Countdown
We've been
togerther for

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search


[Fic] Lost Memories [ผิงเสีย] Chapter6

Go down

[Fic] Lost Memories [ผิงเสีย] Chapter6

ตั้งหัวข้อ by MinMin on Wed 08 Jul 2015, 21:34




Lost Memories

fiction บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน
Pairing เมินโหยวผิงxอู๋เสีย
Timeline หลังเล่มสิบที่เมินโหยวผิงเดินทางไปยังประตู สำริด ผ่านไป 2 ปี





หลังจากได้พักตั้งสติ ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ตรงหน้าผาที่เดิม ผมนั่งพิงต้นไม้ รอบข้างเป็นป่า มืดสนิท หากไม่ได้แสงสว่างจากกองไฟก็คงมองไม่เห็นอะไรเลย เมินโหยวผิงนั่งกอดเข่าหลับตาอยู่อีกฝั่ง ผมคิดว่าเขาน่าจะหลับอยู่ แต่เมื่อผมขยับตัว เขาก็ลืมตา

ผมมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “นายเป็นคนพาฉันมาที่นี่เหรอ”

เขาพยักหน้า ผมบอกขอบคุณ จากนั้นบทสนทนาก็จบลง เขาหลับตานั่งนิ่งเป็นรูปปั้นไม่รู้หลับจริงหรือหลอก ผมอยากเอามือไปจิ้มทดสอบ แต่เพียงแค่ขยับเขาก็ลืมตา ไอ้หมอนี่แกล้งหลับนี่หว่า ผมจึงล้มเลิกความคิดแล้วนั่งมองสำรวจเขาแทน

ตอนที่วิ่งหนีนั้นวุ่นวายจนไม่ได้สนใจ ตอนที่มองจากระยะไกลเขาก็นั่งหันหลัง พอได้มามองหน้าชัดๆผมก็แน่ใจว่ารู้จักเขา ยิ่งมองก็ยิ่งคุ้นเคย แล้วผมก็นึกได้ว่าผมไม่ได้ถามชื่อเขา แต่กลับเรียกเขาว่า เมินโหยวผิง...ไม่รู้ว่าเป็นชื่อของเขาจริงหรือเปล่า หากเป็นชื่อของเขาจริง ผมก็คิดว่าพ่อแม่คงต้องการแก้แค้นอะไรบางอย่างถึงตั้งชื่อเฮงซวยแบบนี้ให้เขา

ผมพยายามค้นในความทรงจำที่ว่างเปล่า เผื่อจะนึกอะไรออกมาบ้าง แต่สุดท้ายก็แค่เหนื่อยเปล่า นอกจากอาการปวดหัวที่กลับมาอีกครั้ง ก็ไม่มีอะไรปรากฏในหัวของผมเลย ถึงแม้ผมจะมองเขาจนหลับไปก็ตาม

เมื่อฟ้าเริ่มสาง ผมกับเมินโหยวผิงช่วยกันกลบกองไฟ ทำลายร่องรอยทั้งหมด จากนั้นจึงออกเดินทาง ระหว่างทาง ผมมองเห็นเต้นท์สนามลายพรางกระจุกกันอยู่มุมหนึ่งข้างล่าง กลมกลืนไปกับพุ่มไม้รอบๆ

ตอนนี้ผมมีตัวเลือกคือจะกลับไปหาพวกเขา หรือออกเดินทางต่อเอง เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ผมตัดสินใจได้ในทันทีว่าคงไม่กลับไปหาพวกเขาอีก ลาขาดกันที อย่าได้เจอกันอีกเลย

สัมภาระของผมยังติดตัวอยู่ครบ แต่ตอนนี้เหมือนจะมีเพิ่มมาอีกหนึ่ง คือเมินโหยวผิง เขาตามผมมาตลอดทาง แต่เมื่อผมถามอะไรกลับไม่ตอบ ทว่าความรู้สึกหวาดระแวงที่มีในตอนแรกหายไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เขาทำตัวเหมือนเป็นเงา พอใจที่จะเดินตามเจ้าของอย่างเงียบๆ ผมเคยพยายามบังคับให้เขาพูดอะไรสักอย่างออกมา แต่เมื่อพยายามอย่างไรก็ไม่เป็นผลจึงล้มเลิก แล้วคิดหาทางไปต่อ

ขนมปังบีบอัดที่ผมพกอยู่พอแบ่งกินสองคนได้สองวัน พวกเราหาทางเดินเลียบแม่น้ำจึงไม่ลำบากเรื่องน้ำ เมื่อเข้าวันที่สามเมินโหยวผิงก็จับสัตว์จับปลามาให้ผมย่างกิน ชีวิตเงียบๆที่ผมได้แต่คุยกับลมกับฟ้าและคนที่ทำตัวเหมือนก้อนหิน หลงทางจนครบเจ็ดวันก็เดินมาถึงหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ผมมีเงินที่ได้จากซุ่นจื่อ จึงตัดสินใจเข้าไปหาที่พักในหมู่บ้าน

ได้อาบน้ำ ได้ที่พักดีๆ อาหารอร่อยๆ ผมก็สงบใจลงมาก มีเวลานั่งเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นทีละอย่าง

ตอนนี้ผมแน่ใจได้ว่ากลุ่มคนที่บอกว่าผมร่วมมือกับเขา...ทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง เหตุผลที่พวกเขาช่วยผม อาจเป็นเพราะของสิ่งนั้นที่ผมต้องตามหา...ตัวผมตอนที่ยังไม่ความจำเสื่อมน่าจะรู้ว่าอยู่ที่ไหน พวกเขาอยากได้เหมือนกันจึงหลอกให้ผมร่วมมือด้วย แต่ตอนที่อยู่ในโรงพยาบาล พวกเขาให้ผมมาที่ฉางซา เพราะรู้ว่าของที่ตามหาถูกคนขโมยมาซ่อนไว้ที่นี่

ในเมื่อพวกเขารู้อยู่แล้ว มีทั้งคนทั้งของพร้อมใช้งาน ผมก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นอะไรเลย ไม่มีเหตุอะไรที่พวกเขาจะต้องออกค่ารักษาพยาบาล ช่วยผมจากการตกเขา

จะว่าไป...ผมตกเขาจริงหรือเปล่า

ผมแน่ใจว่าผมไปฉางไป๋ซานจริงๆ แต่ไปทำไม...มีเหตุอะไรให้ไป หรือจริงๆแล้วผมถูกคนพวกนั้นตามล่า หนีไปจนถึงฉางไป๋ซาน แล้วบังเอิญตกเขาความจำเสื่อม พวกนั้นจึงวางแผนหลอกใช้ผมที่จำอะไรไม่ได้

...ไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมรู้สึกว่ายังมีหลายจุดที่ขัดแย้งกันเอง

แล้วคนที่ขโมยของไปซ่อนในที่แบบนั้นคือนายแว่นดำหรือเปล่า...บางทีผมอาจเป็นหนึ่งในขบวนการโจรของนายแว่นดำ แต่เกิดลงรอยไม่เห็นด้วยจึงแยกทางกัน เขาเอาของมาซ่อนที่นี่ ผมหนีไปฉางไป๋ซาน แล้วก็ตกเขาความจำเสื่อม

นี่ก็ไม่น่าเป็นไปได้…

ผมรู้สึกเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้ถามอะไรนายแว่นดำมากกว่านี้ เขาดูเหมือนคนที่รู้เรื่องที่สุดแล้ว หากเทียบกับผม หรือเมินโหยวผิง ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน หรือยังอยู่ที่นั่นเหมือนเดิม แบบนี้ผมควรกลับไปเพื่อถามเขามั้ย แต่ถ้าต้องเจอพวกมนุษย์กลายพันธุ์อีก ผมขอถอนตัวดีกว่า

ในเมื่อกลับไม่ได้ ผมก็นึกถึงคำพูดของซุ่นจื่อ เขาบอกให้ผมไปหัวโจว บอกว่าผมเป็นเจ้าถิ่นที่นั่น นายแว่นดำก็บอกว่าถ้าอยากรู้อะไรให้ไปหังโจว มีคนรอผมอยู่

...พรุ่งนี้ผมจะลองหาทางกลับหังโจว น่าจะมีคนที่รู้จักผมมากกว่าที่นี่

เมื่อกำหนดเป้าหมายได้ ผมก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาไม่น้อย หลายวันนี้ผมได้แต่ตามคนอื่น เมื่อได้โอกาสคิดตัดสินใจด้วยตัวเองค่อยรู้สึกเหมือนได้ตัวตนของตัวเองคืนมา ผมเล่าแผนการคร่าวๆให้เมินโหยวผิงฟัง เขาพยักหน้ารับรู้แล้วถามผมว่า “จะไปหัวโจวยังไง”

ตอนแรกผมคิดจะจองเครื่องบิน แต่เมื่อคิดว่าตัวเองความจำเสื่อม บัตรประชาชนอะไรก็ไม่มี ผมคงจองตั๋วไม่ได้ เมื่อถามเขา เขาก็บอกว่าไม่มีบัตรประชาชนเหมือนกัน ผมพลันรู้สึกเหมือนพวกเราเป็นคนเถื่อนหลบหนีเข้าประเทศ บางทีพรุ่งนี้อาจจะมีประกาศจับพวกเราออกมาก็ได้

ทางเลือกที่เหลือคือรถประจำทางกับรถไฟ เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราต้องเดินทางไปในตัวเมืองที่มีสถานีรถไฟหรือขนส่ง ผมสอบถามชาวบ้านแถวนี้ ขอความช่วยเหลือและให้ค่าน้ำชาเล็กน้อย วันรุ่งขึ้นผมก็ได้ติดรถเก่าๆของคนในหมู่บ้านไปลงตัวเมืองที่อยู่ห่างไปหลายกิโลเมตร ลุงคนขับคุยเก่ง ชวนผมคุยตลอดทาง บางทีก็ถามเมินโหยวผิง แต่เมื่อได้คำตอบมาแค่ความเงียบ เขาก็เลิกถามแล้วทำเหมือนเมินโหยวผิงไม่มีตัวตนอยู่

เขาพาผมมาส่งที่สถานีรถไฟ แล้วขับรถเลยไปที่อื่นต่อ ผมเช็คตารางรถไฟพบว่าเที่ยวรถที่ไปหังโจวเป็นเวลาค่ำ ตอนนี้เพิ่งเที่ยง ยังมีเวลาเหลืออีกมาก จึงหาร้านอาหารนั่งกินสักร้านแล้วเดินวนรอบๆจนกว่าจะถึงเวลา หากเจอคนทักว่า “ไม่เจอกันนาน เป็นอย่างไรบ้าง สหาย” ก็คงจะดี

เมินโหยวผิงไม่มีการออกความเห็นใดๆ ตอนอยู่ในร้านก็นั่งกินข้าวเงียบๆ แถบยังกินน้อยอย่างกับแมวดม ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงตัวผอมขนาดนี้ แต่เมื่อนึกถึงแรงที่เขาใช้ดึงผมตอนอยู่ในสุสาน ผมก็ได้แต่สงสัยว่าแขนผอมๆแบบนั้นทำไมแรงเยอะนัก

จะว่าไป เขาตามผมมาทำไม...ตอนที่อยู่ในสุสานด้วย มีความจำเป็นอะไรต้องช่วยผม ในเมื่อเขาจำผมไม่ได้ ผมจำเขาไม่ได้ สถานะของเราไม่ต่างอะไรจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หากบอกว่าจับพลัดจับผลูตกกระไดพลอยโจนมาด้วยกัน นั่นมันก็แค่ตอนที่อยู่ในสุสาน เมื่อออกมาแล้วเขามีทางมากมาย ไม่จำเป็นต้องมากับผมก็ได้ แต่เขาก็ไม่ไป หรือเพราะเขาไม่มีเงินติดตัว คิดจะเกาะผมไปไหนไปด้วยจนกว่าเงินของผมจะหมด นั่นก็ไม่น่าใช่ ฝีมือของเขาอยู่กินในป่าได้สบายๆ สภาพของเขาไม่เหมือนพวกที่ใช้ชีวิตติดหรูหรา เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญในการใช้ชีวิต

หากให้นึกถึงภาพของเมินโหยวผิงใส่สูทเข้างานหรูหรา ผมนึกภาพเขาใส่กางเกงในตัวเดียววิ่งเล่นในป่าน่าจะเหมาะว่า

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระออก ก่อนจะถามว่า

“นายตามฉันมาทำไม”

เมินโหยวผิงเงยหน้ามองผม วางตะเกียบลง ตอบว่า

“ฉันตามหานาย”

“ทั้งที่ตอนแรกนายบอกว่าไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร” ผมขมวดคิ้ว หรือเขาจะโกหก จริงๆแล้วเขาไม่ได้ความจำเสื่อม...แต่หากเป็นเช่นนั้น เขามีเหตุผลอะไรต้องโกหก ในเมื่อผมจำอะไรไม่ได้ ต่อให้เขาปั้นเรื่องขึ้นมาสักเรื่องผมก็ไม่รู้ว่าเขาโกหก อย่างมากก็แค่สงสัย

“นายไม่เข้าใจ” เมินโหยวผิงบอก แล้วหันไปมองข้างนอก บ่งบอกว่าเป็นการตัดจบบทสนทนา

ความจริงผมไม่มีความคิดที่จะไล่เขาไปไหนอยู่แล้ว การมีคนเดินทางด้วยให้ความรู้สึกอุ่นใจกว่าเดินทางคนเดียว ถึงแม้เพื่อนร่วมทางจะไม่ค่อยพูดอะไรและทำตัวเป็นก้อนหินเสียมากกว่า แต่ผมก็ยังสัมผัสได้ว่ามีใครคนหนึ่งอยู่ข้างๆตลอดเวลา ที่ผมถามก็แค่อยากรู้เท่านั้น...และเผื่อเขาจะจำผมได้

อาจเป็นเพราะผมความจำเสื่อม จึงหวังว่าคนรอบข้างจะมีใครสักคนที่จำผมได้...ไม่อย่างนั้นผมที่จำแม้กระทั่งตัวเองไม่ได้ ก็จะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าในโลกนี้มี “ผม” อยู่จริงๆหรือไม่ หรือตัว “ผม” เป็นแค่จินตนาการที่หลอกลวงสร้างตัวเองขึ้นมา

ผมถอนหายใจ คีบกับกินต่อไป “ตอนนี้ฉันก็ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้นแหละ ตัวเองเป็นใครก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้านายจะช่วยพูดอะไรที่ทำให้ฉันเข้าใจบ้าง ฉันจะดีใจมาก”

เมินโหยวผิงยังคงอมคำพูดไว้ได้ดีเยี่ยม ผมหันไปมองนอกร้านบ้าง ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาไม่มากนัก ที่นี่ไม่ใช่ตัวเมืองใหญ่ ไม่แปลกที่จะมีคนน้อย เมื่อกินเสร็จจ่ายเงิน ผมก็ลุกขึ้นเดิน

“ฉันกับนายเคยรู้จักกันมาก่อน นายคิดว่าพวกเราเคยเดินเที่ยวด้วยกันบ้างหรือเปล่า”

ผมถามเรื่อยเปื่อย เดินผ่านตลาดขายของแบกับดิน มีของเล่นของกินของใช้มากมาย แต่ผมไม่รู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้เลยจนอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวผมเป็นพวกที่ไม่ค่อยเที่ยวเล่นหรืออย่างไร

ของหลายอย่างในกระเป๋าเป้ถูกใช้ไปแล้ว พื้นที่จึงเหลือให้ใส่ของอย่างอื่นได้ ผมซื้อเสื้อสองตัว เอาไว้เปลี่ยนกับเสื้อที่ใส่อยู่ หลังจากต่อราคาตามนิสัย คนขายก็แถมเสื้อให้ผมอีกตัว ผมให้เมินโหยวผิง เผื่อว่าเขาอยากจะเปลี่ยนเสื้อบ้าง

เมินโหยวผิงเดินตามผมเหมือนลูกเจี๊ยบเดินตามแม่ไก่ ไปไหนไปด้วย ไม่ออกความเห็นใดๆ มีบางร้านที่เขาหยุดดู ส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายของเก่า วัตถุโบราณที่ดูเหมือนถูกทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับอยู่ที่บ้านจนลูกหลานทนไม่ได้ แอบเอามาขาย ผมก็รู้สึกว่าตัวเองสนใจสิ่งของประเภทนี้เป็นพิเศษ หรือสมัยก่อนผมจะทำอาชีพที่เกี่ยวกับของพวกนี้ ผมเห็นเมินโหยวผิงจดๆจ้องๆหินก้อนหนึ่งอยู่นาน ในสายตาของผมดูยังไงมันก็ไม่ต่างจากหินข้างถนนที่เด็กๆเอามาเตะเล่น คนขายเห็นเขาสนใจก็รีบเสนอราคาพิเศษ แต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะตกลงใจซื้อ

คนขายพูดจนเหนื่อย ผมเห็นใจเขา ประกอบกับราคาไม่ได้แพงมากนัก จึงต่ออีกเล็กน้อยแล้วควักเงินซื้อ

ผมยัดก้อนหินขนาดใหญ่ประมาณฝ่ามือใส่มือเขา จากนั้นจึงเดินเล่นต่อจนวนกลับมาถึงหน้าสถานี จึงเห็นคนมุงอยู่ตรงบอร์ดประกาศ ขณะกำลังจะเดินเข้าไปดูด้วย แต่เมินโหยวผิงจับไหล่ของผมไว้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจับแขน ลากผมไปที่อื่น

“นายจะพาฉันไปไหน”

เขาพาผมมาที่ห้องน้ำสาธารณะ ไอ้หมอนี่ ปวดฉี่ก็บอกสิฟะ ผมนึกในใจ คงอั้นมาตั้งแต่ตอนผมเดินเล่นแล้วสินะ ถึงได้รีบเดินขนาดนี้

“ฉันรอข้างนอก…”

ผมพูดไม่ทันจบ เขาก็ลากผมเข้าไปด้วย ในห้องน้ำแคบๆเล็กๆ ผู้ชายสองคนอัดเข้าไปในห้องเดียวกัน เขาปิดประตู มองผมด้วยสายตาไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ

ขณะที่ผมกำลังงงอยู่นั้นเอง เขาก็พูดว่า

“ถอดเสื้อ”

ผมก้าวถอยได้ครึ่งก้าวก็ชนผนัง นึกในใจว่าเมินโหยวผิงเกิดบ้าอะไรขึ้นมา ผมจับเสื้อผ้าตัวเองไว้แน่น เขาก้าวมาประชิดตัวผม ผมอยากยกขาถีบเขา แต่พื้นที่คับแคบมาก แค่ขยับขาก็ยังยาก ขาข้างหนึ่งของเขาแทรกมาระหว่างขาของผม แล้วมือที่นิ้วยาวผิดปกติก็คว้าสายกระเป๋าสะพายของผม ดึงกระชากออกด้วยแรงมหาศาล เมื่อยึดเป้ของผมไปได้ ก็ถึงตาเสื้อผ้า ผมคิดว่าหากให้เสื้อมีชะตากรรมเดียวกับกระเป๋า เสื้อของผมต้องขาดเป็นแน่แท้ จึงยกมือยอมแพ้

“นายใจเย็นๆ ฉันถอดก็ได้”

เมินโหยวผิงหยุดการกระทำทารุณกรรมข้าวของ มองผมถอดเสื้อออกด้วยสายตานิ่งเฉย เขาปลดสัมภาระของตัวเองลงเช่นกัน เมื่อผมถอดเสื้อเสร็จ ก็หนาวสั่น กำลังจะถามว่าให้ทำอะไรต่อ ก็พบว่าเขาถอดเสื้อหนาว ถอดเสื้อฮู้ดของตัวเอง ข้างในเป็นเสื้อกล้ามสีดำ ตัดกับผิวสีขาวของเขาอย่างชัดเจน พอเขาถอดเสื้อกล้ามออกอีกตัว ผมถึงได้รู้ว่ากล้ามเนื้อของเขามีมากกว่าผมขนาดไหน...นี่มันต่างกันเกินไปแล้ว! หุ่นแบบนี้แม้แต่ผู้ชายด้วยกันยังอิจฉา เทียบกับของตัวเองแล้ว ผมเหมือนพวกไม่เคยออกกำลังกายเลย

เขาส่งเสื้อของเขาให้ผม แล้วเอาเสื้อของผมไปแทน ผมรับมาอย่างงงๆ เมื่อเห็นว่าเขาใส่เสื้อของผมก็คิดว่าเขาอาจจะให้ผมใส่เสื้อของเขาด้วย...แลกเสื้อกันใส่ เพื่ออะไร? ถ้าจะแลกแค่นี้บอกกันดีๆก็ได้ ลากผมเข้าห้องน้ำแล้วบอกให้ถอดเสื้อ เชี่ยนี่! ผมนึกว่าเขาเกิดบ้าจะข่มขืนผม ตกใจหมด

เขาตัวผอมกว่าผม จึงต้องใช้ความพยายามในการสวมเสื้อกล้าม โชคดีที่มันไม่ขาด ไม่อย่างนั้นผมคงรู้สึกเหมือนถูกทำร้ายจิตใจทางอ้อม ส่วนเสื้อฮู้ดกับเสื้อกันหนาวตัวใหญ่กว่า ผมใส่ได้พอดี เมื่อใส่เสร็จก็มองเสื้อของตัวเองที่ไปอยู่บนตัวเขา รู้สึกอยากสาปแช่งความลำเอียงของสวรรค์ เสื้อพวกนั้นอยู่กับผมเหมือนเสื้อขายแบกับดิน แต่พออยู่บนตัวเขาเหมือนเสื้อที่พวกหุ่นโชว์ใส่ในห้างร้านหรูๆ โลกนี้แม่งไม่ยุติธรรม

เมินโหยวผิงส่งกระเป๋าเป้คืนให้ผม แล้วหยิบกระเป๋าของตัวเอง หยิบแว่นกันแดดสีดำออกมาจากกระเป๋าส่งให้ผม ถึงตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะถามแล้วว่าทำไมเขาถึงมีแว่นกันแดดติดตัว เขาบอกให้ผมใส่แว่น

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบุคคลต้องสงสัยหรือถูกประกาศจับตามล่าอยู่

ตอนที่เดินออกจากห้องน้ำ มีผู้ชายคนหนึ่งล้างมืออยู่ เขาเห็นพวกเราออกมาจากห้องเดียวกัน ทำหน้าตาประหลาดมาก

ผมเดินกลับไปที่สถานี บอร์ดประกาศมีคนมุงอยู่ประปราย ผมเดินโฉบเข้าไปใกล้จึงเห็นชัดแล้วว่าที่บอร์ดมีรูปผมติดอยู่ เป็นภาพแอบถ่าย ดูจากเสื้อผ้าที่เป็นชุดเดียวกับที่อยู่บนตัวของเมินโหยวผิงในตอนนี้ คิดว่าคงเป็นฝีมือของกลุ่มนักสำรวจเก๊ ใต้ภาพมีข้อความแจ้งวิธีการติดต่อหากพบตัวผมหรือแจ้งข่าวสาร แถมมีรางวัลนำจับเสียด้วย

ผมเพิ่งตกเขา ความจำเสื่อม นอนโรงพยาบาล เจอคนแปลกหน้ายัดมีดกับเงินให้ จากนั้นก็โดนกลุ่มนักสำรวจเก๊หลอก ให้มาร่วมเดินทางตามหาอะไรก็ไม่รู้ แต่กลับเจอเหตุการณ์สยองระทึกขวัญแทน พอออกมาก็ได้คนประหลาดร่วมทาง แล้วก็ถูกประกาศจับ สมัยก่อนชีวิตของผมโลดโผนแบบนี้หรือเปล่าฟะ

ผมกับเมินโหยวผิงขึ้นรถด่วนไปหังโจว ผมถอดแว่นดำออก แต่ตลอดเส้นทางเมินโหยวผิงให้ผมเอาฮู้ดคลุมหัวแทน หากเอาลงเมื่อไร เขาจะตะปบฮู้ดกลับมาคลุมหัวผมทันที แรงของเขาไม่ใช่น้อยๆ แทบจะตบหัวผมไปด้วย ผมหันไปส่งสายตาเคืองๆให้ แต่เขาไม่สนใจ

เมื่อมาถึงหังโจว ผมรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคย ออกมานอกสถานี กำลังคิดว่าจะเดินทางไปที่ไหนก่อนดี เมินโหยวผิงก็บีบไหล่ผม...ฉันยังไม่ได้เอาฮู้ดลง แว่นกันแดดก็ใส่อยู่ เขามีอะไรอีกหรือไง

ผมเห็นเขาจ้องเขม็งไปที่ลุงแก่ๆคนหนึ่ง นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ซื้อจากร้านในสถานี ยังไม่ทันจะได้ถามว่าลุงคนนั้นเป็นญาติของเขาหรือเปล่า เมินโหยวผิงก็กระชากแขนผมพาวิ่ง เสี้ยววินาทีนั้นผมเห็นลุงโยนหนังสือพิมพ์ทิ้ง แล้วคนรอบๆตัวที่แต่เดิมจับกลุ่มคุยกันบ้าง คุยโทรศัพท์บ้าง ยืนเลือกซื้อของอยู่บ้าง ทั้งหมดพุ่งมายังผม

สองคนแรกที่วิ่งมาถูกเมินโหยวผิงถีบกระเด็น เขาปล่อยมือผมกระชากเสื้อคนที่สาม ยกเหวี่ยงใส่คนที่สี่และห้าที่พุ่งมาจากทางเดียวกัน พวกนั้นกลิ้งล้มไปนอนกับพื้น ท่าทางเจ็บปวดไม่น้อย

พวกเราวิ่งมาจนถนนใหญ่ ผมเห็นรถแท็กซี่วิ่งมาพอดีก็โบกไว้ก่อน พอมันจอดก็เปิดประตู หันไปเห็นเมินโหยวผิงซัดคนที่ตามมาอีกสี่คนลงร่วงไปกองกับพื้น ผมตะโกนเรียก เขาเตะก้านคออีกคนก่อนจะวิ่งขึ้นมาบนรถ ผมสั่งให้แท็กซี่ออกรถทันที ได้ยินเสียงปืนตามหลัง แต่รถไม่เป็นอะไร คนขับแท็กซี่น่าจะเป็นคนท้องถิ่น หักพวงมาลัยพารถวิ่งเข้าตรอกเล็กๆ ลัดเลาะตามซอยจนสุดท้ายมาโผล่ถนนใหญ่ ผมชะโงกไปมองข้างหลังไม่เห็นใครตามมา คิดว่าน่าจะรอดพ้นแล้ว

“คุณผู้โดยสาร จะให้ผมไปส่งที่ไหน”

เมื่อได้ยินคำถามนี้ประกอบกับสถานการณ์เร่งด่วน ผมเผลอตอบออกไปโดยไม่รู้ตัว คนขับพยักหน้า เหยียบเร็วมาก ไม่นานผมก็มาถึงหน้าร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง สภาพหน้าร้านดูทรุดโทรม ร้างคนไร้ลูกค้า น่าสงสัยว่าร้านยังอยู่โดยไม่เจ๊งได้ยังไง

ผมยังยืนงงอยู่ ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงบอกที่อยู่นี้ไป ร้านนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องอะไรสักอย่างกับผม หรือนี่จะเป็นร้านของผมเอง แท้ที่จริงแล้วผมเป็นเจ้าของร้านซอมซ่อท่าทางยาจกแบบนี้เองหรือ ผมเห็นร้านเปิดอยู่ จึงคิดว่าเข้าไปถามให้รู้เรื่องเลยดีกว่า

ตอนนั้นเอง ผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างในร้าน เขาเห็นผมก็ชะงัก และเมื่อมองไปทางเมินโหยวผิง เขาก็ทำหน้าเหมือนเห็นผี

“นายรู้จักหมอนี่ใช่มั้ย” ผมถาม เขาหันมามองผม สีหน้าซีดเผือด “นายรู้จักฉันด้วยหรือเปล่า” ผมเอาฮู้ดลง ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ก็มีเสียงดังจากในร้าน

“หวังเหมิง ฝากซื้อบุหรี่ด้วย”

เสียงนั้นคุ้นหูผมมาก เมินโหยวผิงขมวดคิ้ว หน้าเครียดมากเช่นกัน ส่วนไอ้คนที่ชื่อหวังเหมิงท่าทางสติแตกไปแล้ว เขาร้องว่า

“เจ้านาย!!!”

“เห็นผีหรือไง ยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนี้” คนอีกคนในร้านเดินออกมา ตอนนี้ผมจึงรู้แล้วว่าทำไมจึงคุ้นกับเสียงนั้นเหลือเกิน...นั่นมันเสียงของผม แถมคนที่เพิ่งออกมาก็หน้าเหมือนผม ถึงจะความจำเสื่อมแต่อย่างน้อยผมก็จำได้ว่าหน้าตาตัวเองเป็นยังไง...หรือแท้จริงแล้วผมมีฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน

คนที่เดินออกมาจากร้านมองผม มีท่าทีตกใจในตอนแรก จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วถามว่า

“นายเป็นใคร”

“อู๋เสีย” ผมตอบชื่อตัวเอง ไอ้คนหน้าเหมือนทำหน้างง ผมไม่เคยนึกเลยว่าตัวเองตอนสงสัยจะทำหน้าตาดูโง่ๆแบบนี้

เขายกมือชี้ตัวเอง กล่าวว่า

“ฉันต่างหากอู๋เสีย...นายเป็นใคร”





avatar
MinMin
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า
ด้วงต้นไม้เทพเจ้า

จำนวนข้อความ : 222
Points : 1731
Join date : 28/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] Lost Memories [ผิงเสีย] Chapter6

ตั้งหัวข้อ by The_Dark_Lady on Wed 08 Jul 2015, 21:59

กรี้ดดดดดดด...ทำไมอู๋เสียมีสองคน
ตื่นเต้นมาก...ลุ้นมาก

...นายน้อยในฮู้ดของเสี่ยวเกอ แฮ่กกๆๆๆๆ //โดนตบ
avatar
The_Dark_Lady
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 301
Points : 1522
Join date : 21/06/2015
Age : 23
ที่อยู่ : On the Land, Below the sky

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] Lost Memories [ผิงเสีย] Chapter6

ตั้งหัวข้อ by yakusoku on Wed 08 Jul 2015, 23:06

นายน้อยมี 2 คนเอาไงละทีนี้
avatar
yakusoku
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ
ด้วงตำหนักทิพย์พิมานเมฆ

จำนวนข้อความ : 369
Points : 1718
Join date : 05/11/2014
ที่อยู่ : โลงในสุสานโบราณ

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] Lost Memories [ผิงเสีย] Chapter6

ตั้งหัวข้อ by Rozenkreuz on Thu 09 Jul 2015, 02:56

อ้าววววววว ลึกลับซับซ้อนวุ้ยยยย
อย่างงี้เสี่ยวเกอต้องพิสูจน์ด้วยร่างกา--- //แค่กๆๆ
หน้าเหมือนเสียงเหมือน แต่กลิ่นเหมือนมั้ย //ฟุดฟิดๆ
แล้วการแสดงออกล่ะ //ลองจับจูบทั้งสองคนเลยครับจางอากง
พุงน้อยๆของเถ้า---- //สัญญาณขาด-----
avatar
Rozenkreuz
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่
ด้วงอาณาจักรเจ้าแม่ซีหวังหมู่

จำนวนข้อความ : 625
Points : 1736
Join date : 01/07/2015
Age : 25
ที่อยู่ : กองทัพผีเก็บเห็ดแห่งประตูสำริด

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: [Fic] Lost Memories [ผิงเสีย] Chapter6

ตั้งหัวข้อ by nuu_baitoey on Thu 23 Jul 2015, 00:28

เฮ้ย! อะไรเนี่ย เรื่องมันซับซ้อนเกินไปแล้ววว ><
avatar
nuu_baitoey
ด้วง
ด้วง

จำนวนข้อความ : 31
Points : 1389
Join date : 27/10/2014

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ