโชตะรายบุคคล
จะชอบเด็กน่ารักๆก็ต่อเมื่อเด็กมันน่ารัก ไม่ได้ชอบเพราะเป็นเด็ก
เสี่ยวหลิงชักจะล้ำเส้นน่ารักไปแล้วนะลูก...
หรือเกี่ยวข้องอะไรกับพลังลึกลับกิ่งสำริดหรือเปล่า //อุปนิสัยคนเกี่ยวข้องกับสำริดอย่างไรก็ไม่ทราบเช่นกัน...
เริ่มเยอะนะเสี่ยวหลิง งอนพอประมาณยังน่าเอ็นดู นี่งอนมากไปจนคันไม้คันมือ ถ้าเป็นอารองนี่จะหิ้วคอเสื้อขึ้นมาเขย่าๆสักสามนาที
เลิกงอนเถ้อออ เตี่ยก็ต้องมีความจำเป็นมั้ยถึงได้ไม่พาไปด้วย ถ้าแค่การกระทำเดียวของเตี่ยส่งผลขนาดทำลายความเชื่อมั่นเกือบสิบปีที่พร่ำบอกมาตลอดว่าร้กเสี่ยวหลิงนี่มันก็แย่นะ ก็ไม่ได้ขาดความรักความอบอุ่นนี่หว่า ทำไมเป็นเด็กขี้งอนขาดความมั่นใจขนาดนี้ล่ะฮื้ออออ
บ่นใส่นายน้อยไปเยอะ ตอนนี้ขอบ่นเสี่ยวหลิงบ้าง //อะไรจะอินขนาดนั้น 555
avatar
Rozenkreuz
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่

จำนวนข้อความ : 625
Points : 1501
Join date : 01/07/2015
Age : 24
ที่อยู่ : กองทัพผีเก็บเห็ดแห่งประตูสำริด

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by Luckey.B on Thu 06 Aug 2015, 03:18

พูดไม่ออกเลย โถเสี่ยวหลิงลูก จะงอนจะโกรธแต่ก็อย่าเงียบเลยลูก
อย่าไปเอานิสัยเงียบของเตี่ยจางมาใช้เลยลูก เฮ้ยยย กอดเสี่ยวหลิงทีนึง
avatar
Luckey.B
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา

จำนวนข้อความ : 102
Points : 959
Join date : 20/07/2015
ที่อยู่ : ใต้ถุนบ้านสกุลจาง ใต้ดินบ้านอาสาม

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (13) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by Luckey.B on Thu 06 Aug 2015, 03:28

พูดไม่ออกเลย โถเสี่ยวหลิงลูก จะงอนจะโกรธแต่ก็อย่าเงียบเลยลูก
อย่าไปเอานิสัยเงียบของเตี่ยจางมาใช้เลยลูก เฮ้ยยย กอดเสี่ยวหลิงทีนึง
avatar
Luckey.B
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา
ด้วงสุสานใต้สมุทรทะเลซีซา

จำนวนข้อความ : 102
Points : 959
Join date : 20/07/2015
ที่อยู่ : ใต้ถุนบ้านสกุลจาง ใต้ดินบ้านอาสาม

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ