Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by sinnerdarker on Sun 02 Aug 2015, 00:57

บันทึกของเสี่ยวหลิง

-------ที่มา-------

[OS] The Last Moment [ผิงเสีย] [R18] *สปอยเล่มสิบ*

[OS] ของยึดเหนี่ยวอันไม่จีรัง [ผิงเสีย] *สปอยเล่มสิบ*

-------------เรื่องหลัก-----------

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (1) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง  (2) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[OS] พี่ชายที่ไม่ยอมบอกชื่อ ~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง  (3) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง [Imply ผิงเสีย] (3.5) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (4) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (4.5) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (5) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[OS] #dmbjdaily (บุหรี่) เลิกได้ไหม? [อู๋เสีย+เสี่ยวหลิง]~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (6) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (7) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง  | บทคั่น : Black Space - I  *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (Cool *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (9) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

[Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (10) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*



----------ตอนพิเศษ--------------



[OS] #dmbjdaily (ป่วย) ความลับเวลาไม่สบาย [อู๋เสีย+เสี่ยวหลิง]~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[OS] เรื่องของปู่ทวด [บันทึกของเสี่ยวหลิง]

[OS] #dmbjdaily (ประถม) แปดชั่วโมงที่ห่างกัน [อู๋เสีย+เสี่ยวหลิง]~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special~

[OS] #dmbjdaily (พ่อ) บันทึกของเสี่ยวหลิง : รักอันไร้เงื่อนไข [เซี่ยอวี่ฮัว + ?? /Implied ฮัวเฮย or เฮยฮัว]

[OS] #dmbjdaily (เก้า) การรวมตัวที่ไม่รู้จุดประสงค์ [~~~บันทึกของเสี่ยวหลิง Special ~~~] [All Character]

[OS] #dmbjdaily (พี่ชาย) หน้าที่ของพี่ชาย [บันทึกของเสี่ยวหลิง : เสี่ยวฮวา + เสี่ยวหลิง]

[Drabble] #dmbjdaily (น้องชาย) สิทธิ์ของคนเป็นน้อง [บันทึกของเสี่ยวหลิง : เสี่ยวฮวา+เสี่ยวหลิง]

[Drabble] ~ว่าด้วยภาคซาไห่กับทรงผมใหม่ของอู๋เสีย~ [บันทึกของเสี่ยวหลิง]

[Drabble] ในวันที่อากาศหนาว [บันทึกของเสี่ยวหลิง]


-----ตอนพิเศษหลังเจอเสี่ยวเกอ---------


[Drabble]~ครอบครัวสุขสันต์หลังเราพบกันที่ฉางไป๋ซาน~[บันทึกของเสี่ยวหลิง/ผิงเสีย/เฮยฮัว]

[Drabble] #dmbjdaily (สำริด) ตลกหลายฉากของสองหนุ่มแห่งต้นสำริด [บันทึกของเสี่ยวหลิง+เหล่าหยาง]

[OS] #dmbjdaily (ทวินเทล) สาเหตุที่ยอมลงให้ [บันทึกของเสี่ยวหลิง/ผิงเสีย] *สปอยเล่มสิบ / 10 Years Laters* [อัพเดท : FA by Zerin]



+++++++++++++++++++++++



(11)



เกือบสามสัปดาห์แล้วที่ผมมาอยู่กับบ้านใหญ่

ตอนแรกผมยังไม่ค่อยชินกับที่นี่เท่าไหร่นัก เพราะว่าบ้านใหญ่กว้างมาก หรืออย่างน้อยก็กว้างกว่าบ้านผม ถึงจะเคยมาเที่ยวตั้งแต่เด็กจนจำได้ว่าตรงไหนเป็นอะไร การมาอยู่บ้านใหญ่ก็ยังทำให้ผมรู้สึกแปลกที่แปลกทางอยู่ดี ใช้เวลานานกว่าที่ผมจะเคยชินกับการอยู่ที่นี่ และสามารถนอนคนเดียวในห้องตัวเองได้

ตอนแรกปู่ใหญ่กับย่าใหญ่บอกว่าผมจะนอนกับพวกท่านต่อก็ได้ แต่ว่าผมรู้สึกเกรงใจ ก็เลยมานอนที่ห้องของตัวเอง แต่เสี่ยไป๋เองก็เหมือนรู้ว่าผมเหงา มันจึงปีนขึ้นมาขดตัวนอนด้วยทุกคืน พอเช้าตรู่ก็เลียหน้าปลุกผม รู้สึกตัวอีกที ผมกับเสี่ยไป๋ก็แทบจะตัวติดกันแล้ว

ผมคิดว่าถ้าเตี่ยกลับมา อาจจะขอให้เสี่ยไป๋ไปอยู่กับเราที่บ้าน ไม่รู้ว่าเตี่ยจะยอมหรือเปล่า ไม่รู้ด้วยว่าปู่ใหญ่จะยอมไหม และเสี่ยไป๋จะอยากมาอยู่กับผมหรือเปล่า แต่ว่าอยากจะลองขอดู เพราะผมคิดว่าถ้าเสี่ยไป๋มาอยู่กับผม ก็คงสนุกมากกว่าเดิมจริงๆ

อีกอย่าง เป็นเพราะเสี่ยไป๋ ผมถึงไม่ค่อยทรมานเวลาคิดถึงเตี่ย เวลาที่ผมอยู่กับมัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ก็รู้สึกสบายใจขึ้น

เตี่ยไม่ค่อยโทรมาเท่าไหร่นัก ดูเหมือนจะกำลังยุ่งๆ แต่ก็เหมือนจะพยายามโทรมาหาเวลาที่อำนวย แต่ส่วนใหญ่เวลาของเราไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่นัก เพราะเวลาที่เตี่ยโทรมา บางครั้งผมก็ยังไม่กลับจากโรงเรียน สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจึงได้คุยด้วยกันแค่สองสามครั้งเท่านั้น

แต่ว่าแค่ได้ยินเสียงของเตี่ย ผมก็สบายใจแล้ว ดังนั้นถึงจะแค่นิดเดียว ก็ไม่เป็นไร

บ้านใหญ่อยู่ไกลจากโรงเรียนมากกว่าบ้านของผม ดังนั้นก็เลยต้องออกจากบ้านเร็วกว่าที่ออกกับเตี่ย คราวนี้ผมมีเวลานั่งเล่นอยู่ที่โรงเรียน เพราะไม่ได้แวะไปที่ร้านเหมือนทุกครั้ง

ที่โรงเรียนก่อนเข้าเรียน ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่ทุกคนจะจับกลุ่มนั่งคุยกัน พวกผู้ชายก็ไปเตะฟุตบอล หลี่กวงเห็นผมมาเช้าก็ตกใจมาก เลยชวนผมไปเล่นเตะบอลด้วย

ผมปฏิเสธไป เพราะว่าไม่ชอบเล่นอะไรที่ออกกำลังกาย แต่หลี่กวงก็ยังรบเร้า สุดท้ายผมก็เริ่มยอมวิ่งออกไปเล่นกับเขา

แต่ว่าผมเล่นไม่เป็น เตะบอลเป๋ไปทางโน้นทีทางนี้ที ทุกคนหัวเราะขำแต่ไม่ได้ว่าอะไร แล้วยังไม่ทันรู้ว่าใครชนะ ก็ได้ยินสัญญาณเข้าเรียนดังขึ้นแล้ว พวกเขาจึงรีบเก็บลูกบอลขึ้นมา แล้วพากันวิ่งไปห้องเรียน

พอเข้าไปในห้องเรียน จากเดิมที่ผมเคยเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวที่สภาพดูได้ในตอนเช้า ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาไปเรียบร้อบแล้ว

ตอนพักเที่ยง เพื่อนผมคนที่นั่งข้างกันถามว่าผมเป็นยังไงบ้าง เขาได้ยินว่าพ่อของผมหนีออกจากบ้านไปตามเมีย

ผมฟังแล้วก็อึ้ง งงว่าเขาไปได้ยินมาจากไหน เลยแก้ไปว่าเตี่ยไปไม่ได้ไปตามเมีย เตี่ยแค่ไป..ทำงาน

พอพูดออกไป ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าพูดถูกหรือเปล่า เพราะว่าที่จริงแล้ว เตี่ยไม่ได้ไปทำงาน ไปตามหาเบาะแสของคนคนหนึ่ง

แต่ว่าเป็นแม่หรือเปล่า..ผมไม่แน่ใจ

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ยิ่งโตขึ้น ผมก็รู้สึกว่าเตี่ยไม่ได้ให้ความสำคัญกับแม่ ไม่เคยพูดถึงท่านนอกจากเวลาที่ถาม และเพราะผมไม่ได้ถามมานานแล้ว บางครั้งก็แทบจะลืมเรื่องของแม่ไป

หรือว่าเตี่ยจะไปตามเรื่องแม่จริงๆ?

แต่อาฮัวบอกว่าเรื่องราวของคนคนนี้สำคัญกับเตี่ยมาก สำคัญถึงขั้นที่ยอมทิ้งผมเพื่อติดตามไป ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทั้งที่สำคัญถึงขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ยอมเล่าให้ผมฟัง ทำไมถึงไม่ยอมพูดถึงเรื่องแม่ให้ใครฟัง

เตี่ยปิดบังอะไรผมไว้กันแน่?

ผมอยู่กับเตี่ยมาตั้งแต่เกิด เตี่ยเป็นเตี่ยของผม เราตัวติดแทบตลอดเวลา แต่เวลาที่คิดแบบนี้ ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองไม่รู้จักเตี่ยเลย

ลุงอ้วนเคยบอกว่า เตี่ยเป็นเตี่ยเหมือนกันเวลาที่อยู่กับผม แต่ผมก็อดกลัวไม่ได้ ว่ายังมีอะไรที่ผมไม่รู้จักเกี่ยวกับเตี่ยอีก

..ผมกลัว รู้สึกไม่สบายใจ อยากจะให้เตี่ยกลับมาเร็วๆ แต่ว่าจะเร่งเตี่ยก็คงไม่ดี

เพราะฉะนั้น ผมคงทำได้แค่รอ

เพราะว่าผมจมลงในความคิดตัวเองอยู่นานจนเงียบไป เพื่อนของผมจึงทักขึ้น ถามว่าเป็นอะไร

ผมตอบไปว่าเหม่อไปหน่อย ไม่ได้เป็นอะไร สำทับไปว่าเตี่ยไปทำงาน แต่ว่ารีบมากจนคนเอาไปลือกัน แล้วก็ถามว่าเขารู้เรื่องนี้จากไหน ก็ได้ความว่าแม่ของเขาสนิทกับครู ดูเหมือนครูจะเห็นว่าคนที่มาส่งผมไม่ใช่ทั้งเตี่ยและอาหวังเหมิงจึงแปลกใจ และไปถามย่าใหญ่ จึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเตี่ยผม

แต่ไม่รู้ว่าครูฟังมายังไง เล่าให้แม่เขาฟังยังไง ไปๆ มาๆ ถึงกลายเป็นเตี่ยผมไปตามแฟนซะได้..

หลังจากที่บอกเขาไปแล้วว่าความจริงเป็นยังไง เราก็คุยกันต่อ แต่พอคุยไปได้ซักพัก ผมก็เงยหน้ามองคนที่คุยด้วย ลืมเสียแล้วว่าเขาชื่ออะไร

ผมถามออกไป แล้วเขาก็ชะงัก ตบหัวผมแล้วบอกว่าอยู่ห้องเดียวกันมาขนาดนี้ไหงลืมชื่อกันได้

ผมขอโทษเขาไปเบาๆ หดคอลงเพราะรู้สึกผิด ดูเหมือนว่าช่วงนี้ผมจะขี้หลงขี้ลืมจริงๆ บางครั้งก็ลืมไปว่าตัวเองทำการบ้านไปแล้ว หรือจำเนื้อหาในหนังสือที่อ่านไปไม่ได้ บางทีก็ลืมืช่อเพื่อนในห้อง ใช้เวลานานกว่าจะนึกออก อาหวังเหมิงบอกว่าผมป้ำๆเป๋อๆ อาจจะเพราะผมยังไม่ชินที่เตี่ยไม่อยู่ด้วย ก็เลยรู้สึกแปลกไปบ้าง

อีกไม่นานก็คงจะกลับมาเป็นตัวเอง

แต่ว่าจะอีกนานแค่ไหน

แล้วมันจะต้องนานขนาดไหน…ก็ในเมื่อเตี่ยจะกลับมาแล้วไม่ใช่หรือ

เตี่ยบอกว่าจะรีบกลับมา ตอนที่โทรมาล่าสุด ก็บอกว่าใกล้จะได้กลับแล้ว เพราะฉะนั้น ผมไม่จำเป็นต้องปรับตัวก็ได้ใช่ไหม ก็เดี๋ยวเตี่ยจะกลับมาแล้ว

เพราะฉะนั้น คงไม่เป็นไรหรอก..



++++++++++++++++++



พอตกเย็น ผมก็กลับบ้านเร็วกว่าปกติ เพราะว่าย่าใหญ่มารับทันทีหลังเลิกเรียน ไม่ต้องรอเตี่ยให้มารับ ผมรู้สึกแปลกอยู่บ้างที่ไม่ต้องไกวชิงช้าอยู่จนย่ำเย็น แต่ว่ากลับบ้านเร็วแบบนี้ ผมคิดว่าก็ดีเหมือนกัน

ผมชินกับบ้านใหญ่แล้ว ทั้งระเบียง ห้อง คนในบ้าน แล้วก็เวลากินข้าว เวลานอน แต่ว่ามีอีกเรื่องที่ผมไม่ชิน

เป็นเรื่องที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าชั่วชีวิตจะชินหรือเปล่า

“กลับมาแล้วหรือ?”

พอปู่รองทักขั้นมาปุ๊บ ผมก็สะดุ้งเฮือก หันไปมองทันที

“กลับมาแล้วครับ..ปู่รอง” ผมพึมพำบอกไป ก้มหน้าลงมองพื้น ปู่รองพยักหน้าให้แล้วเดินหายไป ส่วนผมถอนหายใจโล่งอก รีบเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง

จนถึงตอนนี้ ไม่ว่ายังไง ก็ยังกลัวปู่รองอยู่ดี

ความจริงเพราะตอนที่ปู่รองมาที่ร้านแล้วปลอบผม ผมถึงคิดขึ้นมาว่า ที่จริงปู่รองไม่ได้ใจร้าย แต่เอาเข้าจริง สุดท้ายอาจจะเพราะยังจำเสียงตวาดตอนนั้นได้ ผมจึงยังคงกลัวปู่รองไม่หาย

เรื่องที่กลัว ไม่ว่าอย่างไรก็แก้ยากจริงๆ

ผมอาจจะเคยเล่าไปแล้ว เรื่องที่ปู่รองเคยตวาดใส่ผมสมัยยังเด็ก ทำให้ผมฝังใจท่านจนกลัวปู่รองมาจนถึงตอนนี้ และผมก็เริ่มรู้แล้วเหมือนกันว่าจริงๆ ปู่รองไม่ได้ใจร้าย แตผมมไม่ได้คุยกับปู่รองมากนัก และสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ปู่รองก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ได้กินข้าวด้วยดกันแค่ไม่กี่ครั้ง และนี่เป็นครั้งแรกที่ปู่รองอยู่บ้านตอนผมกลับมา

ปู่รองนิ่งมาก แทบไม่มีครั้งไหนที่ระเบิดอารมณ์ เขามักจะกดดันคนอื่นด้วยสายตาและน้ำเสียง มีอยู่ไม่กี่ครั้งที่ปู่รองตวาดออกมา คือตอนที่เตี่ยพาผมมาที่บ้านใหญ่ครั้งแรก และตอนที่คุยกันเรื่องที่เตี่ยไม่ใก้ผมไปโรงเรียนเสียที

..ไม่ว่ากี่ครั้ง ปู่รองก็โมโหเพราะเรื่องของผม

เรื่องนี้ทำให้ผมซึมไป รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวปัญหาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ผมก็สะบัดหน้า พยายามลืมเรื่องนั้นไป

ช่วงนี้เพราะกลับมาบ้านเร็ว ผมจึงมักจะไปขลุกอยู่ในห้องหนังสือของปู่ใหญ่ ปู่ใหญ่เก็บหนังสือไว้เยอะมาก ทั้งเก่าทั้งหนา เรียกได้ว่าบางเล่มแม้แต่ห้องสมุดของหังโจวก็ยังไม่มีเก็บไว้ แต่ถึงแม้จะมีเยอะถึงขนาดนั้น ผมก็ยังเด็ก หนังสือที่อ่านได้เลยมีอยู่ไม่กี่เล่ม บางเล่มก็อ่านไม่ออกเพราะมีตัวอักษรจีนยากๆ ปกติถ้าปู่ใหญ่อยู่ด้วย ก็จะถามปู่ใหญ่ว่าตัวอักษรนี้อ่านว่าอะไร แต่ถ้าไม่อยู่ ผมก็จะพยายามอ่านต่อไป หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็จะเก็บเข้าชั้น คิดว่าซักวันที่อ่านหนังสือคล่องขึ้น จะมาเปิดอ่านอีกที

ผมนั่งอ่านหนังสืออยู่บนตะของปู่ใหญ่ เปลี่ยนเล่มอยู่บ่อยเพราะว่าอ่านไม่ออก เวลาผ่าไปนาผมก็เริ่มสงสัย เพราะถ้าฟ้ามืดแล้ว ย่าใหญ่ก็น่าจะมาเรียกผมไปอาบน้ำกิข้าว

แต่วันนี้ย่าใหย่ยังไม่มาเรียก

ระหว่างที่ผมเริ่มไม่สบายใจ ก็ถัดตัวลงจากเก้าอี้ จังหวะเดียวกับที่ประตูเปิดออก และมีปู่รองยืนอยู่ตรงนั้น

ผมชะงักเกร็ง เงยหน้ามองปู่รองอย่างเกรงๆ

เขาถอนหายใจ ดันแว่นขึ้นไป “เสี่ยวหลิง ไปกินข้าว”

“ครับ..ปู่รอง” ผมพึมพำรับคำแล้วเดินตามเข้าไป ระหว่างทางเสี่ยวไป๋ก๋เดินมาคลอเคลียผม ปู่รองหันมามองผมกับเสี่ยไป๋แวบหนึ่งจนผมสะดุ้งเฮือก..และเหมือนเสี่ยไป๋เองก็สะดุ้งด้วย

…นี่ขนาดหมายังกลัวปู่รองเลยเหรอฮะ

ผมอดคิดในใจไม่ได้ จากนั้นก็เดินตามปู่รองไปถึงต๊ะกินข้าว แต่ว่าที่นั่นไม่มีปู่ใหญ่กับย่าใหญ่รออยู่

ผมเบิกตานิดๆ อย่างสงสัย แต่ไม่ทันพูดอะไร ปู่รองก็ว่าขึ้น

“วันนี้พี่ใหญ่กับอาซ้อไม่อยู่บ้าน ไปงานเลี้ยง แกต้องกินข้าวกับฉันสองคน”

พอได้ยินแบบนั้น หัวผมก็ลั่นเสี้ยงวิ้งๆ รู้สึกเหมือนโลกจะล่มสลายยังไงบอกไม่ถูก



++++++++++++++++




มื้ออาหารมื้อนั้นเป็นมื้อที่อึดอัดมาก

ระหว่างกินข้าว ปู่รองไม่พูดอะไร เขาทานอาหารเรียบร้อยมาก ผมเองก็ไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่กินเงียบๆ ปกติแล้วบนโต๊ะอาหาร ปู่ใหญ่จะชอบหาเรื่องมาคุย แล้วย่าใหญ่ก็มักจะเออออตาม ดังนั้น เวลากินข้าวเย็นด้วยกันจึงมักจะครื้นเครง

แต่ตอนนี้ บนโต๊ะอาหารเหลือแค่ผมกับอารอง ผมเองไม่ใช่คนพูดมาก ปู่รองก็เป็นคนเงียบๆ  สุดท้าย อาหารเย็นมื้อนี้เลยเงียบอย่าน่าใจหาย ทำให้ผมรู้สึกปวดมวนท้องอย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นพอทานเสร็จ ผมก็พูดเบาๆ ว่าอิ่มแล้วฮะ รีบวิ่งเอาจานไปเก็บและกลับห้องทันที

แต่กลับมาถึงห้อง ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ปู่รองก็เดินมาหาผมถึงห้อง

ผมหันไปถามเขาว่าอะไร เขาก็บอกผมว่า ให้ไปอาบน้ำ

พอได้ยินแบบนั้น ผมเลยมองเขาไปงงๆ ปู่รองถอนหายใจ เหมือนจะไม่ให้เวลาผมคิดว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็เดินมาอุ้มผมขึ้นไปทั้งงงๆ รู้ตัวอีกทีปู่รองก็อุ้มมาจนถึงหน้าประตูแล้ว

ผมส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปหาเสี่ยไป๋ แต่เสี่ยไป๋ร้องหงิงแล้วโบกอุ้งเท้าใส่ผม ..เสี่ยไป๋ใจร้าย วันนี้ผมจะไม่ให้มันนอนด้วย

ตอนที่กำลังจะน้ำตาเล็ด ก็มาถึงห้องน้ำ โดนจับถอดเสื้อผ้า แล้วปู่รองก็ราดน้ำอุ่นๆ ลงมา

ผมยืนตัวเกร็ง กะพริบตาปริบๆ แล้วปู่รองก็ราดน้ำลงมาเพิ่ม น้ำอุ่นนั้นไม่ร้อนไปไม่ชืดไป ทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นมา

“อายุขนาดนี้แล้วยังอาบน้ำไม่เป็นหรือ เราน่ะ” ปู่รองบอกผมเสียงเรียบ ทำให้ผมอดเกร็งไม่ได้ พึมพำไปว่าขอโทษครับ

“…ไม่ต้องเกร็ง ฉันยังไม่ได้ว่าอะไร แกก็อย่ากลัวฉันขนาดนั้น” ปู่รองถอนหายใจ ดูเหมือนเวลาปู่รองอยู่กับผม จะถอนหายใจบ่อยมาก ไม่รู้ว่าเอือมผม หรือว่าเพราะอะไร

ปู่รองบีบสบู่ลงบนมือ บอกให้ผมยกแขนขึ้น แล้วช่วยถูสบู่ให้ มือปู่รองสาก ไม่เหมือนมือของย่าใหญ่ แต่ว่ามือของเตี่ยเองก็ไม่ได้นุ่ม เพราะฉะนั้นที่จริงผมก็ชินกับสัมผัสนี้มากกว่า

พอลูบสบู่ทั่วตัวแล้ว ปู่รองก็ราดน้ำลางหองออกให้ จากนั้นก็บอกให้ผมหลับตา เขาจะสระผมให้

ผมทำตามที่ปู่รองบอก จากนั้นก็รุ้สึกถึงแชมพูเย็นๆบนหัวและเสียงขยี้เส้นผมกับฟองฟอด ปู่รองมือเบามาก สระแล้วไม่เจ็บหนังหัวเลยซักนิด

“วันหลัง บอกให้เตี่ยแกสอนแกให้อาบน้ำเองได้แล้ว ไม่อย่างนั้นแกก็ลองอาบเอง” ปู่รองบอกตอนที่ราดน้ำล้างฟองบนหัวผม จากนั้นก็เอาผ้าเช็ดตัวพันให้แล้วบอกให้เดินออกมา เขาหยิบเสื้อผ้ามาให้ผม ถามผมว่าใส่เองเป็นหรือเปล่า

ผมพยักหน้าไป ถึงจะยังอาบน้ำเองไม่เป็นก็พอจะสวมเสื้อผ้าเองได้ แต่ถึงจะใส่แขนเสื้อถูก ผมก็ยังกลัดกระดุมไม่เป็นอยู่ดี

ตอนที่กำลังพยายามอย่างหนักที่จะกลัดกระดุม ก็ได้ยินเสียงปู่รองถอนหายใจอีกครั้ง เขาเดินมานั่งยองๆ จับมือผมไว้แล้วบอกกับผมเสียงเรียบ

“เอากระดุมเข้าไปในรูนี่แบบนี้ ดูดีๆ” ปู่รองบอกผมแล้วกลัดกระดุมให้ดูช้าๆ ละมือออกไป บอกให้ผมลองทำตาม

ผมเงยหน้าปู่รอง จากนั้นก็พยักหน้า ลองกลัดกระดุมด้วยตัวเอง เพราะว่ากลัดไม่เป็น ผมเลยทำได้ช้ามาก แต่ถึงจะทุลักทุเล ในที่สุดก็กลัดกระดุมทุกเม็ดครบจนหมด

“ทำได้ดีมาก” ปู่รองบอกแล้ววางมือบนหัวผม ลูบไปมาเบาๆ พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นปู่รองยิ้มน้อยๆ

…ดูเหมือนนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นปู่รองยิ้มออกมา

ผมรู้สึกแปลกใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ผ่านมา ภาพของปู่รองให้หัวผมคือผู้ชายที่ดวงตาคมกริบ สีหน้าเรียบตึงกดดัน  เป็นคนดุ และถึงแม้ว่ารู้ว่าปู่รองอาจไม่ใช่คนใจร้าย ภาพนั้นก็ยังไม่หายไป แต่ตอนนี้ ไม่รู้ว่าทำไมพอเขายิ้มแล้ว บรรยากาศรอบข้างก็ดูผ่อนคลายลง

“เสี่ยวหลิง ชอบอ่านหนังสือใช่ไหม?” ปู่รองถามผมขึ้นมาระหว่างที่กำลังเช็ดผมให้ และผมพยักหน้าไป

“หนังสือของพี่ใหญ่มีแต่หนังสืออ่านยาก แกคงอ่านได้ไม่กี่เล่ม วันนี้ไปอ่านหนังสือของฉัน ดีไหม?” ปู่รองถามแล้วก้มลงมองผม พอได้ยินแบบนั้น ผมก็เบิกตากว้าง แล้วผงกหัวหนักๆ ปู่รองพยักหน้ารับ จากนั้นก็เช็ดผมให้ต่อ ก่อนจะลุกขึ้นยืน จูงมือผมให้เดินตามไป

ระหว่างทาง เสี่ยไป๋วิ่งมาคลอเคลียผม เหมือนจะขอโทษที่ปล่อยให้ผมไปเผชิญหน้ากับปู่รองคนเดียว

แต่ตอนนี้ผมงอนมันอยู่ เลยทำเป็นไม่สนใจ ปล่อยให้ร้องหงิงตลอดทางจนปู่รองหันมามอง มันถึงได้สะดุ้งแล้วเงียบไป

พอเห็นแบบนั้น ผมเลยขยับไปกอดคอมันทีนึง ลูบหลังคอแล้วปล่อยให้เดินมาด้วยกัน ..จะหายโกรธแล้วก็ได้

ห้องของปู่รองเป็นระเบียบมาก ดูกว้างกว่าห้องของปู่ใหญ่ เขาพาผมไปนั่งบนตัก จากนั้นก็หยิบหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง

หนังสือเล่มนั้นหน้าปกดูสดใส ดูก็รู้ว่าเป็นหนังสือสำหรับเด็ก แต่ว่าเนื้อหาไม่ได้เด็กถึงขนาดนั้น ดูเหมือนจะมีตัวหนังสือมากกว่าภาพ ผมก็เลยพออ่านได้

ที่จริงแล้ว ผมไม่ค่อยอ่านหนังสือเด็กเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่จะมีแต่ภาพ  ผมชอบอ่านตัวหนังสือ เลยชอบอ่านหนังสือยากๆ แต่ว่าพอเป็นหนังืสอที่อ่านยากแล้ว ก็จะมีตัวอักษรที่ผมไม่รู้จัก ทำให้อ่านได้ไม่ถึงเล่มอยู่ดี

แต่ว่าหนังสือเล่มนี้ มีตัวอักษรมากกว่าภาพ แต่ผมก็รุ้จักแทบทุกตัวอักษร ตัวไหนที่ไม่รู้ พอทำท่าอึกอัก ปู่รองก็จะถามว่าไม่รู้จักตัวไหน พอชี้ไป ปู่รองก็จะอธิบายให้ฟัง ถ้าอ่านตรงไหนแล้วอ่านไม่ออก ก็จะช่วยอ่านให้ฟัง

เพราะได้ปู่รองคอยช่วยอ่าน ไม่นานนักผมก็อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ ปู่รองดึงหนังสืออกจากมือผมแล้วเก็บเข้าชั้น หยิบเล่มอื่นมาให้อ่าน คราวนี้หนังสือปกเรียบง่าย เหมือนหนังสือที่อ่านยาก แต่ว่าตัวอักษรยังพอให้ผมอ่านได้ ไม่ได้ยากเหมือนที่รูปลักษณ์มันนำเสนอ และเหมือนกับเล่มก่อน อะไรที่ผมอ่านไม่ออก ปู่รองก็จะช่วยแปลให้ฟัง

เวลาผ่านไป รู้สึกตัวอีกทีวันนี้ผมก็รู้จักคำศัพท์เพิ่มมากขึ้น แล้วหนังสือหลายเล่มก็ผ่านมือผมไป

ปกติแล้ว ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มหนึ่งนานมาก เพราะว่าแปลไม่ออก แต่วันนี้ได้ปู่รองคอยช่วย ทำให้ผมอ่านหนังืสอได้หลายเล่ม และรู้สึกอิ่มอย่างบอกไม่ถูก

ปู่รองลูบหัวผม ก็เลยเงยหน้ามอง เอ่ยขอบคุณไปเบาๆ

เขายิ้มให้ผมนิดหน่อย บอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร และถามว่าผมง่วงหรือยัง จะได้พาเข้านอน

พอโดนทัก ผมก็รู้สึกง่วงขึ้นมาจริงๆ จึงขยี้ตา ผงกหัวให้ปู่รอง

ปู่รองลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่อุ้มผม ที่จริงควจะบอกว่าเดินเองได้ แต่ผมง่วงจนไม่ได้ใส่ใจอะไร เลยกอดคอปู่รองไว้ หลับซบอยู่กับไหล่เขา ถ้าไม่ง่วงจนเกินไป ก็เหมือนจะเห็นเสี่ยไป๋เดินตามตนมา

พอมาถึงห้อง วางผมลงบนเตียง ปู่รองก็ถามผมว่านอนคนเดียวได้หรือเปล่า

ผมพยักหน้าไป รู้สึกแปลกใจ เพราะที่จริง ผมก็นอนมาเองหลายวันแล้ว

“แก…” ปู่รองเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็เงียบไป เขาลูบหัวผม ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น

มือของปู่รองอุ่นมาก วันนี้ไม่รู้ทำไม ก็รู้สึกว่าเข้าใกล้ปู่รองมากขึ้นกว่าทุกครั้ง

ปู่รองใจดีจริงๆ ด้วย ที่ผ่านมา เป็นเพราะผมติดภาพเสียงตวาดของปู่รอง เป็นเพราะไม่กล้าเข้าไปคุย ก็เลยกลัวมาตลอด

ผมลืมตาขึ้น มองหน้าปู่รอง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตอนนี้แทนที่ความกลัว ก็มีความสงบใจผุดขึ้นมาจางๆ

และบนใบหน้านั้น ก็ให้ความรู้สึกอ่อนโยนมากกว่าน่ากลัว

ผมคิดแบบนั้น แล้วซักพัก ก็นอนหลับไป

หากว่าไม่ได้คิดไปเอง ก็เหมือนว่าฝ่ามืออบอุ่นนั้นจะลูบหัวอยู่ซักพัก และละออกไป



++++++++++++++++++++



เช้าวันถัดมา ผมตื่นเพราะเสี่ยไป๋เลียหน้าเลียตา นอนทับจนหายใจไม่ออกเหมือนกับทุกวัน

ผมอ้าปากหาว ขยี้ตาที่แดงนิดๆ กอดเสี่ยไป๋ทีหนึ่ง จากนั้นก็เดินลงมาจากเตียง กะว่าจะไปแปรงฟัน

ระหว่างที่เดินผ่านระเบียง ก็ได้ยินเสียงของปู่รอง

“แกพูดออกมาอีกทีซิ ว่าจะทำอะไร”

ผมชะงัก หันไปทางเสี่ยไป๋แล้วส่งเสียงชี่เบาๆ เป็นเชิงให้เงียบ จากนั้นก็เดินย่องไปตามระเบียง

“ฉันรู้ว่าแกบังเอิญเจอเบาะแส แต่แกจะตามรอยต่อหรือ แล้วที่สัญญากับเสี่ยวหลิงไว้ แกจะทำยังไง อู๋เสีย แกเป็นพ่อคน จะปล่อยให้ลูกชายอยู่คนเดียวแบบนี้หรือไง ถึงแกไว้ใจฝากเสี่ยวหลิงไว้กับบ้านนี้ได้ เสี่ยวหลิงก็มีแกเป็นพ่ออยู่คนเดียว”

..เตี่ย?

พอรู้ว่าปลายสายเป็นใคร ผมก็เดินกึ่งวิ่งไปหาปู่รอง ดึงขากางเกงเขาไว้แล้วร้องถาม “ปู่รอง เตี่ยโทรมาเหรอ”

เขาชะงัก ก้มลงมองผม จากนั้นก็ถอนหายใจ

“แกได้ยินแล้วใช่ไหม? จะคุยกับลูกหรือเปล่า?” ปู่รองถามเตี่ยไป เหมือนจะคุยอะไรต่ออีกสองสามคำ จากนั้น ก็ส่งต่อโทรศัพท์ให้ผม

“เตี่ย..”

“ว่าไง เสี่ยวหลิง?”

น้ำเสียงของเตี่ยดูอ่อนล้า ดูไม่ค่อยสบาย ทำให้ผมรู้สึกใจหาย จึงถามกลับไปเสียงเบา“..เตี่ยสบายดีไหม?”

“สบายดี”

เตี่ยพูดแบบนั้น แต่น้ำเสียงไม่ใช่แบบนั้นเลยแม้แต่น้อย

“จริงเหรอ..?”

“อืม”

ผมถามไปแค่นั้นแล้วเงียบไป เพราะรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด เตี่ยเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เงียบไปไม่ต่างจากผม

แต่ไม่นานนัก เขาก็พูดขึ้น

“..เสี่ยวหลิง เตี่ยอาจจะยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้”

พอได้ยินแบบนั้น ผมก็ชะงักไป รู้สึกว่าหัวใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม

เตี่ยยังคงพูดต่อไป แต่ว่าทั้งหมดนั้น แทบไม่เข้าหูผม มือของผมชาจนสั่นระริก แทบจะประคองหูโทรศัพท์ไม่ได้

“เตี่ยเพิ่งได้เบาะแสใหม่มา อาจจะต้องตามอีกยาว เพราะฉะนั้น..คงยังไม่ได้กลับไปเร็วๆ นี้อย่างที่บอก อาจจะยาวกว่าเดือน เตี่ย….”

ระหว่างที่เตี่ยพูด ผมเงียบอยู่ตลอดเวลา

เตี่ยบอกว่าตนอาจจะต้องเข้าไปลึกถึงตัวภูเขา โทรศัพท์อาจจะใช้การไม่ได้ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แต่จะพยายามส่งจดหมายมา และผมอาจต้องอยู่กับปู่ใหญ่ย่าใหญ่นานกว่านี้

“..นานเท่าไหร่ฮะ” ผมถามไปเสียงเบา

และเตี่ยไม่มีคำตอบให้ผม

“..เสี่ยวหลิง”



“..เตี่ยอยากไปไหนก็ตามใจเตี่ยเถอะครับ”



พอพูดจบ ผมก็ยกโทรศัพท์ให้ปู่รอง ไม่ยอมคุยต่อด้วยแม้แต่วินาทีเดียว จากนั้น ก็วิ่งหนีออกมา ไม่ได้สนใจเสียงตะโกนจากหูโทรศัพท์และเสียงเรีบกของปู่รอง ชอบตาผมร้อนผ่าว กว่าจะรู้ว่ามันไหลออกมาเพราะกลั้นไม่อยู่แล้ว ก็ตอนที่ซบหน้าลงกับหมอน เห็นรอยน้ำตาอยู่บนนั้น

ร่างกายของผมสั่นเทิ่ม รึ้กว่าความรุ้สึกแย่ๆพุ่งขึ้นมาจากทุกส่วนในร่าง

ผมโกรธเตี่ย

เตี่ยไม่รู้หรอกว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนกลางคืนผมฝันร้ายมากแค่ไหน ฝันว่ารอแค่ไหนเตี่ยก็ไม่กลับมา ฝันว่าเตี่ยบอกว่าไม่รักผมแล้ว จะไม่เลี้ยงแล้ว จากนั้นก็เดินหายไป ผมฝันร้ายจนตื่นมาร้องไห้ทุกคืน เอาแต่บอกตัวเองว่าอย่าร้องไห้ อย่าพูดว่าให้เตี่ยกลับมาเร็วๆ อย่าเอาแต่ใจ แต่ว่าผมทนไม่ไหว ไม่ว่าอย่างไรก็คิดถึง จนสุดท้ายก็ต้องออกมานอนคนเดียวเพราะไม่อยากให้ปู่ใหญ่ย่าใหญ่รู้ ผมร้องไห้จนตาแดงทุกคืน ถ้าไม่มีเสี่ยไป๋ พอตื่นมา ผมอาจจะไม่มีแรงทำอะไรก็ได้

เตี่ยไม่รู้หรอกว่าผมนับวันรอวันที่เตี่ยกลับมา เตี่ยไม่รู้หรอกว่าผมคิดถึงเตี่ยมากแค่ไหน เตี่ยใจร้าย

ผมโกรธเตี่ย โกรธมาก เตี่ยสัญญาว่าจะกลับมา แต่ก็ไม่กลับมา ยังจะไปลึกกว่านั้นจนโทรศัพท์มาไม่ได้ ไม่รู้จะกลับเมื่อไหร่ แล้วผมต้องรอเตี่ยนานแค่ไหน

ต้องอยู่คนเดียวอีกนานแค่ไหน

.

.

.

หลังจากนั้น ถึงปู่ใหญ่จะบอกว่าเตี่ยจะคอยส่งจดหมายกลับมา ผมก็ยังโกรธมากๆ อยู่ดี และถึงเขาจะดทรศัพท์มาหา ผมก็ไม่ยอมคุยด้วย ต่อให้ปู่ใหย่พูดว่านี่อาจจะโทรสัพท์มาได้เป็นครั้งสุดท้ายเพราะจะเข้าเขตทุรกันดาร ผมก็ยังไม่ยอมรัโทรศัพท์ของเขา

และเมื่อเตี่ยส่งจดหมายมาจริง และปู่ใหญ่วางมันลงบนมือผม ก็เมินเฉยจดหมายเหล่านั้นไป เก็บไว้ในลิ้นชัก ไม่ยอมอ่านและไม่ยอมพูดถึง

ผมไม่อยากคิดถึงเตี่ย

ไม่อยากร้องไห้เพราะคิดถึงอีกแล้ว

.

.

รู้สึกตัวอีกที เวลาก็ผ่านไป

เป็นเวลาสามเดือนที่ผมไม่ได้คุยกับเตี่ย

และไม่ได้อ่านจดหมายที่เขาส่งมาแม้แต่ฉบับเดียว

TBC.
avatar
sinnerdarker
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 343
Points : 1644
Join date : 27/10/2014
ที่อยู่ : บ้านสกุลหวัง

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by Rozenkreuz on Sun 02 Aug 2015, 01:43

เสี่ยวหลิงเอ้ย ถึงเตี่ยจะทิ้งลูกไปตามผู้ชาย แต่เตี่ยก็ทำเพื่อครอบครัวนะเสี่ยวหลิง!
แค่ก //ด้วงตัวนี้ไม่เคยจะเม้นหาสาระได้เลยจริงๆ แค่ก
ผมกลับเข้าใจนายน้อยนะ มันเป็นเรื่องที่ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไปชั่วชีวิต จะให้ทิ้งโอกาสไปเฉยๆคงทำไม่ได้ แต่ทำไมไม่สื่อสารกันให้ดีกว่านี้ล่ะเว้ยเฮ้ย
คนหนึ่งก็ทิ้งลูกไปดื้อๆ ทั้งๆที่เลี้ยงแบบไม่เคยห่างกันตั้งแต่เด็ก แถมไม่บอกเหตุผล ไม่ยอมอธิบาย บอกแต่ว่าเป็นเรื่องสำคัญ แล้วเด็กมันจะเข้าใจม้ายยยย ไอ้คุณเตี่ยครับ แล้วลูกเอ็งไม่สำคัญเหรอครับ อธิบายให้ลูกเข้าใจด้วยสิครับท่านนนน
ส่วนเสี่ยวหลิงก็.. เด็กอ่ะเนอะ..จะน้อยใจมันก็ไม่แปลก แต่คิดถึงก็พูดไปสิ อ้อนเลย บีบน้ำตาแสดงออร่าความโชตะออกมาให้แบบทรงพลัง คิดถึงเตี่ยนะ ไม่เคยห่างกันนานขนาดนี้ เตี่ยรู้บ้างมั้ยเสี่ยวหลิงจะรู้สึกยังไง บลาๆ เตี่ยมันเทียนเจินน่ะเสี่ยวหลิง เสี่ยวหลิงต้องพูดให้ชัดเจน แบบว่าผ่ากลางระบบความคิดฟุ้งๆของเทียนเจินให้กระจุยไปเลย เอาให้แบบม่านหมอกคะนึงหาใครบางคนมันกระจายๆไปบ้างจะได้มองเห็นลูกชายตัวเองที่กำลังคิดถึงเตี่ย มางอนไม่คุยไม่อ่านจดหมายนั่นยิ่งทำร้ายเตี่ยที่รักนะรู้มั้ย ฮรือ
นายน้อยยยย กลับมาหาลูกเต้าได้แล้ว นี่ลูกงอนแรงนะ งอน!
avatar
Rozenkreuz
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่

จำนวนข้อความ : 625
Points : 1438
Join date : 01/07/2015
Age : 24
ที่อยู่ : กองทัพผีเก็บเห็ดแห่งประตูสำริด

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by Yuwadee Wana on Sun 02 Aug 2015, 01:59

โอ้ยยย ครูเขาไม่ได้ฟังผิดหรอกลูก เตี่ยไปตามแฟนจริง ๆ ถถถถถ
แต่แปลกใจที่กระทั่งย่าใหญ่ก็ยังรู้ 55555

เดี๋ยวนะ ที่เสี่ยวหลิงเริ่มจำอะไรไม่ได้นี่ จะเกี่ยวกับการที่อยู่ห่างจากนายน้อย ผู้ซึ่งเป็นคนใช้พลังจากกิ่งสำริดรึเปล่า ถ้าจริงนี่ โอ้ยยยย อู๋เสียบ้า ๆๆๆ รีบ ๆ กลับมาเร็ว เสี่ยวหลิงจะแย่แล้ว

โอ้ยยย ขำ กระทั่งเสี่ยไป๋ยังกลัวปู่รอง 55555 โธ่ ปู่รองแค่ซึนน่ะลูก

อู๋เสียบ้าๆๆๆๆๆๆ ทิ้งเสี่ยวหลิงไว้อย่างนี้ได้ยังไง ฮรืออออ สงสารเสี่ยวหลิง TT^TT

น้ำตาท่วมตอนนี้เลย
avatar
Yuwadee Wana
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 352
Points : 1418
Join date : 27/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by falenda on Sun 02 Aug 2015, 10:30

ปู่รองคะ กระทั่งหมายังรู้เลยว่าปู่รองน่ากลัว
เสี่ยวหลิง ขี้งอนเหมือนกันนะเนี่ย
ไม่ยอมคุยกับนายน้อยเป้นเดือนๆเลย
avatar
falenda
ด้วง
ด้วง

จำนวนข้อความ : 30
Points : 817
Join date : 27/07/2015
Age : 22

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by iyok on Sun 02 Aug 2015, 12:42

คิดเหมือนเมนต์บน! อยู่ห่างกันนานๆ แถมนายน้อยเอาแต่คิดถึงเสี่ยวเกอ แบบนี้นานเข้าเสี่ยวหลิงจะหายไปมั้ยนี่

iyok
ด้วงฝึกหัด
ด้วงฝึกหัด

จำนวนข้อความ : 9
Points : 1068
Join date : 28/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by The_Dark_Lady on Sun 02 Aug 2015, 12:43

คือแบบเข้าใจอารมณ์เด็กน้อยนะ แงงงง จะงอนก็ไม่แปลก
แต่นายน้อยมั่นใจเหรอ จะทิ้งลูกไปขนาดนั้น ลูกตัวเองใช่ว่าปกติซะเมื่อไร
แถมยังทำตัวไม่เคลียร์อีก //โคลงหัว// โตจนเป็นแม--แค่ก--พ่อคนแล้วแท้ๆนะ
จะทำอะไรก็ไม่ว่าหรอก แต่อย่าให้ลูกชายเสียใจได้ไหม

แต่น้องงอนแรงมากเลยอ่ะ ถึงกับไม่อ่านจดหมาย ไปเอานิสัยใครมาเนี่ย หือออ
ก็รู้แหละว่าไม่อยากอ่านเพราะไม่อยากคิดถึง ถ้าคิดถึงแล้วก็ร้องไห้ งุมมม
มามะ มาให้พี่กอดปลอบ...//โดนทั้งตระกูลยำ

ปู่รองบทเยอะมาก ปู่รองคนปากร้าย เย็นชาแต่ใจดี ทำตัวดีๆกว่านี้ก็ได้นะคะ หลานกลัวจะแย่แล้ว
ความจริงก็หลงหลานแหละน้าาาา...//หลบสายตาเย็นชา
โมเม้นต์น้องกับเสี่ยไป๋น่ารัก สมกับเป็นเหลนของราชาหมา...
avatar
The_Dark_Lady
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 301
Points : 1224
Join date : 21/06/2015
Age : 22
ที่อยู่ : On the Land, Below the sky

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by yakusoku on Sun 02 Aug 2015, 15:18

โธ่ เสี่ยวหลิงอย่าโกรธเตี่ยเลยนะคนดี
avatar
yakusoku
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 369
Points : 1420
Join date : 05/11/2014
ที่อยู่ : โลงในสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] บันทึกของเสี่ยวหลิง (11) *สปอยเล่มสิบ* *ออริคาแรกเตอร์*

ตั้งหัวข้อ by Zeth on Sun 12 Mar 2017, 02:47

เสี่ยวหลิง TT

พลังของกิ่งไม้เริ่มเสื่อมรึเปล่านะ
avatar
Zeth
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา
ด้วงตำหนักหลู่หวังเจ็ดดารา

จำนวนข้อความ : 74
Points : 275
Join date : 04/03/2017
Age : 19
ที่อยู่ : ใต้เตียงชาวบ้าน

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ